การผสมเทียมโค

องค์ความรู้เรื่องเทคโนโลยีชีวภาพ - การผสมเทียม

การผสมเทียม (Artificial Insemination)

               การจะปฏิบัติงานผสมเทียมโค จำเป็นต้องมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับกายวิภาคและสรีรวิทยาระบบสืบพันธุ์โคเพศเมีย และเทคนิคการผสมเทียม เพื่อที่จะปฏิบัติงานให้ได้ผลอย่างมีประสิทธิภาพ

               ระบบสืบพันธุ์ของโคเพศเมียเป็นระบบที่สลับซับซ้อน ไม่เพียงแต่ทำหน้าที่ผลิตไข่ หรือเซลล์สืบพันธุ์เพศเมีย สร้างฮอร์โมนหลายชนิดที่สำคัญที่ช่วยให้วงจรการสืบพันธุ์เป็นไปตามปกติ และยังเป็นที่เจริญเติบโตและเป็นแหล่งอาหารของลูกอ่อนขณะตั้งท้อง และเมื่อคลอกลูก ระบบสืบพันธุ์ของโคเพศเมีย ถูกควบคุมโดยฮอร์โมนจากต่อมไร้ท่อ (integrated endocrine system)

 

กายวิภาคศาสตร์ (Anatomy)

               วิชากายวิภาคศาสตร์ (anatomy) เป็นวิชาเก่าแก่สาขาหนึ่งของชีววิทยา  เป็นวิชาที่กล่าวถึงรูปร่าง และโครงสร้าง (form and structure) ของสิ่งมีชีวิต  วิชากายวิภาคศาสตร์จะมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับวิชาสรีรวิทยา โดยวิชากายวิภาคศาสตร์จะกล่าวถึงรูปร่าง และโครงสร้างของอวัยวะต่าง ๆ จากนั้นวิชาสรีรวิทยาจะกล่าวถึงการทำงานของโครงสร้างนั้น  ๆ ดังนั้น การที่จะเรียนรู้และเข้าใจถึงวิชาสรีรวิทยา โดยเฉพาะวิชาสรีรวิทยาระบบสืบพันธุ์ได้ จำเป็นต้องรู้ถึงวิชากายวิภาค   โดยเฉพาะวิชากายวิภาคระบบสืบพันธุ์ก่อนเสมอ 

                คำว่า กายวิภาค หรือ anatomy แยกออกตามรากศัพท์ได้เป็น ana = up แปลว่าเพิ่ม และ tomy หรือ tome = cutting แปลว่าตัด ดังนั้น   Anatomy จึงแปลได้ว่า การตัดอีก ซึ่งหมายถึงการชำแหละ หรือ ตัดออกเป็นส่วน ๆ เพื่อศึกษาถึงรูปร่างหรือโครงสร้างของอวัยวะนั่นเอง


ประโยชน์ของวิชากายวิภาคศาสตร์

                1.เพื่อสามารถเรียกชื่ออวัยวะต่าง ๆ ตามศัพท์เทคนิคซึ่งทั่วโลกยอมรับ เพื่อสามารถสื่อความหมายได้เข้าใจกัน

                2.เพื่อรู้ตำแหน่งที่ตั้งของอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย

                3.เพื่อรู้ถึงรูปร่าง ลักษณะ และองค์ประกอบของอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย

                4.เป็นพื้นฐานของวิชาสรีรวิทยา (physiology)

                5.เป็นพื้นฐานของวิชาอายุรศาสตร์ (medicine)

                6.เป็นพื้นฐานของวิชาศัลยศาสตร์ (surgery)

                7.เป็นพื้นฐานของวิชาสูติศาสตร์เธนุเวชวิทยาและวิทยาการสืบพันธุ์ (obsteric theriology  and gynecology)

                8.เป็นพื้นฐานของวิชาพยาธิวิทยา (pathology)

 

กายวิภาคของระบบสืบพันธุ์โคเพศเมีย (Anatomy of the cow reproductive system)

               ความรู้เกี่ยวกับกายวิภาคระบบสืบพันธุ์ของแม่โค ตำแหน่งที่ตั้ง รูปร่างลักษณะ และองค์ประกอบ จะทำให้เกิดความคุ้นเคยและเข้าใจ และนำไปสู่ความสำเร็จของการปฏิบัติเกี่ยวกับวิทยาการสืบพันธุ์ต่อไป อวัยวะสืบพันธุ์ของแม่โคที่สำคัญประกอบด้วย

               1.รังไข่ (ovary)

               2.ท่อนำไข่ (oviduct)

               3.มดลูก (uterus)

               4.ช่องคลอด (vagina)

               5.กระพุ้งช่องคลอด (vestibule)

               6.ปากช่องคลอด (vulva)

alt

alt

อวัยวะสืบพันธุ์โคเพศเมีย

 

1.รังไข่ (Ovary)

               รังไข่ ของโคมี 2 อัน ข้างซ้าย – ขวา มีรูปร่างค่อนข้างกลมหรือรี บางครั้งจะแบน ขึ้นอยู่กับระยะของวงรอบการเป็นสัด หรือว่าอยู่ในระยะที่มี follicle หรือ corpus luteum (cl)  ขนาดของรังไข่ในโคแต่ละตัวจะแตกต่างกันไป ปกติยาวประมาณ 3.2 – 4.2 cm. หนา 1.9-3.2 cm.กว้าง 1.3- 1.9 cm. แต่ละข้างหนักประมาณ 10- 19 กรัม follicle ที่เจริญเต็มที่แล้วมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 8-11.9 mm.และ corpus luteum ที่โตต็มที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางตั้งแต่ 2.5- 3 cm.(Salisbury et al.,1978)

               รังไข่เป็นอวัยวะสืบพันธุ์พื้นฐานที่สำคัญของเพศเมีย เนื่องจากทำหน้าที่ผลิตเซลล์สืบพันธุ์และฮอร์โมนเพศเมีย ในสัตว์ที่คลอดลูกครั้งละ 1 ตัว เช่น โค กระบือและม้า มีการตกไข่ครั้งละ 1 ใบในแต่ละรอบการเป็นสัด ส่วนในสัตว์ที่คลอดลูกครั้งละหลายตัว เช่น สุกร มีการตกไข่ครั้งละ 10-25 ใบในแต่ละรอบการเป็นสัด รังไข่จะแขวนลอยอยู่ในช่องท้อง  ในขณะที่สัตว์ยังเป็นตัวอ่อน (embryo) ในมดลูกรังไข่จะมีการเจริญเติบโตและมีเซลล์อยู่ภายใน  มีการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนของไข่อ่อน (ovum) โดยวิธีการไมโตซีสจนได้ไข่อ่อนจำนวนมากมาย ในระยะต่อมาจะมีการแบ่งตัวแบบไมโอซีสจนได้ oocyte จำนวนหลายล้านใบ ต่อมาหลังจากคลอดออกมา oocyte เหล่านี้จะฝ่อและเหลือน้อยลงและในช่วงที่จะเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ก็จะเหลือน้อยลงไปอีก ทำให้เหลือ oocyte ที่จะเจริญไปเป็นไข่สุกที่รังไข่จำนวนไม่มากนัก แต่ก็มากพอสำหรับการตกไข่ของสัตว์ในช่วงชีวิต เทียบกับในระยะแรกที่มี oocyte ออกมาเป็นจำนวนล้านใบ แต่มีการเจริญต่อเพียงไม่กี่ร้อยใบเท่านั้น oocyte ที่เจริญขึ้นที่รังไข่จะถูกหุ้มด้วยเซลล์ที่เจริญมาจาก germinal epithelium cell เรียกว่า follicular cell ส่วนเซลล์อีกชนิดคือ endocrine cell ได้แก่ theca cell และ interstitial cell ทำหน้าที่สร้างฮอร์โมน เซลล์เหล่านี้เจริญมาจากชั้นกลางของรังไข่

               ในช่วงที่สัตว์เกิด follicular cell จะมาล้อมรอบ oocyte ไว้ทำให้เกิดเป็น primary follicle ซึ่งจะกระจายอยู่ทั่วรังไข่ เมื่อสัตว์เกิดใหม่ ๆ primary follicle เหล่านี้จะเริ่มจัดตัวโดยมาอยู่ที่บริเวณผิวของรังไข่ซึ่งมีเส้นเลือดมาเลี้ยงมาก ทำให้สามารถแบ่งรังไข่ออกได้เป็น ๒ ส่วน คือ ชั้นนอก (cortex) และชั้นใน (medulla) ชั้นนอกประกอบด้วย primary follicle ซึ่งจะเจริญไปเป็น follicle ระยะต่าง ๆ  และเมื่อเกิดการตกไข่แล้วจะเจริญเป็น corpus luteum ต่อไป ชั้นนอกสุดของผนังชั้น cortex คือเยื่อพื้นผิวและถัดลงมาคือชั้นเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน tunica albuginia  ถัดชั้นนี้ลงไปจะเป็นเนื้อของรังไข่ ซึ่งเป็นชั้นที่ทำหน้าที่สำคัญ ๆ เพราะมี  follicle และ กลุ่มเซลล์ที่ทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมน ชั้นในของรังไข่ประกอบด้วยเนื้อเยื่อเกี่ยวพันชนิด fibroelastic เส้นเลือด และเส้นประสาทต่าง ๆ ซึ่งมาหล่อเลี้ยงรังไข่ได้โดยเข้ามาทางขั้วของรังไข่

alt

โครงสร้างของรังไข่

 

2.ท่อนำไข่ (Oviduct)

               มีลักษณะเป็นท่อมี 1 คู่ แขวนลอยอยู่ในช่องท้องโดยยึดอยู่กลับ mesosalpinx  ปลายท่อมาเปิดบริเวณใกล้กับรังไข่ เพื่อรองรับไข่ที่ตกจากรังไข่ให้เดินทางเข้าในท่อนำไข่ และอีกด้านหนึ่งจะต่อกับปลายปีกมดลูก ท่อนำไข่มีหน้าที่ในการนำไข่และตัวอสุจิด้วยในเวลาเดียวกัน ซึ่งการนำไข่และตัวอสุจิเป็นการนำในทิศทางตรงกันข้าม นอกจากนั้นท่อนำไข่ยังเป็นตำแหน่งที่เกิดการปฏิสนธิของไข่และตัวอสุจิ และเป็นที่ให้ตัวอ่อนแบ่งตัวในระยะแรกก่อนที่จะเดินทางไปยังมดลูก

               ท่อนำไข่ประกอบด้วย ชั้นของเซลล์ 3 ชั้น คือ ชั้นนอกหรือ tunica serosa จะมีเนื้อเยื่อเกี่ยวพันอยู่มาก ชั้นกลางหรือ tunica muscularis ประกอบด้วยกล้ามเนื้อเรียบ ชั้นในหรือ tunica mucosa ประกอบด้วยเซลล์บุผิวชนิดที่สร้างสารคัดหลั่งและเซลล์ชนิดมีขน (cilia) เซลล์สร้างสารคัดหลั่งมีหน้าที่สร้างของเหลวหลั่งเข้าในท่อเพื่อนำไข่และอสุจิ ส่วนพวกเซลล์ที่มีขนจะทำหน้าที่โบกพัดให้ไข่หรือตัวอสุจิเดินทางไปในทิศทางที่ต้องการ  ท่อนำไข่ เป็นท่อเล็ก ๆ ที่คดเคี้ยว มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 mm. ยาวประมาณ 20- 35 cm. (Salisbury et al.,1978) ท่อนำไข่แบ่งได้เป็น 3 ส่วน ได้แก่

               1.infundibulum เป็นส่วนที่ใกล้กับรังไข่โดยมีส่วนที่เรียกว่าปากแตร (fimbria) ลักษณะคล้ายนิ้วมืออยู่รอบ ๆ ปากท่อที่ขยายใหญ่จะห่อหุ้มส่วนหนึ่งของรังไข่ไว้ เมื่อไข่ตก fimbria จะทำหน้าที่ปัดให้ไข่ที่ตกเข้าไปในช่องท่อนำไข่

               2.ampulla เป็นส่วนโป่งของท่อนำไข่ต่อจาก infundibulum ส่วนของ ampulla จะยาวประมาณครึ่งหนึ่งของท่อนำไข่ทั้งหมด มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3-5 mm. ภายในมีหลืบตามยาวอยู่ 20-40 หลืบ ทำให้ภายในท่อมีพื้นที่ผิวมากขึ้น เซลล์เยื่อบุส่วนใหญ่เป็นเซลล์ที่มีขนและมีบางเซลล์ผลิตสารคัดหลั่ง เซลล์ขนจะช่วยในการพัดโบกไข่ให้เดินทางไปที่มดลูก

               3.isthmus เป็นส่วนที่คอดที่สุดและต่อกับปีกมดลูก ส่วนต่อของส่วน isthmus กับ ampulla เป็นตำแหน่งที่เกิดการปฏิสนธิของไข่และอสุจิ ซึ่งบริเวณส่วนต่อนี้จะทำหน้าที่ชะลอการเดินทางของไข่ที่ตกจากรังไข่ให้อยู่บริเวณนี้หลายชั่วโมง ทำให้มีโอกาสในการปฏิสนธิมากขึ้น ท่อส่วน isthmus มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.5 – 1.5 mm. และมีผนังกล้ามเนื้อเรียบหนากว่า มีหลืบอยู่ประมาณ 4-8 หลืบ isthmus มีลักษณะที่สำคัญคือมีเซลล์หลั่งสารคัดหลั่งมากกว่าเซลล์ขน เพื่อหลั่งสารคัดหลั่งช่วยในการเดินทางของไข่และใช้ขนในการทำให้อสุจิหรือไข่เดินทางได้น้อย isthmus ทำหน้าที่นำอสุจิที่เคลื่อนที่ได้ไปยังตำแหน่งปฏิสนธิ ขณะเดียวกันก็กรองอสุจิที่ตายแล้วไว้

alt

alt 

ท่อนำไข่ส่วนต่าง ๆ

 

3.มดลูก (Uterus)

               สัตว์โดยทั่วไปมีมดลูกยาวตั้งแต่ 35-60 cm. ในสุกร แพะ แกะ มีปีกมดลูกกินเนื้อที่ร้อยละ 80-90 ของความยาวมดลูกทั้งหมด ส่วนในม้ากินเนื้อที่เพียงครึ่งหนึ่ง  มดลูกทำหน้าที่สำคัญในการให้อาหารแก่ตัวอ่อนและลูกในครรภ์ ก่อนที่ตัวอ่อนจะฝังตัวกับมดลูก ตัวอ่อนได้รับอาหารจาก 1) ไข่แดงในตัวอ่อนเอง 2) สารที่หลั่งจากชั้นเยื่อเมือกของมดลูก  เมื่อตัวอ่อนฝังตัวแล้วทั้งอาหารและของเสียจะถูกถ่ายเทระหว่างแม่โดยผ่านทางรก มดลูกประกอบด้วย 3 ส่วนคือ

               1.ปีกมดลูก (horn of uterus)

               2.ตัวมดลูก (body of  uterus)

               3.คอมดลูก (cervix) 

               มดลูก มีลักษณะเป็นท่อประกอบด้วยเยื่อบุภายในมดลูก (endometrium) และชั้นนอกที่เป็นกล้ามเนื้อเรียบ (myometrium) ประกอบด้วยกล้ามเนื้อเรียบบาง ๆ 2 ชั้น วางตัวตามแนวยาวและกล้ามเนื้อเรียบชั้นที่หนากว่าจะวางตัวตามแนวขวาง  ฮอร์โมน estrogen มีผลทำให้ชั้น myometrium แข็งตัวขึ้น (tone) สามารถคลำตรวจพบได้ในขณะที่โคเป็นสัด ส่วนฮอร์โมน progesteroneจะมีผลทำให้ชั้นกล้ามเนื้อนี้อ่อนตัวลง  ส่วนเยื่อบุชั้นในสุดเรียกว่า endometrium ชั้นนี้มีต่อมต่าง ๆ และท่อต่าง ๆ อยู่มาก ต่อมและท่อเหล่านี้จะตอบสนองต่อฮอร์โมน estrogenและprogesterone โดยฮอร์โมน estrogen ทำให้มีเส้นเลือดมาหล่อเลี้ยงชั้น endometrium มากขึ้นทำให้ชั้นนี้หนาตัวขึ้นและกระตุ้นให้มีการเจริญของต่อมต่าง ๆ ในบริเวณนี้ ส่วนฮอร์โมน progesterone ทำให้ต่อมต่าง ๆ ที่เจริญขึ้นนั้นขดป็นเกลียวแตกกิ่งก้านสาขามากขึ้น ผลของฮอร์โมนทั้งสองที่ทำงานร่วมกันทำให้มดลูกพร้อมที่จะรับการฝังตัวของไข่ที่ได้รับการปฏิสนธิแล้ว หลังจากนั้นตัวอ่อนจะมาฝังตัวกับชั้น endometrium โดยการแนบชิดระหว่างผนังเยื่อบุตัวอ่อนกับ endometrium  เกิดกระบวนการสร้างรกขึ้นเรียกว่า placentation โดยตัวอ่อนจะได้รับอาหารทางรกและสามารถถ่ายเทของเสียผ่านทางรกได้เช่นกัน 

alt

alt

คอมดลูก มดลูก ปีกมดลูก

 

คอมดลูก (Cervix)

               เป็นอวัยวะที่เชื่อมต่อระหว่างมดลูกกับช่องคลอด เปรียบเสมือนประตูเข้าไปสู่มดลูกเป็นทางผ่านของตัวอสุจิเข้าไปในมดลูกเพื่อผสมกับไข่ที่บริเวณท่อนำไข่ และเป็นทางผ่านของลูกในขณะเกิดการคลอด ลักษณะของคอมดลูกมีโครงสร้างคล้ายหูรูด ผนังหนา มีช่องภายในท่อเล็กแคบ ในสุกรช่องภายในคอมดลูกมีลักษณะเป็นเกลียวเพื่อรองรับให้พอดีกับปลายอวัยวะเพศพ่อสุกรในขณะผสมพันธุ์ ในสัตว์โดยทั่วไปมีขนาดยาว 5-10 cm.เส้นผ่าศูนย์กลาง 2-5 cm.

