โคพันธุ์พื้นเมือง (Native Cattle)
โคพื้นเมืองนับว่าเป็นสัตว์เลี้ยงมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญ อยู่คู่กับวิถีชีวิตคนไทยมาช้านาน แม้เกษตรกรส่วนใหญ่จะมองข้ามความสำคัญของโคพื้นเมืองโดยได้ขายโคออกไปหรือนิยมนำโคพันธุ์อื่นๆ มาผสมเพื่อคาดหวังให้ได้ผลผลิตที่ดีกว่า เพราะเหตุผลข้อด้อยเพียงด้านเดียวของโคพื้นเมือง คือ มีลำตัวขนาดเล็ก โตช้า จึงมองข้ามข้อดีของโคพื้นเมืองไป เช่น การให้ลูกดก ความทนทานต่อสภาพภูมิอากาศร้อนและสภาพการจัดการเลี้ยงดูที่ไม่ค่อยดี(แร้นแค้น) การทนต่อโรคและพยาธิในเขตร้อน เป็นต้น
กรมปศุสัตว์ได้เล็งเห็นความสำคัญเป็นอย่างดี จึงมีนโยบายอนุรักษ์พันธุ์โคพื้นเมืองเพื่อคงเอกลักษณ์และลักษณะที่ดีเด่นดั้งเดิมไว้ให้คงอยู่คู่กับประเทศชาติ
ิให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์จากลักษณะดีเด่นของโคพื้นเมืองเหล่านี้อย่างยั่งยืนสืบต่อไป
ในปี พ.ศ. 2534 กรมปศุสัตว์ โดยกองบำรุงพันธุ์สัตว์ ได้เริ่มโครงการอนุรักษ์พันธุ์โคพื้นเมือง โดยการนำโคพื้นเมืองสายภาคอีสานมาเลี้ยงที่หน่วยบุณฑริก สถานีวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์อุบลราชธานีเป็นครั้งแรก
โคพื้นเมืองสายภาคอีสาน
โคพื้นเมืองสายภาคเหนือ หรือโคขาวลำพูน
ต่อมาเป็นโคพื้นเมืองสายภาคเหนือ หรือโคขาวลำพูน ซึ่งถูกนำมาเลี้ยงที่สถานีวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์พะเยา และโคพื้นเมืองสายภาคใต้ ที่สถานีวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์นครศรีธรรมราช หลังจากนั้นในปี พ.ศ. 2541 จึงเลี้ยงกระจายตามหน่วยงานของกรมปศุสัตว์ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ

โคพื้นเมืองในประเทศไทย แบ่งออกตามลักษณะรูปร่างภายนอกและวัตถุประสงค์การเลี้ยงได้ 4 สายพันธุ์ คือ