               ตามปกติคอมดลูกจะปิดสนิทเพื่อป้องกันการติดเชื้อเข้าในมดลูก และจะเปิดเมื่อขณะคลอดและในระยะการเป็นสัด มีการหย่อนคลายตัวเล็กน้อยเพื่อให้อสุจิสามารถเคลื่อนผ่านเข้าไปในตัวมดลูกได้ ลักษณะท่อภายในคอมดลูกของโค แพะและแกะ มีลักษณะเป็นหลืบวงแหวนช่วยในการป้องกันการติดเชื้อจากภายนอก คอมดลูกจะหลั่งเมือกออกมาในขณะเป็นสัด น้ำเมือกจากคอมดลูกมีลักษณะเฉพาะเป็นรูปใบเฟิร์นเมื่อตรวจด้วยการ smear เมือกบนกระจกใส ส่องด้วยกล้องจุลทรรศน์  เมือกมีความยืดหยุ่น และมีความเหนียว จะไม่พบลักษณะใบเฟิร์นในเมือกที่หลั่งออกมาในช่วงที่ไม่เป็นสัดหรือในช่วงของการตั้งท้องซึ่งในช่วงนี้มีระดับฮอร์โมน progesterone สูง

               เนื้อเยื่อชั้นนอกของคอมดลูกเป็นชั้น serosa ส่วนชั้นกลางเป็นชั้นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันธุ์มีกล้ามเนื้อเรียบแทรกอยู่ ทำให้คอมดลูกมีลักษณะค่อนข้างแข็งไม่มีความยืดหยุ่น ชั้นในสุดเป็นชั้นเยื่อเมือกซึ่งมีเซลล์ในกลุ่มที่สร้างสารคัดหลั่งอยู่เป็นส่วนใหญ่ เมื่อ estrogen ในเลือดสูงขึ้นจะทำให้คอมดลูกเปิดช่วงของการเป็นสัด ส่วนในขณะที่เกิดการคลอดนั้น estrogen ทำงานร่วมกับ relaxin จะทำให้คอมดลูกเปิดกว้างมากขึ้นเพื่อสะดวกในการคลอด  การที่คอมดลูกเปิดจะทำให้โอกาสที่เชื้อจะผ่านเข้าไปในมดลูกได้ แต่คอมดลูกก็มีการหลั่งเมือกที่มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อโรคได้  ทำให้เป็นการป้องกันการติดเชื้ออีกทางหนึ่ง

               คอมดลูกทำหน้าที่สำคัญคือ การนำตัวอสุจิเข้าไปยังมดลูก โดยการหลั่งน้ำเมือกที่เหมาะสมให้ตัวอสุจิสามารถแทรกผ่านเข้าไปในมดลูกได้ และเป็นแหล่งกักเก็บตัวอสุจิไว้ตามหลืบแล้วค่อย ๆ ปล่อยตัวอสุจิเข้าไปยังมดลูก แต่ก็มีตัวอสุจิบางส่วนที่ติดอยู่ภายในหลืบ การที่คอมดลูกกักเก็บตัวอสุจิไว้เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวอสุจิเดินทางไปยังตำแหน่งที่เกิดการปฏิสนธิมากเกินไป และกักเก็บตัวอสุจิที่มีลักษณะไม่สมบูรณ์ไม่ให้ผ่านเข้าไปในมดลูกได้

               ในช่วงที่สัตว์ตั้งท้องเมือกจากคอมดลูกจะเหนียวข้นเป็นลักษณะคล้ายสาคูอุดขวางทางเข้าไว้เป็นการป้องกันอันตรายอันอาจเกิดขึ้นหรือป้องกันเชื้อโรค ถ้าหากนำเมือกนี้ออกอาจทำให้เกิดการแท้งได้

               ส่วนปลายของคอมดลูกจะเปิดเข้าสู่ช่องคลอด ด้านที่ติดกับช่องคลอด เรียกว่า external os ส่วนด้านที่ติดกับตัวมดลูก เรียก internal os  คอมดลูกเป็นส่วนสำคัญสำหรับการผสมเทียม เพราะเป็นจุดที่จะต้องสอดปืนผสมเทียมผ่านเข้าไป

alt

alt 

 ลักษณะภายในคอมดลูก

4.ช่องคลอด (Vagina)

               ช่องคลอดเป็นอวัยวะที่ต่อจากคอมดลูก มีลักษณะเป็นท่อผนังบางและมีความยืดหยุ่น ช่องคลอดในโคและม้ายาวประมาณ 25-30 cm. ในแพะ แกะและสุกร ยาวประมาณ 10-15 cm. ผนังช่องคลอดประกอบด้วยชั้น serosa ชั้นกล้ามเนื้อและเยื่อบุผิว ในชั้นบุผิวประกอบไปด้วยเยื่อบุผิวที่มีต่อมต่าง ๆ เล็กน้อย ลักษณะเซลล์เป็นรูปสี่เหลี่ยมด้านเท่าซ้อนกันหลายชั้น ยกเว้นในโคซึ่งมีคิวมัสเซลล์ปะปนอยู่บ้างในส่วนต้น ๆ ในบริเวณที่ต่อมาจากส่วนมดลูกและมักไม่ซ้อนกันเป็นชั้น ทั้งนี้อาจเนื่องจากมีฮอร์โมน estrogen มาเลี้ยงบริเวณนี้ปริมาณน้อย ในชั้นกล้ามเนื้อมีเส้นเลือดมาหล่อเลี้ยงจำนวนมาก มีเส้นประสาทเจริญดีและมีทั้งเยื่อเกี่ยวพันชนิดหนาและหลวม ๆ ปนอยู่ ช่องคลอดเป็นส่วนสำคัญที่มีบทบาทมากในขณะที่สัตว์กำหลังผสมพันธุ์ โดยเป็นส่วนที่รองรับอวัยวะเพศผู้ และเมื่อมีการหลั่งน้ำเชื้อออกมา ช่องคลอดก็เป็นส่วนที่เก็บน้ำเชื้อนั้นรวมไว้โดยมีตัวอสุจิส่วนหนึ่งเคลื่อนผ่านคอมดลูกเข้าไป และส่วนที่เหลือจะเป็นส่วนที่ช่องคลอดเก็บสำรองไว้ นอกจากนั้นช่องคลอดยังทำหน้าที่เป็นช่องทางสำหรับให้ลูกสัตว์คลอดผ่านในขณะเกิดการคลอดลูก

alt

ลักษณะภายในของช่องคลอดโค

 

5.กระพุ้งช่องคลอด (Vestibule)  

               ส่วนที่เป็นกระพุ้งช่องคลอด (vestibule) จะเป็นส่วนสั้น ๆ มีความยาวเพียง 2-5 cm. ปลายด้านในของส่วนที่เป็นกระพุ้ง จะต่อกับช่องคลอด (vagina) บริเวณที่เป็นรอยต่อระหว่างกระพุ้งช่องคลอด (vestibule) และช่องคลอด (vagina) จะมีรูเปิดของท่อปัสสาวะ ดังนั้น เวลาที่สัตว์ปัสสาวะออกมา น้ำปัสสาวะจะผ่านส่วนที่เป็นกระพุ้งช่องคลอด (vestibule)  และออกจากร่างกายแม่โคทางปากช่องคลอด vulva)

               กระพุ้งช่องคลอด (vestibule)  จะมีต่อมผลิตน้ำเมือกจำนวนมาก ต่อมเหล่านี้ จะทำหน้าที่ผลิตน้ำเมือก ซึ่งมีลักษณะเหนียวใส โดยจะหลั่งออกมาในขณะที่โคแสดงอาการเป็นสัด ส่วนมุมด้านล่างของกระพุ้งช่องคลอด จะมีปุ่ม clitoris  เป็นปุ่มที่มีเส้นประสาทมาหล่อเลี้ยงมากทำให้ไวต่อการสัมผัส  เมื่อเวลาโคผสมพันธุ์อวัยวะเพศเพศผู้ (penis) จะผ่านปุ่มนี้ทำให้มดลูกโคมีการบีบตัวเพื่อดูดน้ำเชื้อเข้าไป

alt

กระพุ้งช่องคลอด

 

6.ปากช่องคลอด (Vulva)

               ปากช่องคลอด (vulva) เป็นอวัยวะสืบพันธุ์ ซึ่งสามารถมองเห็นได้จากภายนอกตัวโค ประกอบด้วยแคม (labia) ซึ่งมีลักษณะเป็นกลีบใหญ่ ๆ 2 กลีบประกบกัน   โดยกลีบทั้งสองจะเชื่อมกันทางด้านบนและล่าง กลีบใหญ่ด้านนอกเรียกว่า labia majora ในโคเพศเมียที่โตเต็มที่จะยาวประมาณ 10 cm. ถ้าเปิดข้างนอกออกจะพบว่ามีกลีบเล็กอีก 2 กลีบอยู่ด้านใน  เรียกว่า labia  minora  ปากช่องคลอดจะเป็นทางผ่านของอวัยวะเพศผู้ในขณะผสมพันธุ์และเป็นทางออกของน้ำปัสสาวะ 

               ผิวด้านในของ labia majora มีต่อม sebaceous gland และต่อม tubular gland จำนวนมากมีไขมันแทรกอยู่ มีเนื้อเยื่อที่ยืดหยุ่นได้ มีกล้ามเนื้อเรียบเป็นชั้นบาง ๆ แทรกอยู่ และมีโครงสร้างของพื้นผิวภายนอกคล้ายกับโครงสร้างของผิวหนัง ส่วน labia minora มีเนื้อเยื่อเกี่ยวพันคล้ายฟองน้ำและพื้นผิวมีต่อม sebaceous gland อยู่เป็นจำนวนมาก labia minora เปรียบได้กับหนังหุ้มอวัยวะสืบพันธุ์เพศผู้ ส่วน labia majora เทียบได้กับหนังหุ้มอัณฑะ


สรีรวิทยาของระบบสืบพันธุ์โคเพศเมีย (Physiology of the cow reproductive system)

               สรีรวิทยาของระบบสืบพันธุ์ (reproductive physiology) เป็นวิชาที่ว่าด้วยระบบกลไกการทำงานของอวัยวะสืบพันธุ์ต่าง ๆ สิ่งที่มีความจำเป็นและสำคัญ ที่ต้องเรียนรู้และต้องทำความเข้าใจ คือ ระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine gland) และ ฮอร์โมน (hormone) เนื่องจากเป็นพื้นฐานของกลไกการทำงานของระบบสืบพันธุ์

               ต่อมไร้ท่อ (endocrine gland) คือ ต่อมที่ไม่มีท่อ ทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมนชนิดต่าง ๆ ไปมีผลกระตุ้น หรือยับยั้งให้อวัยวะภายในร่างกายทำหน้าที่ หรือเปลี่ยนแปลงหน้าที่ตามชนิดของฮอร์โมนนั้น ๆ ต่อมไร้ท่อมีอยู่หลายต่อมทั่วร่างกาย เช่น ต่อมใต้สมอง (pituitary gland) ต่อมหมวกไต (adrenal gland) ต่อมธัยรอยด์ (thyroid gland) เป็นต้น

               ฮอร์โมน (hormone) คือ สารที่หลั่งออกมาจากต่อมไร้ท่อ และเดินทางไปยังอวัยวะเป้าหมายโดยทางกระแสเลือดหรือทางน้ำเหลือง กระตุ้นให้อวัยวะเป้าหมายทำหน้าที่ตามชนิดของฮอร์โมนนั้น ๆ ฮอร์โมนของระบบสืบพันธุ์ทำหน้าที่สำคัญเกี่ยวกับการควบคุมวงรอบการเป็นสัด การตกไข่ การปฏิสนธิ การเตรียมมดลูกเพื่อรองรับการฝังตัว การรักษาสภาพการตั้งท้อง การคลอด การเจริญของเต้านมและการหลั่งน้ำนม

 

ฮอร์โมนจากต่อมใต้สมอง (Pituitary gland )

               ฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองแบ่งได้เป็น 2 พวก คือ ฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองส่วนหน้า (anterior pituitary gland) และฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองส่วนหลัง (posterior pituitary gland )  ฮอร์โมนจากทั้ง 2 ส่วนเป็นฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับระบบสืบพันธุ์และมีฮอร์โมนที่ทำงานในระบบอื่น ๆ ปนอยู่ด้วย

alt

hypothalamus และ pituitary gland

               ฮอร์โมนโกนาโดโทรปิน (Gonadotropin hormone) คือฮอร์โมนที่มีฤทธิ์ต่อต่อมเพศ ฮอร์โมน gonadotropin ที่มีอยู่ในต่อมใต้สมองส่วนหน้านั้นมี 2 ชนิด คือ

               1.Luteinizing hormone (LH) มีฤทธิ์กระตุ้นทำให้เกิดการตกไข่ในเพศเมีย ในเพศผู้จะมีฤทธิ์กระตุ้น leydig cell หรือinterstitial cell ที่อยู่ในอัณฑะ ดังนั้นจึงได้ชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า Interstitial cell stimulating hormone (ICSH)

               2.Follicle stimulating hormone (FSH) มีฤทธิ์กระตุ้นการเจริญของ follicle ทำให้ follicle เจริญเติบโตขึ้นโดยมีการขยายใหญ่ของ follicle มีฮอร์โมน estrogen เกิดขึ้นในช่องว่างของ follicle ไข่อ่อนที่อยู่ใน follicle จะถูกกระตุ้นให้เจริญขึ้นด้วย และยังมีส่วนช่วยกระตุ้นให้เกิดการตกไข่ เนื่องจากทำให้มีการสะสมของ estrogen ในช่องว่างของ follicle ดันให้ผนังของ follicle โปร่งและบางมากจนแตกออกเกิดการตกไข่ และยังช่วยในการสร้าง corpus luteum และกระตุ้นให้เกิดการหลั่งฮอร์โมนจาก corpus luteum ด้วย

               เมื่อสัตว์เจริญเติบโตไปถึงขั้นหนึ่ง FSH จะกระตุ้นให้ follicle ที่รังไข่ค่อย ๆ เจริญขึ้น ซึ่งมีการเจริญ 2 แบบ คือ เจริญแล้วฝ่อไปและเจริญแล้วมีการตกไข่  FSH จะกระตุ้นการเจริญของ follicle ในระยะแรก ๆ และยังช่วยให้เกิดการสะสมของ estrogen ภายใน follicle ทำให้เกิดการสร้างตัวรับ (recepter) สำหรับ FSH และ LH ของ granulosa cell ที่อยู่ใน follicle ทำให้ FSH และ LH ที่หลั่งออกมามีที่จับใน follicle ดังนั้นจึงทำให้ FSH และ LH ออกฤทธิ์ได้ดีขึ้น ทั้ง FSH และ LH จะช่วยกระตุ้น follicle ให้หลั่ง estrogen ออกมา เมื่อ follicle เจริญขึ้น มีการสะสม estrogen ในช่องว่างของ follicle มากขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั้งก่อนที่จะตกไข่ประมาณ 3 วัน จะเกิดการหลั่ง LH จากต่อมใต้สมองออกมาและมีผลต่อ follicle ให้เกิดการตกไข่ขึ้น หลังจากตกไข่แล้ว LH จะกระตุ้น granulosa cell ให้เจริญเป็น luteal cell ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ corpus luteum การที่ granulosa cell กลายเป็น corpus luteum เกิดจากการทำงานร่วมกันของฮอร์โมนหลายชนิด ดังนี้