1. โคพื้นเมืองสายภาคอีสาน
เลี้ยงกันมากทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือทั้งตอนบนและตอนล่างของประเทศ เพื่อใช้ลากจูง เทียมเกวียน และเป็นอาหารโปรตีนที่สำคัญโดยเฉพาะในงานพิธและเทศกาลที่สำคัญ
ลักษณะประจำพันธุ์ ลำตัวสีน้ำตาลแกมแดง อาจมีสีแตกต่างกัน เช่น ดำ แดง น้ำตาล เหลือง ขาว เป็นต้น หน้ายาวบอบบาง หน้าผากแคบ ตะโหนกเล็ก เหนียงคอและหนังท้องมีไม่มาก รูปร่างเล็ก
น้ำหนักแรกเกิด 15-17 กิโลกรัม
น้ำหนักหย่านมเมื่ออายุ 200 วัน เฉลี่ย 78 กิโลกรัม
น้ำหนักเพศผู้เมื่อโคเต็มที่ 350-450 กิโลกรัม
น้ำหนักเพศเมียเมื่อโคเต็มที่ 230-260 กิโลกรัม
อายุเมื่อให้ลูกตัวแรก 33 เดือน
ระยะการอุ้มท้อง 270-275 วัน
ช่วงห่างการให้ลูก 365-380 วัน
2. โคพื้นเมืองสายภาคเหนือ หรือโคขาวลำพูน
โคขาวลำพูนเป็นโคพันธุ์พื้นเมืองพันธุ์หนึ่ง ประวัติความเป็นมาเป็นอย่างไรไม่มีหลักฐานที่แน่ชัด กลุ่มคนบางกลุ่มเล่าว่า เกิดจากการกลายพันธุ์ของโคพื้นเมืองในสมัยพระนางจามเทวี เป็นสัตว์คู่บารมีของชนชั้นปกครองสมัยนั้น จากการออกสำรวจของเจ้าหน้าที่ศูนย์การศึกษาพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เกี่ยวกับข้อมูลของโคขาวลำพูน โดยออกเยี่ยมเยียนเกษตรกรในพื้นที่ต่างๆ ในเขตจังหวัดลำปาง ลำพูน และเชียงใหม่ พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ให้ข้อมูลในลักษณะเดียวกันว่า "โคขาวลพูนได้พบเห็นมาช้านานแล้วอย่างน้อย 70-80 ปี และจะพบเห็นมากที่สุดในเขตพื้นที่ของจังหวัดลำปาง ลำพูน และเชียงใหม่ เท่านั้น" เกษตรกรบางท่านเล่าว่า "ชาวเมืองลำพูนนิยมใช้โคขาวลำพูนลากเกวียน เพราะจะทำให้มีสง่า ราศีดี เนื่องจากเป็นโคที่มีลักษณะใหญ่และมีสีขาวปลอดทั้งตัว ใครที่มีโคขาวลำพูนเทียมเกวียนในสมัยก่อนเปรียบได้กับการมีรถเบนซ์ไว้ใช้ขับในสมัยนี้นั่นเอง และเนื่องจากมีต้นกำเนิดที่จังหวัดลำพูน จึงเรียกโคพันธุ์นี้ว่า "โคขาวลำพูน"
จากคุณสมบัติที่มีลักษณะเด่นและเป็นลักษณะเฉพาะพันธุ์ โคขาวลำพูนจึงได้รับการคัดเลือกเพื่อใช้ในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ดังเช่น พระโคเชร และพระโคพลอย ในปี พ.ศ. 2537 พระโครุ่ง และพระโคโรจน์ ในปี พ.ศ. 2538 เป็นต้น
ลักษณะประจำพันธ์ มีขนสีขาวตลอดลำตัว เขา และกีบเท้ามีสีน้ำตาลส้ม ขอบตาและเนื้อจมูกมีสีชมพูส้ม ขนพู่หางมีสีขาว ไม่มีเหนียงสะดือ เหนียงคอมีพอประมาณไม่พับย่นมาก
น้ำหนักแรกเกิด 18-20 กิโลกรัม
น้ำหนักหย่านมเมื่ออายุ 200 วัน เฉลี่ย 100 กิโลกรัม
น้ำหนักเพศผู้เมื่อโตเต็มที่ 400-500 กิโลกรัม
น้ำหนักเพศเมียเมื่อโตเต็มที่ 250-300 กิโลกรัม
อายุเมื่อให้ลูกตัวแรก 33 เดือน
ระยะการอุ้มท้อง 290-295 วัน
ช่วงห่างการให้ลูก 380 วัน
3. โคพื้นเมืองสายภาคใต้ หรือโคชน