               FSH และ Estrogen กระตุ้นการเจริญของ granulosea cell ให้มีมากพอเพื่อเจริญไปเป็น corpus luteum ต่อไป  บริเวณนี้มีความสามารถในการตอบสนองต่อฮอร์โมน LH ได้โดยการสร้างตัวรับ LH และตัวรับ FSH ที่ granulosa cell ดังนั้นจึงทำให้ฮอร์โมน FSH และ LH ออกฤทธิ์ได้เต็มที่  และสามารถที่จะสร้างฮอร์โมน progesterone ต่อไปจากฤทธิ์ของ LH

               LH นั้นนอกจากมีผลในการกระตุ้นให้เกิดการตกไข่แล้ว ยังช่วยในการกระตุ้นให้เกิดการสร้างสเตียรอยด์ฮอร์โมนและยังกระตุ้นให้ไข่เจริญเติบโตเต็มที่ LH จะควบคุมปริมาณเลือดที่ไปเลี้ยงรังไข่โดยพบว่าเลือดที่ไปเลี้ยงรังไข่ของแกะที่ corpus luteum เจริญอยู่นั้นมีความสัมพันธ์ควบคู่ไปกับระดับของ progesterone ในเลือด เมื่อให้ซีรั่มที่มีสารต่อต้าน LH เข้าไปในตัวสัตว์จะทำให้เลือดที่ไปเลี้ยงรังไข่ลดลงและระดับของ progesterone ในเลือดลดลงด้วย แต่ถ้าให้ซีรั่มที่มี LH อยู่ก็จะทำให้เลือดที่ไปเลี้ยงรังไข่มากขึ้นและมีระดับของ progesterone ในเลือดมากขึ้น ดังนั้นเมื่อ LH ในร่างกายมากก็จะทำให้เลือดไปเลี้ยงรังไข่มากขึ้น เป็นการช่วยให้corpus luteum เจริญได้ดีขึ้นและจะสร้าง progesterone ออกมาได้ดีขึ้นนั้นเอง

               ในสัตว์เพศผู้ จะได้รับอิทธิพลจาก gonadotropin ซึ่งจะการกระตุ้นให้เกิดการสร้างสเตียรอยด์ฮอร์โมน การสร้างอสุจิ และการสร้าง androgen binding protein หรือ ABP   ฮอร์โมน LH ที่พบในสัตว์เพศผู้มีฤทธิ์ต่อ leydig cell ที่อยู่ในอัณฑะ กระตุ้นให้เกิดการหลั่ง testosterone ออกมา ส่วน FSH นั้นยังไม่ทราบแน่ชัดว่ามีผลต่อการสร้างอสุจิหรือไม่ แต่คาดว่าจะเป็นตัวที่จำเป็นในการเริ่มสร้างตัวอสุจิในขณะที่กำลังเป็นหนุ่ม

               FSH ในสัตว์เพศผู้นั้นมีบทบาทที่สำคัญคือ จะไปมีผลโดยตรงต่อท่อ semniferous tubule ที่ผลิตอสุจิซึ่ง FSH จะกระตุ้น sertori cell ให้หลั่ง ABP ออกมา ABP นี้จะเป็นโปรตีนที่มีหน้าที่ในการจับกับ testosterone ดังนั้นจึงพบฮอร์โมนตัวนี้อยู่มากในท่อ seminiferous tubule นอกจากนั้นยังคาดกันว่า FSH จะมีผลต่อการทำให้ spermatid หลุดออกจาก sertori cell กลายเป็นตัวอสุจิอยู่ในช่องว่างภายในของท่อ seminiferous tubule

               โปรแลกติน (prolactin) เป็นฮอร์โมนที่มีผลการทำงานหลายด้าน ดังนั้นจึงจัดอยู่ในพวกฮอร์โมนที่เกี่ยวกับกระบวนการเผาผลาญมากกว่าที่จัดอยู่ในพวก gonadotropin หน้าที่สำคัญของ prolactin คือ หน้าที่เกี่ยวกับการสืบพันธุ์ ช่วยในการรักษาสภาพของ corpus luteum และช่วยรักษาสภาพการให้นมเพื่อเลี้ยงลูกอ่อน นอกจากนั้นยังส่งเสริมการเจริญเติบโต ความสมดุลของเกลือแร่ และมีฤทธิ์เสริมการทำงานของสเตียรอยด์ฮอร์โมน

 

ฮอร์โมนอื่นจากต่อมใต้สมองส่วนหน้า (Anterior pituitary gland) 

               นอกจาก FSH  LH และ Prolactin ที่หลั่งจากต่อมใต้สมองส่วนหน้าแล้ว ฮอร์โมนอีกส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างมากต่อระบบสืบพันธุ์ คือ Growth hormone (GH) หรือ Somatotropin hormone ( STH)   Thyroid stimulating hormone (TSH) และ Adrenocorticotropic hormone ( ACTH)

               Growth hormone (GH) หรือ Somatotropin hormone ( STH)  เป็นฮอร์โมนที่มีผลกระทบต่อระบบสืบพันธุ์เนื่องจากทำหน้าที่ในการช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโต จึงมีผลต่อระบบสืบพันธุ์โดยตรง GH ทำให้มีการเจริญของเนื้อเยื่อส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ช่วยในกระบวนการเผาผลาญแป้ง ไขมัน และโปรตีน นอกจากนั้นยังช่วยในการเจริญเติบโตของเต้านม (mammary gland) ทำให้กระบวนการสร้างน้ำนมดำเนินไปอย่างราบรื่น

               Thyroid stimulating hormone (TSH)  ทำหน้าที่กระตุ้นให้ต่อมไทรอยด์หลั่งฮอร์โมน thyroxin และฮอร์โมนtriiodothyronine ออกมา ฮอร์โมนทั้ง 2 ชนิดนี้มีผลในการควบคุมอัตราการเผาผลาญพลังงานโดยทั่วไปของร่างกาย ดังนั้นจึงมีผลกระทบต่อกระบวนการในการสืบพันธุ์ด้วย พบว่าฮอร์โมนจากต่อมไทรอยด์อาจมีความสำคัญต่อระบบสืบพันธุ์มากโดยเฉพาะในขณะที่สัตว์เพศเมียตั้งท้อง และมีการเจริญเติบโตของตัวอ่อน ทั้งนี้พบว่าในแม่แกะที่ตั้งท้องนั้นเมื่อตัดเอาต่อมไทรอยด์ออกไปจะทำให้เกิดความผิดปกติอย่างรุนแรงต่อลูกอ่อนในท้อง

               Adrenocorticotropic hormone ( ACTH)   ทำหน้าที่กระตุ้นต่อมหมวกไตส่วนนอก (adrenal cortex) ให้สร้างและหลั่งฮอร์โมน 2 ชนิด คือ glucocorticoid และ  mineralocorticoid  ซึ่งฮอร์โมนทั้ง 2 ชนิดนี้ทำหน้าที่ควบคุมการเผาผลาญน้ำตาลกลูโคส และความสมดุลออสโมติก (osmotic balance) และยังมีบทบาทสำคัญเกี่ยวกับการคลอดในระยะแรกด้วย

 

สเตียรอยด์ฮอร์โมนจากอวัยวะสืบพันธุ์

               ฮอร์โมนที่สร้างจากอวัยวะสืบพันธุ์ ที่มีไขมันเป็นส่วนประกอบ เรียกว่า steroid การสร้างฮอร์โมนจากอวัยวะสืบพันธุ์ เริ่มจากการเปลี่ยนแปลงของ acetyl –CoA ไปเป็น cholesterol และเปลี่ยนไปเป็น pregnenolone แล้วเปลี่ยนไปเป็น progesterone ซึ่ง progesterone จะเปลี่ยนไปเป็น androgen และ androgen บางส่วนเปลี่ยนไปเป็น estrogen ได้

               ในกระบวนการสร้างฮอร์โมนจากอวัยวะเพศ  มีฮอร์โมนที่เกี่ยวข้อง คือ LH และ FSH โดย LH กระตุ้นส่วน theca cell ในfollicle ให้หลั่ง testosterone ออกมา และ testosterone จะเปลี่ยนไปเป็น estradiol ที่ granulosa cell โดยมี FSH เป็นตัวกระตุ้นเช่นเดียวกันกับในเพศผู้ซึ่ง LH ไปกระตุ้นให้เกิดการสร้าง  testosterone ขึ้นที่ leydig cell และ testosterone นี้จะเปลี่ยนไปเป็น estrogen ที่ sertori cell ที่อยู่ในท่อ seminiferous tubule โดยมี FSH เป็นตัวช่วยกระตุ้นเช่นเดียวกัน ปรากฏการณ์นี้เป็นเหมือนกันทั้งเพศผู้และเพศเมีย ต่างกันแต่อวัยวะเพศเท่านั้น ซึ่งความจริงแล้วอวัยวะเหล่านี้ก็มีความสัมพันธ์กันและมีต้นกำเนิดมาคล้ายกัน

 

หน้าที่ของฮอร์โมนจากอวัยวะสืบพันธุ์

               Estrogen สร้างขึ้นที่ theca cell ใน follicle   estrogen จะกระจายเข้าสู่กระแสเลือดไปทั่วร่างกาย ไปมีผลต่ออวัยวะหลายส่วน โดยมีหน้าที่หลักคือกระตุ้นให้เกิดการเป็นสัด และทำให้สัตว์แสดงพฤติกรรมต่าง ๆ ในกระบวนการสืบพันธุ์ออกมา

               Estrogen มีผลต่อท่อนำไข่ โดยกระตุ้นให้มีการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อต่าง ๆ โดยเฉพาะต่อมซึ่งทำหน้าที่หลั่งสารอาหารสำหรับเลี้ยงไข่ที่ตกออกมาและเดินทางมายังท่อนำไข่และยังกระตุ้นให้เซลล์ขน (cilia) ทำหน้าที่พัดโบกในทิศทางจากปากแตรไปยังส่วน isthmus การโบกพัดนี้สวนทางกับการไหลของน้ำคัดหลั่งในท่อนำไข่เนื่องจากน้ำคัดหลั่งในท่อนำไข่จะไหลจากบริเวณที่ท่อนำไข่ต่อกับปีกมดลูกไปยังส่วนปากแตร และ estrogen ยังช่วยกระตุ้นให้ท่อนำไข่เกิดการบีบตัวช่วยให้ไข่เดินทางได้สะดวกขึ้น

               Estrogen มีผลกระตุ้นมดลูกให้มีการเจริญของเยื่อบุมดลูกและกล้ามเนื้อมดลูก ในชั้นเยื่อบุมดลูกจะเกิดการเจริญของเซลล์ต่าง ๆ มากขึ้นโดยเฉพาะเซลล์ที่เป็นส่วนประกอบของต่อมชนิดท่อที่เยื่อบุมดลูก ส่วนกล้ามเนื้อของมดลูกนั้นจะมีการสะสมโปรตีนโดยเฉพาะ actin และ myosin ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ใช้ในการหดตัวของกล้ามเนื้อ สารเหล่านี้เตรียมไว้สำหรับการหดตัวของกล้ามเนื้อเรียบที่มดลูก ทำให้การหดตัวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพเมื่อได้รับการกระตุ้น estrogen จึงเป็นเสมือนหนึ่งตัวที่มีอิทธิพลต่อการเตรียมตัวของมดลูกเพื่อรองรับการฝังตัวของตัวอ่อนที่ได้รับการผสมแล้ว หากไม่ได้รับการผสมเยื่อบุมดลูกที่หนาตัวขึ้นก็จะหลอกหลุดออกไปภายหลัง

               Estrogen มีผลต่อคอมดลูกทำให้เกิดการหลั่งน้ำเมือกออกจากคอมดลูกในขณะที่เกิดการเป็นสัด น้ำเมือกมีลักษณะพิเศษคือ เมื่อนำมาทำ smear บนกระจกสไลด์แล้วส่องด้วยกล้องจุลทรรศน์จะพบเมือกเป็นลักษณะใบเฟิร์น ถ้าเป็นของเหลวที่หลั่งออกมาในช่วงอื่น ๆ ของวงรอบการเป็นสัดหรือในช่วงที่ไม่ได้รับอิทธิพลจาก estrogen ลักษณะเฉพาะนี้ก็จะหายไป ในโค กระบือ อาจพบน้ำเมือกนี้ได้ง่ายกว่าสัตว์อื่นเนื่องจากมีน้ำเมือกนี้ไหลออกมาในปริมาณมาก ปกติจะออกมาสะสมกันอยู่ในช่องคลอด และมีมากขึ้นก็จะไหลย้อยออกมาจากช่องคลอดเห็นเป็นสายที่มีความยืดหยุ่นเหนียวตัวอยู่ที่บริเวณอวัยวะสืบพันธ์ส่วนนอก

               Estrogen มีผลต่อช่องคลอดโดยทำให้เกิดการแบ่งเซลล์ของชั้นเยื่อบุผิวทำให้มีความหนาตัวมากขึ้น และกระตุ้นให้ช่องคลอดสะสมสารพวก glycogen ไว้เป็นจำนวนมาก สารเหล่านี้ต่อมาจะถูกเปลี่ยนเป็นกรดแลกติก ทำให้สภาพของช่องคลอดมีฤทธิ์เป็นกรด และมี pH ระหว่าง 4-5 ซึ่งเป็นข้อดีในการป้องกันการติดเชื้อเข้าไป ที่บริเวณแคมของช่องคลอดเมื่อได้รับอิทธิพลจาก estrogen จะทำให้มีลักษณะหย่อน บวมแดงขึ้น อาการเหล่านี้เราสามารถใช้สังเกตในการตรวจการเป็นสัดซึ่งในสุกรจะสังเกตได้ง่ายกว่าในสัตว์อื่น ๆ

               นอกจากนั้น estrogen ยังทำให้เอ็นเชิงกราน (pelvic ligament) เกิดการหย่อนตัวโดยเฉพาะในโคและแกะ ทำให้สะดวกในขณะคลอด ส่วนที่เต้านมก็ถูกกระตุ้นโดย estrogen เช่นโดยจะทำให้มีการสะสมไขมันบริเวณต่อมน้ำนม เร่งการแบ่งเซลล์ทำให้มีการเจริญมากขึ้นโดยปกติถ้ามี estrogen อย่างเดียวจะกระตุ้นให้มีการเจริญของเซลล์ในเต้านมมากขึ้น ซึ่งไม่สัมพันธ์กับเซลล์สร้างน้ำนม ทำให้พื้นที่สำหรับเซลล์สร้างน้ำนมในการหลั่งน้ำนมน้อยลง แต่ถ้ามี progesterone ร่วมด้วยก็จะทำให้การเจริญเติบโตดีขึ้น

               นอกจากอวัยวะดังกล่าวแล้ว estrogen ยังมีผลต่อการสลายตัวของ corpus luteam คาดว่าอาจเนื่องจาก estrogen มีผลช่วยกระตุ้นให้เกิดการสร้าง prostaglandin จากมดลูก และ prostaglandin นี้มีผลให้ corpus luteum สลายตัว กระบวนการนี้เกิดขึ้นในวงรอบการเป็นสัด ซึ่งถ้าไข่ไม่ได้รับการผสม corpus luteum จะสลายตัวไป นอกจาก estrogen จะมีผลต่ออวัยวะที่เกี่ยวกับทางการสืบพันธุ์แล้ว ยังมีผลกระตุ้นการเจริญของกระดูก มีการสะสมแคลเซี่ยมที่กระดูกทำให้กระดูกมีการเจริญเติบโตขึ้น มีผลต่อผิวหนังโดยทำให้ผิวหนังอ่อนนุ่ม มีเส้นเลือดแดงแตกแขนงหล่อเลี้ยงบริเวณผิวหนังมากขึ้น

               Progesterone ทำหน้าที่ควบคู่ไปกับ estrogen ในหลาย ๆ ด้าน ส่วนที่สำคัญคือ ทำหน้าที่ต่อจาก estrogen ในการเตรียมมดลูกเพื่อรอรับการฝังตัวจากไข่ที่ได้รับการผสมแล้ว โดยการทำให้เซลล์ต่าง ๆ ในชั้นเยื่อบุมดลูกหนาตัวขึ้น มีการสะสมอาหารและมีการเจริญของต่อมต่าง ๆ มากขึ้น นอกจากนั้นยังไปลดบทบาทของ estrogen ทำให้มดลูกมีการบีบตัวน้อยลงเพื่อให้ไข่ที่ได้รับการผสมแล้วเกิดการฝังตัวในมดลูกได้สะดวกยิ่งขึ้น เมื่อตัวอ่อนฝังตัวแล้ว progesterone จะทำหน้าที่รักษาสภาพการตั้งท้องให้คงอยู่ไปจนถึงการคลอดโดยในช่วงแรกจะได้ progesterone จากรังไข่และช่วงหลังจะได้จากรกด้วย นอกจากนั้นยังมีอิทธิพลต่อเต้านมโดยมีการกระตุ้นให้มีการแตกสาขาของระบบท่อต่าง ๆ ของเต้านมและมีการเพิ่มจำนวนเซลล์ที่ผลิตน้ำนมทำให้มีการสร้างน้ำนมได้ดีกว่าช่วงที่ได้รับ estrogen เพียงอย่างเดียว

               เมื่อมีระดับ progesterone ในร่างกายมาก ๆ เช่น ในช่วงที่สัตว์ตั้งท้องก็จะมีผลควบคุม estrogen ทำให้สัตว์ไม่มีอาการเป็นสัด ไม่มีการเจริญของ follicle ซึ่งเป็นการควบคุมวงรอบการเป็นสัดควบคู่ไปกับ estrogen นั้นเอง

               Androgen  เป็นฮอร์โมนที่สำคัญในสัตว์เพศผู้ ทำหน้าที่เกี่ยวกับเพศผู้โดยเฉพาะ โดยมีการกระตุ้นและรักษาสภาพของลักษณะทางเพศที่เกิดขึ้นในระยะที่ 2 เช่น การมีขนขึ้น นอกจากนั้นยังทำหน้าที่เกี่ยวกับการกระตุ้นการเจริญของอวัยวะสืบพันธุ์เพศผู้ต่าง ๆ เช่น กระตุ้นการเจริญเติบโตของท่อพักอสุจิ ลึงค์ อัณฑะ กระตุ้นให้มีการสร้างตัวอสุจิรวมไปถึงต่อมสำรองต่าง ๆ ที่พบในเพศผู้ นอกจากส่วนต่าง ๆ ดังกล่าวแล้วยังกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย เช่น กระตุ้นให้มีการขยายตัวของกล่องเสียง และกระตุ้นให้แถบเสียง (vocal cord) มีการเจริญหนาตัวขึ้น ทำให้เสียงใหญ่ขึ้นและทุ้มขึ้น กระตุ้นการเจริญเติบโตของกระดูก กล้ามเนื้อ และกระตุ้นให้เกิดความอยากอาหารขึ้น

               Androgen เป็นฮอร์โมนสำคัญที่ทำให้สัตว์เพศผู้มีลักษณะและการแสดงออกของเพศผู้มีพฤติกรรมทางเพศ มีความสนใจเพศเมีย และมีความต้องการในการผสมพันธุ์ ทำให้สัตว์สามารถมีพฤติกรรมทางเพศและมีลูกหลานเพื่อดำรงเผ่าพันธุ์อยู่ได้

 

ฮอร์โมนจากรก

               ฮอร์โมนจากรกที่สำคัญได้แก่ Pregnant mare serum gonadotropin (PMSG) , Human chorionic gonadotropin (hCG )  และ Placental lactogen

               Pregnant mare serum gonadotropin (PMSG)  หลั่งออกมาจาก endometrial cup ในมดลูกของม้า  endometrial cup เกิดจากตัวอ่อนที่ฝังตัวอยู่ในมดลูก โดยเซลล์จากลูกแทรกเข้าไปในเยื่อบุมดลูกของแม่ม้า ดังนั้น PMSG จึงสร้างมาจากตัวลูกอ่อนไม่ใช่มาจากแม่ม้าโดยตรงที่เดียว ด้วยเหตุนี้ตัวลูกอ่อนจึงมีผลต่อปริมาณการสร้าง PMSG โดยพบว่าลูกล่อที่อยู่ในท้องแม่ม้า สร้างได้ในปริมาณต่ำกว่าลูกม้าที่อยู่ในท้องแม่ม้า endometrial cup จะสร้างขึ้นในช่วงประมาณสัปดาห์ที่ 6 ของการตั้งท้อง และจะคงอยู่จนถึงประมาณสัปดาห์ที่ ๑๒ ของการตั้งท้อง พร้อม ๆ กับที่ endometrial cup เจริญมากขึ้น ก็จะค่อย ๆ มี PMSG หลั่งออกมาไหลเวียนในกระแสเลือดเพิ่มขึ้นกว่าปกติ และ follicle ที่เจริญเติบโตเกินกว่าปกติจะเกิดการตกไข่และเจริญไปเป็น corpus luteumสำรอง

               PMSG สามารถแยกได้จากปัสสาวะของแม่ม้าท้อง และมีฤทธิ์คล้ายกับ FSH และ LH ดังนั้นจึงมีผู้ใช้ PMSG ในการกระตุ้นให้ follicle เจริญเติบโตก่อนที่จะทำให้เกิดการตกไข่พร้อมกันหลาย ๆ ใบ (superovulation) เพื่อใช้ในการย้ายฝากตัวอ่อนในสัตว์ต่าง ๆ นอกจากนั้นยังมีผู้ใช้ PMSG ในการกระตุ้นให้มีการเจริญของ follicle ในแกะซึ่งอยู่ในช่วงที่ไม่เป็นสัด (anestrus) สามารถทำให้ follicle เจริญเติบโตและมีการตกไข่เกิดขึ้นได้

               Human chorionic gonadotropin (hCG )   พบได้ในปัสสาวะผู้หญิงที่ตั้งท้อง ฮอร์โมนนี้ผลิตขึ้นจาก syncytiotrophoblastic cell ซึ่งอยู่ที่รก ในคนสามารถพบ  hCG  ได้หลังจากตกไข่ประมาณ 8 วัน ซึ่งตรงกับประมาณ 1 วันหลังจากการฝังตัวของลูกอ่อน  hCG  เปลี่ยน corpus luteum ที่อยู่ในช่วงหลังจากการตกไข่ให้คงอยู่ต่อไปในช่วงตั้งท้องและโดยเหตุที่  hCG นี้เกิดขึ้นเร็วในคนที่ตั้งท้องดังนั้นจึงใช้เป็นตัวตรวจการตั้งท้องโดยวิธีทางอิมมูลวิทยา

               hCG มีฤทธิ์คล้าย LH ในการทำให้เกิดการตกไข่ ดังนั้นจึงนำมาใช้ในการรักษาแม่โคที่เกิดถุงน้ำในรังไข่ (cyst) และใช้กระตุ้นให้เกิดการตกไข่ในสภาพต่าง ๆ กัน นอกจากนั้นยังใช้ศึกษาเกี่ยวกับตัวจับของ LH เพราะว่า hCG   จะแย่งกันจับกับตัวจับเดียวกัน

               ในสุกรสามารถใช้ PMSG ร่วมกับ hCG   ในการทำให้เกิดการเจริญของ follicle จนแก่ตัวและเกิดการตกไข่ขึ้น ในม้าไม่สามารถใช้ PMSG ในการกระตุ้นม้าที่อยู่ในระยะ anestrus ให้เกิดการเป็นสัดและการเจริญของ follicle หรือการตกไข่ได้ ส่วนในแกะนั้นสามารถกระตุ้นได้โดย PMSG หรือ hCG   ตัวใดตัวหนึ่งก็ได้

               Placental lactogen (PL)  พบได้ในสัตว์หลายชนิด เช่น คน หนู แพะ แกะ และโค ผลิตจากรกและมีฤทธิ์คล้ายกับ GH และ Prolactin กระบวนการที่ควคุม GH และ Prolactin นั้นน่าจะควบคุม PL ด้วย คาดว่า PL ทำหน้าที่ที่สำคัญเกี่ยวกับการเผาผลาญพลังงานของแม่ เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับนำอาหารไปใช้และเพื่อทำให้ลูกอ่อนในท้องได้รับอาหารที่มีคุณภาพและปริมาณที่เพียงพอ เมื่อตรวจระดับของ PL ในร่างกายพบว่าในช่วงเวลา 2 ใน 3 แรกของการตั้งท้องนั้น มีระดับ PL ต่ำ และจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 1 ใน 3 หลังของการตั้งท้องซึ่งขณะนั้นเป็นช่วงที่ตัวอ่อนในท้องเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว

               PL มีบทบาทต่อการผลิตน้ำนมด้วยเช่นกัน พบว่าในโคที่ผลิตน้ำนมได้มากมีความโน้มเอียงที่จะมีปริมาณ PL มากกว่าโคที่ผลิตน้ำนมน้อยกว่า และในโคนมปริมาณ PL มากกว่าในโคเนื้อถึงเกือบ 2 เท่า นั้นแสดงว่า PL จะมีบทบาทต่อการผลิตน้ำนมได้เช่นกัน

               Prostaglandin (PG)  เป็นสารที่พบในน้ำเชื้อของคน ซึ่งเป็นสาร vasopressor material ทำหน้าที่กระตุ้นกล้ามเนื้อเรียบ สารนี้มีลักษณะพิเศษคือ เป็นสารที่ไม่รวมอยู่ที่เนื้อเยื่อแห่งใดแห่งหนึ่งโดยเฉพาะ และมีฤทธิ์โดยตรงต่อบริเวณที่ผิตขึ้นมา จึงไม่ค่อยเหมือนฮอร์โมนชนิดอื่น ๆ ที่ผลิตขึ้นมาและลำเลียงออกไปยังอวัยวะเป้าหมายโดยทางเลือดหรือน้ำเหลือง ดังนั้นในบางครั้งจึงไม่จัดไว้ในกลุมฮอร์โมน

               Prostaglandin เป็นสารที่มีฤทธิ์หลายอย่าง เช่น มีฤทธิ์ต่อความดัน การย่อยไขมัน การหลั่งน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร การแข็งตัวของเลือด และกระบวนการทางสรีรวิทยาต่าง ๆ รวมถึงกระบวนการทางไตและการหายใจ แม้ว่าจะมีฤทธิ์มากมาย แต่มักตรวจพบระดับของ prostaglandin ในเลือดในระดับต่ำ แม้ว่าจะเป็นในขณะที่ protaglandin กำลังออกฤทธิ์ก็ตาม ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่าถูกเผาผลาญและลดปริมาณลงได้อย่างรวดเร็ว ประกอบกับไม่ค่อยได้ไหลเวียนเข้ากระแสเลือดทำให้ตรวจพบได้ต่ำ

               Prostaglandin ที่สำคัญในกระบวนการสืบพันธุ์ คือ PGF2α และ PGE2 ซึ่งสร้างมาจากกรด arachidonic acid     PGE2 เป็นตัวทำให้เกิดการหลั่ง LH ทั้งในหลอดทดลองและในสัตว์ทดลอง ส่วน PGF2α   ทำให้เกิดการหลั่ง LH ในสัตว์จริง

               Prostaglandin มีฤทธิ์ทำให้ corpus luteum สลายตัวและฤทธิ์เหมือนออกซีโตซิน  PGF2α จะมีฤทธิ์ทั้งสองอย่างดังกล่าว ส่วน PGE2 มีฤทธิ์เฉพาะเหมือนออกซิโตซิน กระบวนการที่ PGF2α   ทำให้ corpus luteum ฝ่อสลายไปนั้นยังไม่ทราบแน่ชัด แต่คาดว่าฤทธิ์ที่ทำให้การหดตัวของเส้นเลือดนั้นคงทำให้เกิดการขาดออกซิเจนและทำให้เกิดการสลายตัวของ corpus luteum ตามมาส่วน PGE2 นั้นในการทดลองพบว่าจะไปยับยั้งฤทธิ์ของ estrogen ในการทำให้ corpus luteum สลายในแกะ

               ในขณะการคลอด prostaglandin ทำหน้าที่ในการกระตุ้นการหดตัวของมดลูกช่วยให้เกิดการคลอดได้ ในแกะที่ท้องพบว่าการเพิ่มของ estrogen,PGF2α  และการบีบตัวของมดลูกเป็นไปพร้อม ๆ กัน ส่วนในโคนั้นจะมีปริมาณ estrogen เพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอในช่วง 30 วันสุดท้ายของการตั้งท้อง ส่วน progesterone จะลดลงอย่างรวดเร็ว ในช่วง 2-3 วันสุดท้ายของการตั้งท้อง หลังจากนั้นจะมีการหลั่ง PGF2α    ออกมาซึ่งจะทำหน้าที่หลักในการเพิ่มการหดตัวของชั้นกล้ามเนื้อของมดลูกและยังช่วยให้การเพิ่มการหลั่ง oxytocin ออกมาด้วย oxytocin นี้จะทำหน้าที่ในการช่วยให้เกิดการหดตัวของมดลูกในช่วงที่ 2 ของการคลอดลูก

 

วงรอบการเป็นสัด

               ช่วงชีวิตของสัตว์นั้นเมื่อแบ่งตามการสืบพันธุ์แบ่งได้เป็น 3 ระยะ คือ 1) ระยะช่วงการเป็นทารกในท้องและแรกคลอด  2) ระยะที่เข้าสู่การเป็นหนุ่มสาว  3) ระยะที่มีความสมบูรณ์พันธุ์พร้อมที่จะสืบพันธุ์ให้ลูกหลานได้   ในช่วงที่เป็นทารกในท้องนั้น ตัวอ่อนสามารถสร้างฮอร์โมน gonadotropin คือ FSH และ LH ได้แล้ว ในโคและแกะสามารถสร้างฮอร์โมนเหล่านี้ได้ หลังจากที่สามารถแยกเพศของตัวอ่อนได้ไม่นานนัก และในสุกรจะสามารถสร้างฮอร์โมนได้ก่อนคลอด ต่อมาเมื่อใกล้คลอดฮอร์โมนเหล่านี้จะมีระดับลดลง เช่น ในโคระดับฮอร์โมนจะลดลงก่อนคลอด 2 เดือน   สุกรจะลดลงก่อนคลอด 1 เดือน เมื่อระดับฮอร์โมนลดลงแล้วก็จะคงสภาพอยู่ในระดับต่ำอยู่ช่วงระยะหนึ่ง ซึ่งขึ้นกับระยะที่เข้าในวัยหนุ่มสาว เช่น ในหนูมีระยะเพียง 2-3 วัน ในแกะและสุกรใช้เวลา 1 เดือน ในโค 3 เดือน เมื่อเข้าสู่วัยสมบูรณ์พันธุ์พร้อมที่สืบพันธุ์ได้ ในสัตว์เพศเมียจะมีฮอร์โมนมาควบคุมระบบสืบพันธุ์ของร่างกายให้เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอเป็นช่วง  ทำให้เกิดวงรอบการเป็นสัดขึ้น มีสิ่งซึ่งแสดงถึงความเป็นสาวโดยเริ่มมีการแสดงความเปลี่ยนแปลงทางเพศออกมาให้เห็น เช่นการเจริญของอวัยวะเพศทั้งภายนอกและภายใน เริ่มมีการทำงานของอวัยวะเพศเหล่านั้น ในเพศเมียสิ่งที่แสดงถึงความเป็นสาวแล้วคือ การเริ่มมีวงรอบการเป็นสัดซึ่งแสดงออกให้เห็นโดยการเป็นสัด มีการตกไข่ เป็นต้น วงรอบการเป็นสัดนี้แตกต่างออกไปตามชนิด พันธุ์ และสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ โดยปกติแล้วสัตว์ที่มีวงรอบการเป็นสัดปีละครั้งจะตั้งท้องและคลอดในฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งเป็นฤดูที่เหมาะสมสำหรับการรอดชีวิตของลูก มีอาหารเพียงพอสำหรับแม่ เพื่อการเลี้ยงลูกดีขึ้น มีน้ำนมเพียงพอ ในสัตว์บางชนิดจะมีวงรอบการเป็นสัดได้ตลอดปี และสามารถผสมติดให้ลูกได้ในทุก ๆ ช่วงของปี เช่น โค กระบือ เป็นต้น สัตว์เลี้ยงส่วนใหญ่มีฤดูในการผสมพันธุ์ตามธรรมชาติอยู่แล้ว

 

วัยเจริญพันธุ์ (Puberty)

               เมื่อสัตว์เข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ สัตว์เพศเมียจะเริ่มแสดงอาการเป็นสัดและมีการตกไข่ วัยเจริญพันธุ์ยังไม่ใช่เวลาที่ระบบสืบพันธุ์เจริญเต็มที่ ดังนั้นหากผสมสัตว์ที่เพิ่งเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ก็อาจเกิดปัญหาตามมาได้  แกะจะเริ่มเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์เมื่อน้ำหนักได้ประมาณ   40-50 %  ของตัวเมื่อโตเต็มวัยและแนะนำให้เริ่มผสมเมื่อน้ำหนักตัว 65 % ของน้ำหนักที่โตเต็มวัย ในโคนมเริ่มเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์เมื่อน้ำหนักตัวประมาณ 34-45 % ของน้ำหนักที่โตเต็มวัยและแนะนำให้เริ่มผสมได้เมื่อน้ำหนักตัว ประมาณ 55 % ของน้ำหนักที่โตเต็มวัย