นิยมเลี้ยงกันมากทางภาคใต้ ซึ่งจากการที่คนภาคใต้ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนา เมื่อหลังฤดูเก็บเกี่ยวประมาณเดือนมีนาคม -เมญายน ชาวนาจะปล่อยโคออกหากินตามท้องทุ่งเป็นฝูงใหญ่ โคจากในหมู่บ้านมีโอกาสพบกัน ประกอบกับเป็นช่วงฤดูผสมพันธุ์โคตัวผู้จึงชนกันแย่งชิงเป็นจ่าฝูง เพื่อจะได้ยึดครองโคตัวเมีย ชาวบ้านจึงได้เห็นลีลาการชนของโคบางตัว เกิดความรู้สึกพอใจ ประทับใจ และคัดเลือกไว้เป็นโคชน ซึ่งโคชนจะต้องเป็นโคตัวผู้ที่มีลักษณะดี มีอายุประมาณ 4-5 ปี ต้องมีสายพันธุ์เป็นโคชนโดยเฉพาะ ผ่านการเลี้ยงดูฟิตซ้อมร่างกายให้แข็งแรงและฝึกชนบ่อยๆ จนกลายเป็นโคชนที่มีคุณสมบัติเด่นเพาะ เช่น แข็งแรง สมบูรณ์ มีไหวพริบในการชน และทรหดอดทนเป็นพิเศษ เป็นต้น โคชนมีมากที่สุดในจังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง ตรัง และสงขลา
ลักษณะประจำพันธุ์ มีขนสีแดง สีน้ำตาลอ่อน น้ำตาลแก่ ดำ แดง และด่าง ไม่มีเหนียงสะดือ มีเหนียงคอบาง
น้ำหนักแรกเกิด 14-15 กิโลกรัม
น้ำหนักหย่านมเมื่ออายุ 200 วัน เฉลี่ย 76 กิโลกรัม
น้ำหนักเพศผู้เมื่อโตเต็มที่ 350-450 กิโลกรัม
น้ำหนักเพศเมียเมื่อโตเต็มที่ 230-250 กิโลกรัม
อายุเมื่อให้ลูกตัวแรก 39 เดือน
ระยะการอุ้มท้อง 270-275 วัน
ช่วงห่างการให้ลูก 365-380วัน
4. โคพื้นเมืองสายภาคกลาง หรือโคลาน
นิยมเลี้ยงมากในภาคกลาง โดยเฉพาะจังหวัดเพชรบุรี ราชบุรี กาญจนบุรี ประจวบคีรีขันธ์ นครปฐม และสุพรรณบุรี จากการที่เกษตรกรในจังหวัดดังกล่าวส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนา เมื่อเพาะปลุกเสร็จแล้ว พอถึงฤดูเก็บเกี่ยวข้าวเกษตรกรจะนำข้าวที่เก็บเกี่ยวแล้วมาวางเรียงวนในลักษณะวงกลม มีเสาไม้เป็นจุดศูนย์กลางสำหรับผูกโคราว(คาน) โดยใช้วิธีขอแรงงานจากโคของเพื่อนบ้านมาช่วย ซึ่งผูกโคเรียงเป็นแถวรายตัวให้พอเพียงกับข้าวที่ตั้งกองรายล้อมไว้ จากนั้นไล่โควิ่งวนเวียนรอบๆ เสาไม้ที่ปักไว้จนกว่าเมล็ดข้าวร่วงหล่นจากรวง เกษตรกรจะช่วยกันเก็บฟางข้าวออกจนหมดให้เหลือเฉพาะเมล็ดข้าวเปลือก หลังจากเสร็จสิ้นการเก็บข้าวแล้ว เกษตรกรจะมีเวลาว่างในช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม จึงได้มีผู้คิดนำวิธีการนี้มาใช้และเพิ่มจำนวนโคที่วิ่งให้มากขึ้น นิยมจัดการแข่งขันในบริเวณวัด ต่อมาเริ่มจัดการแข่งขันนอกวัด จากเริ่มแรกเพื่อความสนุกสนานและต่อมาได้มีการพัฒนาวิธีการแข่งขันเรื่อยๆ จนถึง ปี พ.ศ. 2500 จึงได้ริเริ่มเดิมพันการแข่งขันวิ่งวัวลานกันมากขึ้น
   
   
   
   
   
ลักษณะประจำพันธุ์ นิสัยเปรียว ตื่นตกใจง่าย ลำตัวยาวบาง มีขนสีแดง สีน้ำตาลอ่อน น้ำตาลแก่ ดำ แดง และด่าง ไม่มีเหนียงสะดือ มีเหนียงคอบาง
น้ำหนักแรกเกิด 15-17 กิโลกรัม
น้ำหนักหย่านมเมื่ออายุ 200 วัน เฉลี่ย 78 กิโลกรัม
น้ำหนักเพศผู้เมื่อโตเต็มที่ 350-450 กิโลกรัม
น้ำหนักเพศเมียเมื่อโตเต็มที่ 250-300 กิโลกรัม
อายุเมื่อให้ลูกตัวแรก 33 เดือน
ระยะการอุ้มท้อง 270-275 วัน
ช่วงห่างการให้ลูก 365-380วัน
¡ÅѺ˹éÒËÅÑ¡