               วัยเจริญพันธุ์จะเริ่มจากการสร้าง FSH และ LH ออกมาในปริมาณที่มาก จนสามารถกระตุ้นให้ follicle เกิดการเจริญเติบโตจนเป็น graafian follicle และมีการตกไข่ สามารถพบการเจริญของ follicle ได้หลายเดือนก่อนที่สัตว์จะเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์เมื่อใกล้วัยเจริญพันธุ์ สารกระตุ้นการหลั่ง gonadotropin จะออกมาเป็นระลอก ทำให้เกิดการหลั่ง gonadotropin ออกมาเรื่อย ๆ และจะกระตุ้นให้ follicle เจริญมากขึ้น ในช่วงแรก ๆ นั้น follicle จะเจริญแล้วฝ่อไปจนกระทั้งกระบวนการเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนถึงระดับจึงจะเกิดการตกไข่

               ปัจจัยที่มีผลต่ออายุที่สัตว์เริ่มถึงวัยเจริญพันธุ์นั้นมีหลายประการ เช่น พันธุกรรมและสภาพแวดล้อม พันธุกรรมนั้นเราสามารถคัดเลือกพันธุ์ได้ ส่วนสภาพแวดล้อมเราต้องจัดเตรียมให้สัตว์อยู่ในสภาวะที่พร้อมจะเข้าสู่วัยเจริยพันธุ์ เมื่อทุกส่วนประกอบกันได้ดีก็จะทำให้สัตว์มีสุขภาพสมบูรณ์พร้อมที่จะเข้าสู่วัยเจริยพันธุ์และมีลูกหลานสืบไป

 

ระยะของวงรอบการเป็นสัด

               ระยะเวลาของช่วงต่าง ๆ ของการเป็นสัดต่างกันตามชนิดของสัตว์และสามารถแบ่งเป็นระยะต่าง ๆ ได้ดังนี้

               Proestrus  เป็นระยะก่อนที่จะเกิดการเป็นสัด corpus luteum เกิดการสลายตัวทำให้ระดับของ progesterone ต่ำลงเกิดการเริ่มของวงรอบการเป็นสัด ในระยะนี้จะมีการเจริญและเกิดความตื่นตัวของอวัยวะสืบพันธุ์ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เริ่มมีการเจริญของ follicle อย่างรวดเร็ว มดลูกขยายตัวขึ้นในชั้นเยื่อเมือก (mucosa) เริ่มมีเลือดมาคั่ง (congestion) และมีการบวมน้ำ (edema) ส่วนช่องคลอดมีอาการบวมแดงขึ้นที่ชั้นเยื่อเมือกมีการหลั่งน้ำคัดหลั่งมากขึ้น

               Estrus  เป็นระยะแสดงอาการเป็นสัด ในระยะนี้สัตว์จะยอมให้ตัวผู้ขึ้นทับและผสมพันธุ์ ต่อมต่าง ๆ ที่อยู่ในส่วนมดลูก คอมดลูก และช่องคลอด จะหลั่งสารคัดหลั่งออกมาเป็นจำนวนมาก ช่วงนี้สัตว์จะพยายามร้องหรือแสดงอาการกระวนกระวาย และแสดงอาการยืนนิ่ง (standing heat) ให้ตัวผู้ขึ้นผสม ในส่วนคอมดลูกจะมีน้ำเมือกเยิ้ม และช่องเปิดของคอมดลูกจะเปิดเพื่อให้เป็นทางผ่านของตัวอสุจิหรือลึงค์แล้วแต่ชนิดสัตว์

               Metestrus  เป็นระยะต่อจากระยะเป็นสัด ในระยะนี้จะมีการเจริญของ follicle ที่ตกไข่แล้วอย่างรวดเร็วเกิดเป็น corpus luteum ขึ้น ส่วนที่มดลูกจะมีการเจริญของต่อมต่าง ๆ และเส้นเลือดต่าง ๆ ในชั้นเยื่อเมือกอย่างเห็นได้ชัด เพื่อเตรียมตัวรองรับการฝังตัวของลูกอ่อน ส่วนที่ช่องคลอดมีน้ำเมือกที่เกิดขึ้นลดน้อยลงภายในน้ำเมือกนั้นจะมีเซลล์เม็ดเลือดขาวและเยื่อบุผิวปะปนอยู่

               Diestrus  ในระยะนี้จะมีลักษณะเด่นคือ มี corpus luteum เจริญดีมีการเจริญของต่อมต่าง ๆ ที่มดลูก กล้ามเนื้อมดลูกหย่อนตัว ส่วนที่คอมดลูกมีการหดตัว

 

 ระยะเวลาของช่วงต่าง ๆ ของวงรอบการเป็นสัด

 

โค

แกะ

สุกร

ม้า

แพะ

วงรอบ (วัน)

21

17 

20 

22 

21 

Metestrus

3-4 

2-3 

2-3 

2-3 

2-3 

Diestrus 

10-14

10-12

11-13 

10-12 

13-15

Proestrus 

3-4

2-3 

3-4 

2-3 

2-3 

Estrus

12-18 ชม. 

14-36 ชม.

48-72 ชม.

4-8 วัน

30-40 ชม.

Ovulation 

10-12 ชม.หลังเป็นสัด

ช่วงท้ายการเป็นสัด

ช่วงกลางการเป็นสัด

1-2 วันก่อนสิ้นสุดการเป็นสัด

ช่วงท้ายการเป็นสัด

 

กลไกของฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับวงรอบการเป็นสัด

               วงรอบการเป็นสัดที่เกิดขึ้นในสัตว์ทุกชนิดจะถูกควบคุมโดยส่วนสำคัญ 3 ส่วน คือ ระบบประสาทส่วนกลาง ฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองส่วนหน้าและฮอร์โมนจากรังไข่

               เริ่มจากสมองส่วนไฮโปทาลามัส (hypothalamus) จะสร้างและหลั่งฮอร์โมน GnRH ออกมาซึ่งจะไปกระตุ้นให้ต่อมใต้สมองส่วนหน้า (anterior pituitary gland) สร้างและหลั่งฮอร์  FSH  และ LH  ไปมีผลต่อรังไข่โดยกระตุ้นให้ follicle สุก และมีการผลิตฮอร์โมน estrogen ในระหว่างวันที่ 16-18 ของวงรอบการเป็นสัดในโค  และประมาณวันที่ 15 ในสุกรและแกะ    ระดับ progesterone ในกระแสเลือดจะลดลงพร้อม ๆ กันนั้นระดับ estrogen ในกระแสเลือดก็จะสูงขึ้น โดยการทำงานผ่านทาง hypothalamus ซึ่งจะมีผลทำให้เกิดการแสดงอาการเป็นสัดโดยผ่านทางระบบประสาท   และเกิด LH-surge ในขณะเริ่มการเป็นสัด   ในโคจะอยู่ช่วง 25 ชั่วโมงก่อนตกไข่ การเกิด LH-surge จะผลไปกระตุ้น granulosa cell ของ follicle ให้เจริญขึ้นและผลิต progesterone ออกมา ในช่วงเวลาเดียวกันจะมีเอนไซม์ย่อยคอลลาเจนมีผลต่อผนังของ follicle ทำให้เกิดการอ่อนและเปาะบางมากขึ้นง่ายต่อการแตกของ follicle โดยแรงดันของของเหลวภายในกลไกนี้ทำให้เกิดการตกไข่ ในโคจะเกิดการตกไข่ประมาณ 10-11 ชั่วโมงหลังหมดการเป็นสัด   ในแกะประมาณ 24-30 ชั่วโมงหลังเริ่มการเป็นสัด  ในสุกรประมาณ 35-40 ชั่วโมงหลังจากเริ่มการเป็นสัดและในม้าประมาณ 1-2 วันก่อนหมดการเป็นสัด              

               เมื่อตกไข่แล้ว รังไข่ส่วนที่เคยมี follicle อยู่จะเป็นแอ่ง (ovulation depression) จากนั้นเซลล์จะเปลี่ยนเป็น luteal cell แล้วเจริญต่อไปเป็น corpus hemorrhagicum (CH) ซึ่งเป็นสีเหลืองแดง ต่อมาเซลล์นี้จะเจริญมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็น corpus luteum ประมาณวันที่ 5 หลังการตกไข่    corpus luteum จะสร้าง progesterone ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ควบคุมการตั้งท้อง ถ้าไข่ที่ตกจากรังไข่ได้รับการผสมกับอสุจิ เรียกว่าเกิดการปฏิสนธิ (fertilization) ตัวอ่อนก็จะฝังตัวที่ปีกมดลูก เกิดการตั้งท้อง (pregnancy) เมื่อตัวอ่อนมีการฝังตัวที่ปีกมดลูก corpus luteum ก็จะคงอยู่ต่อไปเพื่อสร้าง progesterone ตลอดระยะการตั้งท้องและ progesterone นี้จะไปยับยั้งการสร้างและหลั่งฮอร์โมน GnRH ทำให้ไม่มีวงรอบการเป็นสัดรอบต่อไปเกิดขึ้น

            แต่ถ้าไข่ที่ตกลงไปที่ท่อนำไข่ไม่ได้รับการผสมหรือผสมไม่ติด ในประมาณวันที่ 16-18 ของวงรอบการเป็นสัด เยื่อบุด้านในของมดลูกจะสร้างฮอร์โมน prostaglandin ไปสลาย corpus luteum ทำให้ระดับฮอร์โมน progesterone จะลดลง สมองส่วน hypothalamus ก็จะสร้างและหลั่ง GnRH ออกมาใหม่และมีผลต่อกระบวนการสร้างและการตกไข่ ซึ่งจะวนเป็นวงรอบเช่นนี้เรื่อยไป เรียกว่า วงรอบการเป็นสัด (estrus cycle)

alt

กลไกฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับวงรอบการเป็นสัด

alt

ฮอร์โมนที่ควบคุมวงรอบการเป็นสัดและการตกไข่

 

การเป็นสัดหลังจากการตั้งท้อง

               เมื่อสัตว์ตั้งท้องจะมีโปรเจสเตอโรนมารักษาการตั้งท้อง ให้คงอยู่จนครบกำหนดคลอด และโปรเจนเตอโรนยังไปยับยั้งการเกิดการเป็นสัดและการตกไข่ไว้ด้วย แต่ในสัตว์บางชนิด เช่น ม้า เมื่อตั้งท้องได้ประมาณ 2 เดือน ก็จะเกิดมีการตกไข่ขึ้นอย่างเรียบ ๆ และกลายเป็นคอร์ปัสลูเทียมในเวลาต่อมา คอร์ปัสลูเทียมนั้นก็จะสร้างโปรเจสเตอโรนออกมาช่วยรักษาสภาพการตั้งท้องอีกด้วย หลังจากตั้งท้องจนครบกำหนดคลอด จนกระทั้งผ่านกระบวนการคลอด โปรเจสเตอโรนก็จะลดระดับลงเรื่อย ๆ และมีการเพิ่มระดับของเอสโตรเจนและ LH ทำให้เกิดการเจริญของกระเปาะไข่มากขึ้นและเกิดการตกไข่ในที่สุด

               ระยะหลังคลอดจนถึงการเป็นสัดครั้งแรกนั้นในสัตว์ต่างชนิดกันจะต่างกัน ในสุกรหลังคลอดประมาณ 48 ชม. ก็เกิดการเป็นสัดขึ้นเนื่องจากการเพิ่มปริมาณเอสโตรเจนขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่การเป็นสัดในครั้งนี้ไม่มีการตกไข่เกิดขึ้น ในม้าจะเกิดการเป็นสัดหลังคลอดประมาณ 1-3 สัปดาห์ การเป็นสัดในครั้งนี้สามารถผสมติดได้ ในโค แกะ และแพะจะมีการตกไข่อย่างเงียบ ๆ เกิดขึ้นประมาณ 2-3 สัปดาห์หลังจากคลอด และต่อมาจะเกิดการเป็นสัด ซึ่งสามารถผสมติดได้ ระยะเวลาที่เกิดการเป็นสัดที่สามารถผสมติดได้นี้ขึ้นกับการให้นมด้วย หากเป็นสัตว์ที่ให้นมจะเกิดการเป็นสัดได้ช้ากว่าสัตว์ที่ไม่ให้นม พบว่าแกะที่ทดลองให้ผสมให้เกิดการตั้งท้องในฤดูที่ไม่เป็นสัดและให้เกิดในฤดูแห่งการผสมพันธุ์ แกะที่หย่านมลูกแล้วจะกลับมาเป็นสัดประมาณ ๑ เดือนหลังหย่านม แต่แกะที่ให้นมจะเป็นสัดช้ากว่าหลายสัปดาห์ การกลับมาเป็นสัดหลังจากคลอดนี้ขึ้นกับพันธุ์ของสัตว์ และปัจจัยเฉพาะตัวเช่นกัน

               แต่ในโคหลังคลอดแล้วจะมีความสามารถในการผสมติด ในการเป็นสัดครั้งแรกต่ำ โดยเฉพาะในโคที่กำลังให้นม ความสามารถในการผสมติดจะค่อย ๆ สูงขึ้น และจะสูงถึงระดับสูงสุดประมาณ 60-90 วันหลังคลอด ส่วนในสุกรนั้นในขณะที่แม่สุกรกำลังให้นมจะไม่มีความสามารถในการผสมติดเลย และภายหลังหย่านมลูกประมาณ 2-3 วันจึงมีการเป็นสัดและสามารถผสมติดได้

 

พฤติกรรมการเป็นสัดในช่วงฤดูกาลต่าง ๆ

               การเป็นสัดในสัตว์ป่านั้นส่วนใหญ่ขึ้นกับฤดูกาล ในสัตว์เลี้ยง เช่น โค กระบือ  สุกร จะไม่มีฤดูกาลผสมพันธุ์ ในขณะที่ม้า แพะ แกะ จะมีฤดูกาลผสมพันธุ์ พบว่าฤดูกาลต่าง ๆ ที่มีความยาวของช่วงวันที่ต่างกันนั้น มีผลต่อความสามารถในการผสมติดและพฤติกรรมทางเพศที่แสดงออก

               ในช่วงฤดูผสมพันธุ์นั้น มักจะเกิดวงรอบการเป็นสัดที่มีการตกไข่เงียบ ขึ้นในตอนต้นและตอนปลายของฤดูกาล ในlสัตว์บางชนิดจะมีวงรอบการเป็นสัดเงียบ เกิดขึ้นในช่วงนอกของฤดูผสมพันธุ์ นอกจากนั้นในช่วงนอกของฤดูผสมพันธุ์หากมีพ่อแกะเข้ามาในฝูง จะเกิดการกระตุ้นให้แม่แกะเกิดการเป็นสัดขึ้นอีกในนอกฤดูผสมพันธุ์ได้เช่นกัน ในกรณีที่สัตว์เกิดการตกไข่โดยไม่แสดงอาการเป็นสัดออกมานั้นอาจเป็นไปได้ว่า พฤติกรรมทางเพศและโกนาโดโทรปินถูกควบคุมโดยสเตียรอยด์ฮอร์โมน

               ในแพะมีฤดูผสมพันธุ์ เช่น แพะพันธุ์อัลไพน์ จะมีพฤติกรรมทางเพศเพียงเล็กน้อยในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ถึงเดือนมีนาคม และจะไม่แสดงพฤติกรรมทางเพศเลยในเดือนเมษายน ถึงเดือนกรกฎาคม ในช่วงเดือนกันยายนนั้น จะแสดงพฤติกรรมทางเพศออกมาเป็นจำนวนมาก ในแพะมีการตกไข่โดยไม่มีการแสดงการเป็นสัดน้อยกว่าในแกะ

               ในโค กระบือ และสุกรนั้น มีการเป็นสัดและมีวงรอบการเป็นสัดตลอดปีและมีความสามารถในการผสมติดไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงนัก แต่เมื่อได้ศึกษาความสามารถในการผสมติดในโคในปริมาณมากที่ประเทศฝรั่งเศส พบว่ามีช่วงต่ำประมาณเดือนมิถุนายน และผสมติดสูงสุดในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งคาดว่าขึ้นกับปริมาณแสงของช่วงวันมากกว่าที่จะเป็นอุณหภูมิหรืออาหาร ซึ่งแปรเปลี่ยนไปมาไม่ค่อยแน่นอนตลอดทั้งปี ส่วนอัตราการผสมติดและลูกต่อครอกในสุกร ในช่วงฤดูร้อนอยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงอื่น ๆ ของปี

 

แหล่งผลิตและหน้าที่ของฮอร์โมนระบบสืบพันธุ์

 แหล่งผลิต

ฮอร์โมน

หน้าที่ 

Hypothalamus gland 

GnRH

Sommatostertin

PIC

Oxytocin 

-ทำให้เกิดการหลั่ง FSH และ LH จากต่อมใต้สมองส่วนหน้า

-ยั้บยั้งการหลั่ง GH

-ยั้บยั้งการหลั่ง Prolactin

-กระตุ้นการบีบตัวของมดลูก การคลอด การลำเลียงอสุจิและไข่ การหลั่งน้ำนม 

Anterior Pituitary gland 

FSH                             

LH

 

Prolactin

GH

TSH 

-กระตุ้นการเจริญของ follicle การสร้างตัวอสุจิ การหลั่ง estrogen

-กระตุ้นการตกไข่ การทำหน้าที่ของ CL การหลั่ง progesterone,estrogen,androsterone

-ทำให้หลั่งน้ำนม กระตุ้น CL การหลั่ง Progesterone อาจยั้บยั้งการหลั่ง estrogen

-ทำให้เกิดการเจริญของเนื้อเยื่อและกระดูก

-กระตุ้นต่อม Thyriod ให้หลั่ง Thyroxin

Placenta

hCG

PMSG

-ช่วยเสริมฤทธิ์ LH

-ช่วยเสริมฤทธิ์ LH กระตุ้นการสร้าง CL มีฤทธิ์เหมือน GH 

Ovary

Estrogen

-กระตุ้นให้แสดงพฤติกรรมการเป็นสัด 

 

การผสมพันธุ์ตามธรรมชาติ

               ในธรรมชาตินั้นแม่โคที่พร้อมรับการผสมพันธุ์จะแสดงอาการเป็นสัด โดยยอมยืนนิ่งให้พ่อพันธุ์ขึ้นทับพ่อพันธุ์จะหลั่งน้ำเชื้อในช่องคลอด (vagina) ซึ่งการหลั่งน้ำเชื้อครั้งแรกจะมีน้ำเชื้อประมาณ 6 ml. มีอสุจิประมาณ 7,000 ล้านตัว พ่อพันธุ์จะใช้เวลาในการผสมต่อครั้งประมาณ 20 วินาที พ่อพันธุ์ที่มีความสมบูรณ์พันธุ์ดี จะขึ้นผสมแม่โคและปล่อยน้ำเชื้อประมาณ 3-5 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกัน 30 -90 นาที ความเข้มข้นของตัวอสุจิจากน้ำเชื้อที่หลั่งออกมาในการผสมครั้งหลัง ๆ จะลดลง

alt

การผสมพันธุ์ตามธรรมชาติ

 

การเคลื่อนที่ของอสุจิ แบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ

               1.ลักษณะเร็ว (rapid phase) ตัวอสุจิจะเดินทางไปถึงท่อนำไข่โดยใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที

               2.ลักษณะช้า (prolong phase) ตัวอสุจิเดินทางไปถึงท่อนำไข่ใช้เวลาเป็นชั่วโมงหรือหลาย ๆ ชั่วโมง

               ลักษณะเร็ว (rapid phase) หลังจากการผสมพันธุ์ตามธรรมชาติหรือจากการผสมเทียม อสุจิจะใช้เวลาเพียง 2-3 นาทีเคลื่อนที่ไปถึงท่อนำ อสุจิกลุ่มนี้จะไม่ได้ผสมกับไข่ จะเคลื่อนที่ผ่านออกทางปากแตร (fimbria) ของท่อนำไข่และตกลงไปในช่องท้อง

               ลักษณะช้า (prolong phase) อสุจิส่วนใหญ่จะเคลื่อนที่ลักษณะช้า จะใช้เวลาเคลื่อนที่ไปถึงท่อนำไข่เป็นชั่วโมงหรือหลายชั่วโมง เนื่องจากอสุจิจะถูกกักไว้ตามหลืบ (fold) ของคอมดลูก(cervix) บริเวณรอยต่อระหว่างปีกมดลูกกับท่อนำไข่ส่วน isthmus (uterotubal-junction) และบริเวณรอยต่อระหว่างท่อนำไข่ส่วน isthmus กับ ampulla (ampullary-isthmic  junction)

               ประมาณชั่วโมงที่ 2 จะพบอสุจิบางส่วนผ่านมาถึงที่ตัวมดลูก และพบที่บริเวณรอยต่อระหว่างปีกมดลูกกับท่อนำไข่ส่วน isthmus ประมาณชั่วโมงที่ 8 หลังการผสมพันธุ์ตามธรรมชาติ

               รอยต่อระหว่างปีกมดลูกกับท่อนำไข่ส่วน isthmus จะกักอสุจิส่วนใหญ่ไว้และปล่อยให้ไปได้ในปริมาณที่พอเหมาะ  และอสุจิจะถูกกักไว้ที่บริเวณรอยต่อระหว่างท่อนำไข่ส่วน isthmus กับ ampulla เพื่อลดปริมาณอสุจิที่จะเคลื่อนที่มาถึงท่อนำไข่ส่วน ampulla ปกติจะพบอสุจิในท่อนำไข่ส่วน ampulla บริเวณที่จะเกิดการปฏิสนธิเพียงไม่กี่ร้อยตัวเท่านั้น  ประมาณชั่วโมงที่ 12 จะเริ่มพบอสุจิที่ท่อนำไข่ส่วน ampulla และจะพบเป็นจำนวนมาก ประมาณชั่วโมงที่ 22- 24 หลังการผสมพันธุ์ตามธรรมชาติ

การผสมเทียมโค

            การผสมเทียม เป็นการปฏิบัติงานที่คล้ายการทำหน้าที่ของพ่อพันธุ์ตามธรรมชาติ ต่างกันเพียงปริมาณน้ำเชื้อที่ใช้ผสมเทียม น้อยกว่าปริมาณน้ำเชื้อจากการผสมพันธุ์ตามธรรมชาติมาก แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้ผสมติด ตำแหน่งที่ปล่อยน้ำเชื้อก็ต่างกัน พ่อพันธุ์จะปล่อยน้ำเชื้อที่ช่องคลอด (vagina) แต่การผสมเทียมจะปล่อยน้ำเชื้อที่ตำแหน่งตัวมดลูก (body of uterus) เป็นส่วนใหญ่

 

ประโยชน์ของการผสมเทียม

            1.สามารถปรับปรุงพันธุ์สัตว์ให้ดีขึ้นได้อย่างรวดเร็ว

            2.ย่นระยะเวลาในการพิสูจน์พ่อพันธุ์

            3.สามารถทำให้สัตว์คลอดลูกได้ตามฤดูกาล

            4.ลดปัญหาในการเลี้ยงดูสัตว์พ่อพันธุ์

            5.ลดปัญหาในการขนส่งสัตว์ไปผสมพันธุ์กัน

            6.สามารถผสมพันธุ์สัตว์ต่างขนาดกันได้

            7.ป้องกันโรคติดต่อที่เกิดจากการผสมพันธุ์กัน

            8.ป้องกันโรคระบาดที่เกิดจากการเคลื่อนย้ายสัตว์ไปผสมพันธุ์กัน

 

ข้อเสียของการผสมเทียม

               1.ถ้าพ่อพันธุ์ที่ใช้ผลิตน้ำเชื้อ มีลักษณะที่ไม่ดี ลักษณะที่ไม่ดีนี้ จะแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว

               2.ถ้าผู้ทำการผสมเทียมขาดความรู้และความชำนาญหรือทำการผสมเทียมด้วยความสกปรก อวัยวะสืบพันธุ์ของแม่โคอาจเกิดติดเชื้อหรือบาดเจ็บได้

 

ระยะห่างวงรอบการเป็นสัด

               ระยะห่างรอบการเป็นสัด (The length of estrus cycle) หมายถึงระยะเวลาของแต่ละรอบของการเป็นสัด โคแต่ละตัว จะมีช่วงห่างของรอบการเป็นสัดไม่เท่ากัน โคสาวประมาณ 20.23 ± 2.33 วัน แม่โคประมาณ 21.22 ± 3.68 วัน เฉลี่ยประมาณ 21 วัน

               ภายในรอบการเป็นสัดจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาต่าง ๆ ทั้งที่สังเกตได้จากภายนอกและจากการล้วงตรวจทางทวารหนัก เช่น อวัยวะเพศบวมแดง มีเมือกไหลจากช่องคลอด หรือ การเปลี่ยนแปลงของรังไข่เช่น มี corpus luteum (CL) หรือ follicle บนรังไข่  ซึ่งขึ้นกับการเปลี่ยนแปลงของระดับของฮอร์โมน

 

การสังเกตอาการเป็นสัด (Heat Detection)

               การเป็นสัด หมายถึง การที่โคเพศเมียยอมรับการผสมพันธุ์ อาการเป็นสัด แบ่งได้เป็น 2 อย่าง คือ

               1.อาการเสริม

               2.อาการหลัก

               อาการเป็นสัด จะเริ่มจากอาการเสริมก่อน เช่น ร้องบ่อย ๆ กระวนกระวาย สนใจโคตัวอื่น เลียและดมตัวอื่น อวัยวะเพศบวมแดง มีเมือกใสไหลจากช่องคลอด ปริมาณน้ำนมลดลง กินอาหารลดลง ไล่ขี่ตัวอื่น อาการเสริมจะมีความปรวนแปร ไม่แน่นอน บางอาการอาจเกิดให้เห็นได้ แต่บางอาการอาจไม่แสดงให้เห็น แต่สุดท้ายโคจะต้องแสดงอาการหลักออกมา

               อาการหลักของการเป็นสัด คือ การยืนนิ่ง (standing heat) เมื่อโคตัวอื่นขี่ การยืนนิ่งให้ตัวอื่นขี่จะสัมพันธ์กับเวลาที่เกิดการตกไข่ และจะใช้เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาเวลาที่เหมาะสมในการผสมเทียม เพื่อให้อัตราผสมติดสูงที่สุด ระยะเวลาตั้งแต่โคเริ่มยืนนิ่งให้ตัวอื่นขี่ จนถึงสิ้นสุดการยืนนิ่ง จะนานประมาณ  6-18 ชั่วโมง

alt

โคแสดงอาการเป็นสัดยืนนิ่งเมื่อตัวอื่นปีนทับ

              

               การเป็นสัดเป็นระยะที่ Follicle เจริญเต็มที่ เรียกว่า Graafian follicle เมื่อล้วงตรวจผ่านทางทวารหนัก จะพบว่ารังไข่ข้างใดข้างหนึ่งมี  Graafian Follicle ในระยะนี้ระดับของฮอร์โมน Estrogen จะสูงทำให้โคแสดงอาการเป็นสัดออกมาให้เห็นโดยเริ่มจากอาการเสริมก่อนและสุดท้ายจะเป็นอาการหลัก

               โคมักแสดงอาการเป็นสัดในช่วงเช้าตรู่และพลบค่ำ การสังเกตอาการเป็นสัดจึงควรสังเกตวันละไม่น้อยกว่า 3 ครั้ง ๆละไม่น้อยกว่า 20 นาที  สภาพแวดล้อมมีผลต่อการแสดงอาการเป็นสัดของโค เช่น โคที่เลี้ยงบนคอกพื้นดินจะแสดงอาการเป็นสัดชัดกว่าโคที่เลี้ยงบนคอกพื้นปูน โคที่เลี้ยงปล่อยฝูงจะแสดงอาการเป็นสัดชัดกว่าโคที่เลี้ยงแบบผูกยืนโรง ในฤดูหนาวโคจะแสดงอาการเป็นสัดชัดกว่าฤดูร้อน ช่วงเวลากลางคืนโคจะแสดงอาการเป็นสัดชัดกว่าช่วงเวลากลางวัน

               การสังเกตการเป็นสัด เป็นสิ่งที่สำคัญมากในการผสมเทียม เนื่องจากช่วงระยะเวลาที่เหมาะสมในการผสมเทียมมีเพียงไม่กี่ชั่วโมง ถ้าสังเกตการเป็นสัดผิดพลาด จะทำให้ผสมผิดเวลา อัตราการผสมติดต่ำ หรือผสมไม่ติด ทำให้เสียค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงแม่โคท้องว่างไปอีกหนึ่งรอบการเป็นสัด ( 21วัน) และเนื่องจากช่วงอายุขัยของโคมีจำกัด หากสังเกตการเป็นสัดพลาดหลาย ๆ รอบ โอกาสที่จะผสมติดได้ลูกโคก็ลดลง บางทีตลอดชั่วอายุของแม่โคอาจให้ลูกโคลดลง 1-2 ตัวว

 

การตกไข่ (Ovulation)

               การตกไข่ คือการที่ follicle บนรังไข่แตก ไข่ตกจาก follicle เข้าสู่ปากแตร (fimbria) ของท่อนำไข่  การตกไข่จะเกิดหลังจากอาการเป็นสัด โดยอิทธิพลของฮอร์โมน LH ที่สร้างจากต่อมใต้สมองส่วนหน้า

               follicle บนรังไข่ซึ่งมีไข่อ่อน (oocyte) อยู่ภายใน มีการเจริญและฝ่อไปเป็นกลุ่ม ๆ หรือเป็นคลื่น (follicular wave) แต่ละคลื่นใช้เวลาตั้งแต่เจริญจนถึงฝ่อสลายไปประมาณ 9-10 วัน เมื่อ follicle ของ follicular wave เก่าฝ่อสลายไป จะมี follicle ของ follicular wave ใหม่เจริญขึ้นมาแทนที่ ซึ่งคลื่น follicle จะมีแทบตลอดอายุขัยของแม่โค รวมถึงแม่โคที่ตั้งท้องด้วย

               ในทุก ๆ follicular wave จะมี follicle จำนวนมากเจริญขึ้นมาและฝ่อไป แต่จะมี follicle จำนวน 1-2 ใบเท่านั้น ที่ไม่ฝ่อไปในระยะต้น พร้อมทั้งสามารถเจริญขึ้นเป็น follicle ขนาดใหญ่ ที่เรียกว่า dominant follicle (DF)

Dominant follicle  เป็น follicle ซึ่งพร้อมจะเกิดการตกไข่ หากได้รับการกระตุ้นด้วยฮอร์โมน LHแต่ถ้าหากไม่ได้รับการกระตุ้น dominant follicle ก็จะฝ่อสลายไปเช่นกัน

               การตกไข่จะเกิดหลังจากโคเป็นสัดเริ่มยืนนิ่งยอมให้ตัวอื่นขี่ ประมาณ 30 ชั่วโมง หรือหลังจากโคสิ้นสุดการยืนนิ่งประมาณ 10 ชั่วโมง

alt

alt

alt 

 

alt

alt

2 follicular wave

3 follicular wave

alt

 

 

เวลาที่เหมาะสมในการผสมเทียม

               หลังจากฉีดน้ำเชื้อเข้าสู่ตัวมดลูก (body of uterus) แล้ว อสุจิจะใช้เวลาในการเดินทางไปถึงท่อนำไข่ เป็น 2 ลักษณะ คือ ลักษณะเร็ว และลักษณะช้า อสุจิที่เคลื่อนที่ถึงท่อนำไข่ลักษณะเร็ว จะตายทั้งหมดและถูกขับออกทาง fimbria ของท่อนำไข่และตกลงช่องท้อง ส่วนอสุจิที่เคลื่อนที่ถึงท่อนำไข่ลักษณะช้า จะเป็นอสุจิที่เข้าทำการปฏิสนธิ ซึ่งจะเริ่มพบอสุจิที่ยังแข็งแรงพร้อมที่จะทำการปฏิสนธิได้ในท่อนำไข่ส่วน ampulla ประมาณ 10 ชั่วโมง หลังผสมเทียมและพบมากที่สุดประมาณ 24 ชั่วโมงหลังผสมเทียม

alt

 

               ขณะที่อสุจิ เดินทางผ่านมดลูก ผ่านท่อนำไข่ เพื่อเตรียมตัวจะผสมกับไข่ ตัวอสุจิจะพัฒนาตัวเองเกิดปฏิกิริยา  capacitation  เพื่อเตรียมพร้อมผสมกับไข่

               ไข่ที่ตกลงสู่ท่อนำไข่ จะมีชีวิตอยู่ได้ประมาณ 12-24 ชั่วโมง ถ้าภายในเวลา 12-24 ชั่วโมง ไข่ไม่ได้รับการผสมกับอสุจิ ไข่ก็จะสลายไป หรือไข่ที่ตกลงมาในท่อนำไข่เป็นเวลานาน จนเป็นไข่แก่เมื่อได้รับการผสมกับอสุจิ ตัวอ่อนมักจะตายในระยะต้น ๆ ดังนั้นเวลาที่เหมาะสมในการผสมเทียมควรเป็นเวลาที่ไข่ตกและไข่จะพบกับตัวอสุจิทันที เนื่องจากเป็นช่วงที่ไข่ยังแข็งแรงและอสุจิก็ยังแข็งแรง

               ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการผสมเทียม คือ ช่วงหลังจากโคที่เป็นสัดเริ่มยืนนิ่งให้ตัวอื่นขี่ ในช่วง 6-20 ชั่วโมง แต่จากการทดลองในประเทศไทย หากผสมในช่วง 12-18 ชั่วโมงหลังจากโคที่เป็นสัดเริ่มยืนนิ่ง จะมีอัตราการผสมติดสูงที่สุด ส่วนในต่างประเทศจะอยู่ในช่วง 10-13 ชั่วโมงหลังจากโคที่เป็นสัดเริ่มยืนนิ่ง

               การผสมเทียมให้ตรงกับช่วงเวลาที่เหมาะสมจริง ๆ ในทางปฏิบัติทำได้ยาก ดังนั้น ที่นิยมปฏิบัติและได้ผลมาก คือ หากพบว่าโคเป็นสัดยืนนิ่งตอนเช้า ทำการผสมเทียมตอนเย็น หากแม่โคเป็นสัดยืนนิ่งตอนเย็น ผสมเทียมเช้าวันรุ่งขึ้น

alt

 

ตำแหน่งที่ฉีดน้ำเชื้อ

               ในการผสมพันธุ์ตามธรรมชาติพ่อโคจะปล่อยน้ำเชื้อที่ส่วนของช่องคลอด (vagina) หน้าคอมดลูก (cervix) แต่ในการผสมเทียม ปริมาณตัวอสุจิที่ใช้จะน้อยกว่าการผสมตามธรรมชาติมาก หากปล่อยน้ำเชื้อที่ตำแหน่งช่องคลอดอาจทำให้ผสมต่ำ  

               ในการผสมเทียมตำแหน่งที่ปล่อยน้ำเชื้อ คือที่ตัวมดลูก (body of uterus) และภายในคอมดลูก(cervix) โดยปล่อยน้ำเชื้อปริมาณ 2 ใน 3 ที่ตัวมดลูก (body of uterus) เลยส่วนของ internal os  ประมาณ 1 cm. จากนั้นถอยปืนฉีดน้ำเชื้อออกมาให้ปลายปืนอยู่ในคอมดลูกและปล่อยน้ำเชื้อที่เหลืออีก 1 ใน 3 ของหลอดในส่วนของคอมดลูก (cervix)

alt

alt

alt 

ตำแหน่งฉีดน้ำเชื้อ

 ในตัวมดลูก

ในคอมดลูก

 

น้ำเชื้อแช่แข็งที่ใช้ในการผสมเทียมโค

               ปัจจุบันการผสมเทียมโคนิยมผสมด้วยน้ำเชื้อแช่แข็ง เพราะสะดวกในการขนส่งและเก็บรักษา สามารถนำน้ำเชื้อไปทำการผสมเทียมได้ทุกแห่ง น้ำเชื้อแช่แข็งที่ผลิตโดยกรมปศุสัตว์ หลอดน้ำเชื้อจะเป็นหลอดขนาดเล็ก (ministraw) ปริมาตร 0.25 ml. มีตัวอสุจิในหลอดประมาณ 20-30 ล้านตัว โดยหลังจากละลายน้ำเชื้อ(thawing) แล้วจะมีอสุจิที่ยังมีชีวิตไม่น้อยกว่า 40 % หรือประมาณ 8-12 ล้านตัว ซึ่งมากพอที่จะเดินทางไปปฏิสนธิกับไข่ได้ น้ำเชื้อแช่แข็งจะเก็บรักษาโดยแช่ในไนโตรเจนเหลวตลอดเวลา ไนโตรเจนเหลวจะมีอุณหภูมิ -196 °C ในบางประเทศ เช่น ประเทศญี่ปุ่น หลอดน้ำเชื้อจะเป็นหลอดขนาดกลาง (medium straw) ปริมาตร 0.5 ml.มีตัวอสุจิในหลอดประมาณ 20-30 ล้านตัว หลังจากละลายน้ำเชื้อแล้วจะมีอสุจิที่ยังมีชีวิตไม่น้อยกว่า 40 % หรือประมาณ 8-12 ล้านตัว เช่นเดียวกัน

alt

 

การละลายน้ำเชื้อ(Thawing)

               น้ำเชื้อแช่แข็งจะบรรจุอยู่ในหลอดพลาสติกขนาดเล็ก ซึ่งมีสีต่าง ๆ กันแล้วแต่พันธุ์ของพ่อโค ข้างหลอดน้ำเชื้อจะพิมพ์ รหัสน้ำเชื้อ วันที่ผลิต สถานที่ผลิต ชื่อพ่อพันธุ์หรือหมายเลขพ่อพันธุ์ และระดับสายเลือดของพ่อพันธุ์ เป็นต้น หลอดน้ำเชื้อจะแช่อยู่ในไนโตรเจนเหลวตลอดเวลา ดังนั้นก่อนใช้งานจะต้องทำการละลาย (thawing) ก่อนโดยใช้ปากคีบ (forceps) คีบหลอดน้ำเชื้อที่ต้องการออกจากถังและแช่ในน้ำอุ่นทันที ช่วงเวลาตั้งแต่คีบหลอดน้ำเชื้อออกจากถังจนแช่ลงในน้ำอุ่น ไม่ควรเกิน 3 วินาที น้ำอุ่นที่ใช้ละลายน้ำเชื้อ ควรมีอุณหภูมิ 35-37 °C และแช่น้ำเชื้อในน้ำอุ่นเป็นเวลา 30 วินาที จากนั้นนำหลอดน้ำเชื้อขึ้นมาจากน้ำอุ่นแล้วเช็ดให้แห้งพร้อมที่จะใช้งาน

 

วัสดุอุปกรณ์ผสมเทียม

               ในการผสมเทียมต้องมีเครื่องมืออุปกรณ์ต่าง ๆ มากพอสมควร อุปกรณ์แต่ละอย่างหากบำรุงรักษาไม่ดี หรือใช้งานไม่ถูกวิธีจะทำให้อายุการใช้งานของอุปกรณ์นั้นสั้นลง หรืออาจก่อให้เกิดปัญหาผสมไม่ติดตามมาได้ ดังนั้นจึงควรทำความเข้าใจถึงลักษณะวิธีใช้และการบำรุงรักษาอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้เข้าใจ

 

1.ถังเก็บน้ำเชื้อและถังบรรจุไนโตรเจนเหลว

               ถังเก็บน้ำเชื้อใช้สำหรับเก็บสำรองน้ำเชื้อแช่แข็ง  ถังบรรจุไนโตรเจนใช้สำหรับเก็บสำรองไนโตรเจนเหลว เพื่อไว้เติมถังน้ำเก็บน้ำเชื้อ  ถังเก็บน้ำเชื้อและถังบรรจุไนโตรเจน จะเป็นถัง 2 ชั้น ระหว่างชั้นทั้งสอง จะบุด้วยวัสดุที่เป็นฉนวนความร้อนอย่างดี (super insulator) และเป็นสูญญากาศ เพื่อป้องกันความร้อนเข้าไปภายใน ป้องกันการสูญเสียไนโตรเจนเหลว ถังน้ำเชื้อและถังไนโตรเจนมีหลายขนาด ถังเก็บน้ำเชื้อและถังบรรจุไนโตรเจนเหลวจะคล้ายกันจะต่างกันเพียงเล็กน้อย เช่น

               ปากของถังเก็บน้ำเชื้อมักจะกว้างกว่าปากของถังบรรจุไนโตรเจนเหลว 

               ปากของถังเก็บน้ำเชื้อจะมีรอยบากเป็นร่องสำหรับแขวนก้าน canister ถังน้ำเชื้อบางรุ่นปากถังก็ไม่มีรอยบาก ก้าน canister ที่ใช้กับถังรุ่นนี้จะเป็นพลาสติกแบน

               แกนของฝาถังเก็บน้ำเชื้อและถังเก็บไนโตรเจนเหลวส่วนใหญ่จะทำด้วยโฟม แกนของฝาถังเก็บน้ำเชื้อจะเป็นร่องไว้เพื่อบังคับก้าน canister ไม่ให้เคลื่อนที่ แต่ของฝาถังเก็บไนโตรเจนเหลวจะไม่เซาะร่อง ฝาถังเก็บน้ำเชื้อบางรุ่นแกนของฝาถังก็ไม่ร่องเนื่องจากใช้ canister ที่เป็นพลาสติกแบน

               วิธีสังเกตว่าถังน้ำเชื้อชำรุดหรือไม่ โดยสังเกตจากปริมาณไนโตรเจนเหลวลดลงเร็วผิดปกติหรือไม่ ถ้าลดลงเร็ว หมายถึงถังเสื่อมคุณภาพ และสังเกตจากหยดน้ำที่เกาะข้างถัง ถ้ามีหยดน้ำเกาะข้างถังแสดงว่าถังเสื่อมคุณภาพ

alt

alt

alt

ถังน้ำเชื้อรุ่นปากไม่มีรอยบาก

แกนฝาถังน้ำเชื้อชนิดมีร่อง

ปากถังไม่มีรอยบาก แกนฝาถังมีร่อง

 

2.ถังสนาม

               ถังสนามเป็นถังน้ำเชื้อขนาดเล็ก ใช้สำหรับใส่น้ำเชื้อไปใช้ผสมเทียมในฟาร์ม ถังสนามเป็นถัง 2 ชั้น ภายในระหว่างผนังทั้งสอง กรุด้วยฉนวนป้องกันความร้อน บริเวณคอถังจะมีรอยบากสำหรับแขวนก้าน canister และแกนฝาถังจะทำด้วยโฟมและมีร่องสำหรับล็อคก้าน canister วิธีการสังเกตว่าถังสนามชำรุดหรือไม่ใช้วิธีเดียวกับถังเก็บน้ำเชื้อ

 

alt

ถังสนาม

 

3.กระเป๋าใส่ถังสนาม

               กระเป๋าใส่ถังสนาม ใช้สำหรับใส่ถังสนามและวัสดุผสมเทียมต่าง ๆ กระเป๋ามักทำด้วยผ้า การใช้งานควรระมัดระวังให้ดี เพราะอาจขาดได้ นอกจากนี้ ทุก ๆ สัปดาห์ ควรนำกระเป๋าไปซักทำความสะอาดและตากแดดให้แห้ง

alt

alt

กระเป๋าใส่ถังสนามและกระบอกบรรจุปินผสมเทียม

4.ปืนผสมเทียม

               ปืนผสมเทียม ทำด้วย stainless steel ไม่เป็นสนิม ประกอบด้วย ตัวปืน ก้านปืน หัวจุกและวงแหวนล็อกพลาสติกชีท

ตัวปืน เป็นทรงกระบอกความยาว 44 cm. ปืนบางรุ่น รูของปลายปืนทั้งสองข้างมีขนาดไม่เท่ากัน ด้านที่รูเล็กใช้กับหลอดน้ำเชื้อขนาด 0.25 ml. ส่วนด้านที่รูใหญ่ ใช้กับหลอดน้ำเชื้อขนาด 0.5 ml.

               ก้านปืน ปลายข้างหนึ่งจะเล็กซึ่งเป็นส่วนที่สอดเข้ากับหลอดน้ำเชื้อ ปลายข้างที่ใหญ่จะต่อกับแป้นวงกลมใช้เป็นที่กดสำหรับปล่อยน้ำเชื้อ ก้านปืนจะยาวกว่าตัวปืนเล็กน้อย ประมาณ 45 cm.

               หัวจุก รูปทรงกระบอก เป็นส่วนที่ครอบปลายข้างหนึ่งของตัวปืนไว้ ใช้สำหรับถ่างปลายพลาสติกชีท   หัวจุกนี้จะยาวประมาณ 2.5 cm. ปืนบางรุ่นหัวจุกจะติดกับตัวปืนไม่สามารถแยกจากกันได้

               วงแหวน  มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1.5 cm.ส่วนรูตรงกลางมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.6 cm. ใช้สำหรับล็อกพลาสติกชีทไว้กับหัวจุก

               ปัญหาที่พบส่วนเสมอ คือ ปืนสกปรก โดยเฉพาะในรูของตัวปืนที่สอดหลอดน้ำเชื้อ ปืนผสมเทียมหลังจากใช้งาน ควรถอดล้าง ทำความสะอาด และใช้ผ้าสะอาดเช็ดให้แห้ง หากปืนสกปรกมาก ควรต้มทำความสะอาด

alt

alt

 

5.กระบอกเก็บปืนและพลาสติกชีท

               ทำจากอลูมิเนียมหรือทำด้วยท่อพีวีซี ตัวกระบอกยาวประมาณ  47-50 cm. เส้นผ่าศูนย์กลาง 5 cm. ปลายด้านหนึ่งตัน ปลายอีกด้านหนึ่งเป็นฝาสำหรับเปิด-ปิด ใช้สำหรับเก็บพลาสติกชีทหรือปืนผสมเทียม

               ปัญหาที่มักพบคือ ภายในกระบอกมักปรก หลังการปฏิบัติงานในแต่ละวันควรล้าง ทำความสะอาด และคว่ำตากให้แห้ง หากท่อนี้สกปรกจะทำให้ปืนผสมเทียมหรือพลาสติกชีทสกปรกด้วย ซึ่งอาจส่งผลทำให้ผสมไม่ติดหรืออาจถึงกับทำให้มดลูกของแม่โคเป็นหนองได้

alt

กระบอกเก็บปืนผสมเทียมและพลาสติกชีท

 

6.กรรไกร

               กรรไกร ใช้สำหรับตัดปลายหลอดน้ำเชื้อ ที่ใช้อยู่ทั่วไปมักเป็นกรรไกรสแตนเลส สำหรับศัลยกรรมทั่วไป  ก่อนใช้ตัดหลอดน้ำเชื้อทุกครั้งต้องใช้สำลีชุบแอลกอฮอล์เช็ดฆ่าเชื้อโรคที่อาจติดอยู่ที่กรรไกรเสียก่อนและทุกครั้งหลังใช้งานควรใช้ผ้าสะอาดเช็ดให้แห้ง

alt

กรรไกตัดหลอดน้ำเชื้อ

 

7.ปากคีบ (Forceps)

               ปากคีบ เป็นอุปกรณ์ที่ใช้คีบหลอดน้ำเชื้อออกจากถัง ปากคีบมีหลายแบบทั้งแบบปลายโค้ง ปลายตรง มีหลายขนาดให้เลือกใช้ ปากคีบอย่างดีจะทำด้วย stainless steel ไม่เป็นสนิม มีความหนาแข็งแรงทนทาน ก่อนใช้งานควรใช้สำลีชุบแอลกอฮอล์เช็ดฆ่าเชื้อและทุกครั้งหลังใช้งานควรใช้ผ้าสะอาดเช็ดให้แห้ง

alt

ปากคีบหลอดน้ำเชื้อ

8.พลาสติกชีท

               พลาสติกชีท เป็นส่วนที่ใช้หุ้มปืนผสมเทียมและเป็นส่วนที่จะผ่านเข้าไปในตัวมดลูก ขนาดจะพอดีกับขนาดของปืนผสมเทียม ความยาวอาจยาวเท่ากับตัวปืนผสมเทียมหรือยาวกว่าเล็กน้อย ด้านในของพลาสติกชีทจะมีจุกสีเขียวสำหรับใช้ล๊อคยึดหลอดน้ำเชื้อ

               พลาสติกชีททุกอันจะผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อโรคและบรรจุในถุงพลาสติก ถุงละ 50 อัน ดังนั้นหากจะนำพลาสติกชีทไปใช้ ไม่ควรเปิดปากถุงกว้างมากนักจะทำให้พลาสติกชีทที่เหลือมีโอกาสสกปรกได้ง่าย หากพบว่าพลาสติคชีทสกปรกจะต้องเปลี่ยนพลาสติกชีทอันใหม่ทันที

alt

plastic sheath

 

9.แซนนิตารีชีท (Sanitary sheath)

               แซนิตารีชีท เป็นถุงพลาสติกแคบยาวใช้สวมทับพลาสติกชีทอักชั้นหนึ่ง ความยาวจะใกล้เคียงกับความยาวของปืนฉีดน้ำเชื้อ  แซนนิตารีชีทใช้สำหรับป้องกันเชื้อโรคจากปากช่องคลอดและช่องคลอดเข้าไปสู่ตัวมดลูก

alt

sanitary sheath

 

10.กระติกน้ำร้อนหรือกระติกเทอร์โมส

               กระติกน้ำร้อน ใช้บรรจุน้ำอุ่นสำหรับละลายน้ำเชื้อแช่แข็ง หลังใช้งานในแต่ละวันจะต้องล้างทำความสะอาดและคว่ำตากให้แห้ง

alt

 กระติกเทอร์โมส

 

11.เทอร์โมมิเตอร์

               เทอร์โมมิเตอร์ ใช้สำหรับวัดอุณหภูมิน้ำอุ่นเพื่อใช้ละลายน้ำเชื้อ น้ำอุ่นที่ใช้ควรมีอุณหภูมิ 35-37°C  เทอร์โมมิเตอร์ที่ใช้ควรเป็นชนิดที่สามารถวัดอุณหภูมิได้ตั้งแต่ 0-100 °C

alt 

 

12.ถุงมือล้วง

               ถุงมือล้วง ใช้สวมทับมือและแขนของผู้ล้วงเพื่อป้องกันอุจจาระโคเปรอะเปื้อน เป็นถุงมือพลาสติก ชนิดมีนิ้วมือ 5 นิ้ว และมีความยาวถึงไหล่เป็นถุงมือที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง  หลังจากใช้งานแล้วควรม้วนพันมัดเป็นก้อนและทิ้งถังขยะ

alt

alt

ถุงมือล้วง

13.รองเท้าบู๊ท

            รองเท้าบู๊ท ใชสำหรับสวมขณะเข้าฟาร์มเป็นการป้องกันการเปรอะเปื้อนจากมูลโค และป้องกันการบาดเจ็บหากถูกโคเหยียบ   ก่อนออกจากฟาร์มแต่ละฟาร์มต้องล้างรองเท้าบู๊ทให้สะอาด เพื่อป้องกันเชื้อโรคจากฟาร์มหนึ่งแพร่ไปสู่อีกฟาร์มหนึ่ง นอกจากนี้ ทุก ๆ วันจะต้องล้างรองเท้าและทำการฆ่าเชื้อโรคด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อและคว่ำตากให้แห้ง

alt

รองเท้าบู๊ท

14.ผ้ากันเปื้อน

               ผ้ากันเปื้อน ใช้ป้องกันมูลโคกระเด็นมาถูกเสื้อผ้า ผ้ากันเปื้อนมักทำด้วยพลาสติก ขอบด้านบนทั้งซ้ายและขวาทำเป็นห่วง สำหรับร้อยเชือกคล้องคอ ตรงกลางลำตัวทำเป็นห่วงทั้งซ้ายและขวา สำหรับร้อยเชือกเพื่อรัดเอว หลังการผสมเทียมทุกครั้งจะต้องล้างทำความสะอาดผ้ากันเปื้อน เพื่อป้องกันเชื้อโรคจากฟาร์มหนึ่งแพร่ไปสู่อีกฟาร์มหนึ่ง นอกจากนี้ ทุก ๆ วันจะต้องซักล้างผ้ากันเปื้อนและทำการฆ่าเชื้อโรคด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อและตากให้แห้ง

 

alt

alt

 15.แบบบันทึกต่างๆ

               เมื่อปฏิบัติงานเสร็จแล้วแต่ละครั้ง จะต้องจดบันทึกในแบบฟอร์มที่ ในการบันทึก สิ่งที่สำคัญที่ต้องอ่านให้ได้จากหลอดน้ำเชื้อคือรหัสพ่อพันธุ์

alt

alt 

alt

16.วัสดุประกอบอื่น ๆ

               อุปกรณ์อื่น ๆ ที่เป็นส่วนประกอบในการปฏิบัติงาน เช่น สบู่ ขันน้ำ สามารถหาได้ในฟาร์มของเกษตรกร

 

เทคนิคการผสมเทียมโค

               เมื่อได้เวลาที่เหมาะสมสำหรับการผสมเทียม ก่อนทำการผสมเทียมต้องตรวจดูโคให้แน่นอนก่อนว่ามีการเป็นสัดที่แท้จริง ซึ่งแม่โคที่เป็นสัดจะต้องยืนนิ่งให้ตัวอื่นปีนทับ และมีเมือกใสไหลจากช่องคลอด  เมื่อพบว่าโคเป็นสัดจริงแล้ว ให้ล้วงตรวจระบบสืบพันธุ์ผ่านทางทวารหนัก เพื่อตรวจดูสภาพของคอมดลูก(cervix) ตัวมดลูก(body of uterus) ปีกมดลูก(horn of uterus) และรังไข่ โดยคอมดลูกควรแข็ง ตัวมดลูกและปีกมดลูกควรแข็งตึงมีความหยุ่นตัวสูง รังไข่ข้างใดข้างหนึ่งควรพบ Graafian follicle หากผู้ทำการผสมเทียมไม่ชำนาญในการล้วงคลำรังไข่ก็ไม่ควรไปคลำ เนื่องจากจะทำให้ปากแตรของท่อนำไข่ที่หุ้มรังไข่หลุดออกจากรังไข่ ส่งผลให้ไข่ตกลงไปในช่องท้องไม่ตกลงท่อนำไข่ ทำให้ผสมไม่ติด หรืออาจเกิดปัญหาตั้งท้องในช่องท้อง เมื่อล้วงตรวจแล้วล้างบริเวณอวัยวะเพศภายนอกด้วยน้ำสะอาดและเช็ดให้แห้ง จึงทำการละลายน้ำเชื้อ และเตรียมปืนฉีดน้ำเชื้อพร้อมที่จะผสมเทียมต่อไป

 

ขั้นตอนการผสมเทียมโค

               1.สังเกตอาการภายนอก โคที่เป็นสัดจะยืนนิ่งให้ตัวอื่นปีนทับ มีเมือกใสไหลจากช่องคลอด อวัยวะเพศบวมแดง

alt

alt

alt

เมือกใสไหลจากช่องคลอด

อวัยวะเพศบวมแดง

เยื่อเมือกชมพูแดง

                2.สวมถุงมือผสมเทียม ใช้สารหล่อหลื่น เช่นสบู่ ถูถุงมือแล้วล้วงผ่านทางทวารหนัก ล้วงอุจจาระออกมาจากลำไส้ใหญ่ส่วนปลายให้หมด ตรวจคลำระบบสืบพันธุ์ของแม่โคว่า แม่โคเป็นสัดจริงหรือไม่

alt

alt

               3.ล้างบริเวณอวัยวะเพศภายนอกของแม่โคด้วยน้ำให้สะอาดและเช็ดทั้งด้านนอกด้านในให้แห้งด้วยกระดาษทิชชู หรือกระดาษฟาง

alt

alt

 

               4.ใช้สำลี ชุบแอลกอฮอล์เช็ดปากคีบ (forceps) ให้สะอาดก่อนใช้คีบหลอดน้ำเชื้อที่ต้องการออกจากถังสนาม แล้วแช่น้ำเชื้อลงในน้ำอุ่นที่อุณหภูมิ 35-37 °C ทันทีนานเป็นเวลา 30 วินาที และเวลาตั้งแต่คีบหลอดน้ำเชื้อจนถึงแช่ลงในน้ำอุ่น ไม่ควรเกินกว่า 3 วินาที

alt

alt

alt 

เช็ดปากคีบน้ำเชื้อ

คีบน้ำเชื้อออกจากถังสนาม

ละลายน้ำเชื้อในน้ำอุ่น

               5.เมื่อละลายน้ำเชื้อในน้ำอุ่นครบ 30 วินาทีแล้วใช้ปากคีบคีบหลอดน้ำเชื้อขึ้นมาเช็ดหลอดน้ำเชื้อด้วยกระดาษทิชชูหรือสำลีให้แห้งอย่าให้เหลือน้ำติดข้างหลอด สะบัดหลอดน้ำเชื้อให้ฟองอากาศไปอยู่ด้านที่ตีบ และตัดด้านที่ตีบโดยตัดระหว่างฟองอากาศ สอดหลอดน้ำเชื้อด้านที่ตัดเข้าไปในพลาสติกชีท และดันต่อเข้าไปจนสุด หลอดน้ำเชื้อจะล็อกกับจุกสีเขียวในพลาสติกชีท ดึงก้านปืนออกมาจากตัวปืนประมาณ 1 คืบแล้วสวมพลาสติกชีทที่มีหลอดน้ำเชื้ออยู่ภายในครอบปืนฉีดน้ำเชื้อ ดันตัวปืนไปจนสุดพลาสติคชีท ใช้วงแหวนล็อคพลาสติคชีทให้ติดปืน และล็อคให้แน่น

alt

alt

alt

เช็ดหลอดน้ำเชื้อให้แห้ง

ตัดหลอดน้ำเชื้อด้วยกรรไก

ใส่หลอดน้ำเชื้อในพลาสติกชีท

alt

alt

alt

สอดปืนเข้าในพลาสติกชีท

ล็อกพลาสติกชีทกับหัวจุกด้วยวงแหวน

ปืนผสมเทียมพร้อมใช้งาน

 

                 6.ทดสอบน้ำเชื้อโดยกดก้านปืน ให้น้ำเชื้อปริ่มออกมาที่ปลายหลอดเล็กน้อย เพื่อมั่นใจว่าหากทำการผสมเทียม น้ำเชื้อจะไหลออกไปด้านนอก ไม่ไหลย้อนกลับเข้าในพลาสติกชีท สวมแซนนิตารี ชีทหุ้มปืนทั้งหมดอีกชั้นหนึ่ง

alt

alt 

alt

alt

                7.สวมถุงมือ  ใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ เปิดถ่างอวัยวะเพศแม่โคให้กว้างที่สุดและสอดปืนผ่านเข้าไปโดยสอดเฉียงด้านบน 45 องศา เพื่อป้องกันปลายปืนเข้าไปในรูเปิดของกระเพาะปัสสาวะ เมื่อปืนฉีดน้ำเชื้อผ่านเข้าไปแล้ว ให้สอดต่อไปตามแนวระนาบ จากนั้นใช้มือข้างที่สวมถุงมือล้วงผ่านทวารหนัก ตามปืนฉีดน้ำเชื้อเข้าไป และจับที่คอมดลูก (cervix) ถ้าขณะสอดปืนผ่านช่องคลอด(vagina) ปลายปืนมักจะไปติดรอยย่นบางส่วนของช่องคลอดและสอดปืนต่อไปไม่ได้ ให้ใช้มือที่อยู่ในช่องลำไส้ใหญ่ ดึงคอมดลูกให้ยืดออกไปด้านหน้าของตัวโค จะทำให้รอยย่นที่อยู่ในส่วนของช่องคลอดยืดออก ปืนจะสอดผ่านเข้าไปได้ จนถึงหน้าคอมดลูก เมื่อปลายปืนถึงหน้าคอมดลูก ให้ดึงปลายอีกข้างหนึ่งของแซนนิตารี ชีท จนปลายปืนทะลุแซนนิตารี ชีท

 

alt

alt

alt 

 

               8.สอดปืนเข้าไปในคอมดลูก วิธีการสอดปืนผ่านคอมดลูกทำได้โดย ใช้มือข้างที่อยู่ในลำไส้ใหญ่ จับปลายคอมดลูกไว้โดยจับระหว่างส่วนต่อของคอมดลูก(Cervix) กับช่องคลอด (Vagina) ยกขึ้นให้อยู่ระดับเดียวกับปืนฉีดน้ำเชื้อ จากนั้นใช้หัวแม่มือกดหาส่วนที่เป็นรูเปิดของคอมดลูก ซึ่งจะเป็นช่องทางที่จะสอดปืนผ่านเข้าไปในคอมดลูก เมื่อพบแล้วให้สอดปลายปืนฉีดน้ำเชื้อไปจนชนนิ้วหัวแม่มือ จากนั้นหลบหัวแม่มือออก ปลายปืนจะผ่าน เข้าไปในรูของคอมดลูก

 

alt

               9.เมื่อปืนฉีดน้ำเชื้อผ่านเข้าไปในรูของคอมดลูกแล้ว เนื่องจากรูของคอมดลูกไม่ตรง มักจะคดไปมาและมีหลืบ ปลายปืนมักจะติดส่วนที่เป็นหลืบภายในโพรงของคอมดลูก ให้ใช้มือข้างที่อยู่ในลำไส้ใหญ่ค่อย ๆ ขยับหรือดัดคอมดลูก ซ้ายขวา บนล่าง และสวมเข้าในปืน ซึ่งผู้ทำการผสมเทียมจะรู้สึกได้ว่าปลายปืนผ่านเข้าไปในคอมดลูกทีละเปลาะ ๆ ซึ่งต้องค่อย ๆ สอดผ่านไป จนผ่านทะลุคอมดลูก ขณะกำลังสอดปืนผ่านคอมดลูก ผู้สอดปืนจะต้องทราบเสมอว่า ขณะนั้นปลายปืนอยู่ที่ตำแหน่งใด

               10.ขณะที่ปลายปืนกำลังจะผ่านทะลุคอมดลูก ให้สอดปืนอย่างช้า ๆ และระมัดระวัง อย่าให้ปลายปืนเลยเข้าไปถึงตัวมดลูก(body of uterus) มากนัก เพราะอาจไปครูดกับผนังตัวมดลูก เมื่อปลายปืนฉีดน้ำเชื้อทะลุคอมดลูกแล้ว ให้สอดปลายปืนเข้าไปอีกประมาณ 1 cm. โดยทำการคลำระหว่างรอยต่อของคอมดลูกกับตัวมดลูกทางด้านล่าง ถ้าพบเพียงปลายปืนฉีดน้ำเชื้อ หมายถึงปลายปืนผ่านทะลุคอมดลูกเข้าไปในตัวมดลูกเป็นระยะ 1 cm.ถูกต้องแล้ว หากคลำรอยต่อระหว่างคอมดลูกและตัวมดลูกพบก้านปืนฉีดน้ำเชื้อ  แสดงว่าปลายปืนเข้าลึกเกินไปให้ดึงปืนฉีดน้ำเชื้อถอยออกมาอย่างระมัดระวัง

 

alt

ปลายปืนผ่านคอมดลูกเข้าตัวมดลูก 1 cm. 

               11.ทำการบีบก้านปืนฉีดน้ำเชื้อ ประมาณ 2 ใน 3 ของความยาว เพื่อปล่อยน้ำเชื้อ 2 ใน 3 ของหลอดภายในตัวมดลูก ให้ปล่อยน้ำเชื้อช้า ๆ ใช้เวลาปล่อยน้ำเชื้อประมาณ 8 วินาที จากนั้น ถอยปืนออกมาจนปลายปืนอยู่กลางคอมดลูก (cervix) ปล่อยน้ำเชื้อที่เหลือกลางคอมดลูก (cervix)

 

alt

alt

ตำแหน่งปล่อยน้ำเชื้อในตัวมดลูก

ตำแหน่งปล่อยน้ำเชื้อในคอมดลูก 

                12. ถอดถุงมือแล้วม้วนถุงทิ้งในถังขยะ ล้างรองเท้าบู๊ทและผ้ากันเปื้อนให้สะอาด บันทึกรายละเอียดการผสมเทียมลงในแบบบันทึกต่าง ๆ

alt

alt

alt

 

เมื่อต้องผสมซ้ำจะทำอย่างไร

               แม่โคบางตัวแม้ขณะตั้งท้องก็ยังแสดงอาการเป็นสัดได้ และแสดงอาการเป็นสัดได้ในทุก ๆ ระยะของการตั้งท้องและการตั้งท้องช่วงต้น ๆ อาจพบอาการเป็นสัดตรงรอบ จึงเป็นปัญหาสำหรับการผสมเทียมว่าเมื่อพบแม่โคที่มีประวัติการผสมแล้วและแสดงการเป็นสัดให้เห็น แม่โคตัวนั้นอาจจะกำลังตั้งท้องอยู่หรือไม่ตั้งท้องก็ได้

               การที่จะทราบว่าแม่โค ผสมติดตั้งท้องหรือไม่ วิธีที่สะดวกที่สุดคือ การล้วงตรวจการตั้งท้องโดยล้วงผ่านทางทวารหนัก ผู้มีความชำนาญ สามารถตรวจตั้งแต่ 45 วันหลังผสม โดยทั่วไปการล้วงตรวจการตั้งท้องจะล้วงตรวจที่ 60 วันหลังผสมเทียม

               ถ้าหากจะผสมเทียมซ้ำ ควรซักประวัติให้แน่นอนว่าแม่โคที่เป็นสัดที่ต้องผสมซ้ำนั้น แสดงอาการยืนนิ่งให้ตัวอื่นขี่ให้เห็นหรือไม่ นอกจากนี้ ก่อนทำการผสมเทียมควรล้วงตรวจการตั้งท้องก่อนเสมอ แต่ถ้าอยู่ในช่วงที่ไม่สามารถล้วงเพื่อตรวจการตั้งท้องได้ เช่น ช่วงเวลาห่างจากผสมครั้งที่ผ่านมาเพียงแค่ 21-45 วัน และต้องผสมซ้ำ ก็ควรปล่อยน้ำเชื้อในคอมดลูก อย่าสอดปืนทะลุคอมดลูก นอกจากนี้น้ำเชื้อที่ใช้ควรเป็นน้ำเชื้อจากพ่อพันธุ์ตัวเดียวกับการผสมครั้งที่ผ่านมา เพื่อป้องกันการสับสนในการทำทะเบียนประวัติลูกเกิดกรณีแม่โคคลอดก่อนกำหนด