การดูงานด้านการเกษตร
ภายใต้โครงการความร่วมมือด้านการเกษตรไทย-โรมาเนีย
ณ สาธารณรัฐโรมาเนีย ระหว่างวันที่ 5-13 กรกฎาคม 2550


รายชื่อผู้ร่วมคณะดูงาน 
1. นายวิทย์ นามเรืองศรี นักกีฎวิทยา  8ว กรมวิชาการเกษตร สถาบันวิจัยพืชสวน (คนที่ 3 จากซ้ายมือ)
 2. น.ส. กัลยา บุญญานุวัตร นักวิชาการสัตวบาล 8 ว  กองบำรุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว ์(คนที่ 5 จากซ้ายมือ)
 3. น.ส. รัตนา ถนอมศักดิ์ยุทธ หัวหน้ากลุ่มงานความร่วมมือระหว่างประเทศ  กองการเกษตร   
ต่างประเทศ (คนที่ 4 จากซ้ายมือ)
4.  นายประสาน พรโสภิณ นักวิชาการประมง 6 ว  สำนักวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด กรมประมง (คนที่ 1 จากซ้ายมือ)

โครงการ                Study  Visit on Technical Agricultural Development in Romania

สถานที่                  สาธารณรัฐโรมาเนีย      

ระยะเวลา             5 - 13 กรกฏาคม    2550                     

ประเด็นและสาระสำคัญ

ในการดูงานครั้งนี้คณะเจ้าหน้าที่ดังกล่าวได้มีโอกาสดูงานด้านการประมง ปศุสัตว์และ ด้านการเกษตรและร่วมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของฮังการี สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้   
วัตถุประสงค์ของการดูงาน เพื่อแลกเปลี่ยนความร่วมมือทางวิชาการดังนี้

                                      ด้านประมง   การเพาะเลี้ยงปลา  Sturgeonและวิธีการผลิตไข่ปลาคาร์เวีย

                                      ด้านปศุสัตว์  การปรับปรุงและบำรุงพันธุ์สัตว์  ระบบบบการจัดการฟาร์ม และ ปศุสัตว์อินทรีย์

                                      ด้านการเกษตร  การพัฒนาพันธุ์และเทคโนโลยีการผลิตองุ่นและการขอแลกเปลี่ยนพันธุ์องุ่นที่เหมาะสมทั้งชนิดรับประทานสดและสำหรับผลิตไวน์

 

   
1. การดูงานด้านประมง ( 6 – 7 กรกฏาคม 2550)
Mr. Gheorghe  Stefan  ตำแหน่ง  President of the National  Authority  for Fishing and Aquaculture ได้ให้การต้อนรับ ร่วมประชุมหารือ และ พาดูงานการเพาะเลี้ยงปลาสเตอร์เจียน 2 ฟาร์ม และปลาคาร์ป 1 ฟาร์ม

                                    ในการทำอุตสาหกรรมปลาสเตอร์เจียนมีวัตถุประสงค์เพื่อบริโภคภายในประเทศ และส่งออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดสำคัญคือ EU เนื่องจากปลาสเตอร์เจียนในธรรมชาติ (แม่น้ำดานูป) ลดลงมากในระยะหลัง รัฐบาลสาธารณรัฐโรมาเนียจึงมีกฏควบคุมการหาปลาสเตอร์เจียน และ แบน สินค้าปลาสเตอร์เจียนจากธรรมชาติ ในการลงทุนอุตสาหกรรมการเลี้ยงปลาสเตอร์เจียน รัฐบาลออกเงินสนับสนุนในการลงทุน 60% ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นต้นทุนทางด้านโรงเรือน และอุปกรณ์ และในส่วนของสาธารณูปโภคในฟาร์ม เกษตรกรจะเช่าที่ของรัฐบาลในการทำฟาร์ม ปริมาณการเลี้ยงจะถูกควบคุมโดยโควต้าที่ได้รับจาก EU และการส่งออก (ตลาดหลักคือ EU) ในส่วนของเทคโนโลยี และปัญหาการจัดการฟาร์ม เกษตรกรต้องลงทุนเอง เช่น ไปอบรมหรือฝึกงานเกี่ยวกับการเลี้ยงปลาสเตอร์เจียน การใช้บริการงานวิจัยจากสถาบันที่เกี่ยวข้องกับการประมง และเกษตรกรจะต้องปล่อยลูกปลาสเตอร์เจียน 25% ของที่ผลิตได้คืนให้ธรรมชาติ (แม่น้ำดานูป) ทุกปี

2. การดูงานด้านปศุสัตว์ (9 กรกฏาคม 2550)

 

                                Dr. Ing. Gheorghe NEATA ตำแหน่ง อธิบดี (Director General) ของ National Authority for Breeding and Reproductive in Livestock sector ให้การต้อนรับร่วมประชุมหารือ และดูงาน ทางด้านปศุสัตว์ 2 หน่วยงานคือ

2.1 National Authority for Breeding and Reproductive in Livestock sector โดยมี Dr. Ing. Gheorghe SONEA เป็น Director General Adjunct
2.2 National Research-Development Institute for Animal Biology and Nutrition โดยมี     Prof. Dr. Horia GROSU เป็น ผู้จัดการ (General Manager)

National Authority for Breeding and Reproductive in Livestock sector

                   กรมปศุสัตว์ของสาธารณรัฐโรมาเนียเริ่มก่อตั้งเมื่อ ปี ค.ศ. 1981 มีหน้าที่หลักคือการปรับปรุงพันธุ์สัตว์ การขยายพันธุ์สัตว์ และการผลิตสัตว์ของประเทศ โดยสามารถแบ่งเป็น

* การปรับปรุงพันธุ์สัตว์ของประเทศ (National Livestock Breeding Program)

* การผสมเทียม และการขยายพันธุ์สัตว์ (National Livestock Reproduction)

* การอนุรักษ์แหล่งพันธุกรรมสัตว์ (Livestock Genetics Resource Program)

การผลิตสัตว์ของสาธารณรัฐโรมาเนีย สัตว์ที่เลี้ยงมากที่สุดคือ สุกร รองลงมาคือไก่ โคเนื้อ โคนม และ
แกะ โดยสถานะภาพการผลิตเพียงพอสำหรับการบริโภคภายในประเทศ และส่งขายให้กับ EU

                การเลี้ยงโคนม มีจำนวนโคนมทั้งหมดในประเทศ 1.7 ล้านตัว โดยที่มีโคทั้งหมด (โคเนื้อ + โคนม) 3.5 ล้านตัว พันธุ์โคนมที่เลี้ยงมีพันธุ์โฮลสไตน์ ฟรีเชียน เจอร์ซี่ นอร์มังดี และบราวสวิสส์     โดยซื้อพ่อพันธุ์ที่เป็นแชมเปี้ยนทั่วโลกมารีดน้ำเชื้อเพื่อใช้ในการปรับปรุงพันธุ์ของประเทศ ซึ่งพ่อโคเหล่านี้เกิดจากแม่ที่ให้ผลผลิต 12,000 – 15,000 กิโลกรัมต่อปี โดยพ่อโคเหล่านี้สามารถผลิตลูกสาวที่ให้นมแลคเตชั่นที่ 1 มีผลผลิต 7,000 – 9,000 กิโลกรัมต่อปี

                การเลี้ยงโคเนื้อ สายพันธุ์หลักที่เลี้ยงคือ พันธุ์ลิมูซิน (Limusine) เลี้ยงมากที่สุด บลูบลองซ์เบลเยียม (Blue Blanc Belgium) ชาร์โรเลส์ (Charoles) และ อเบอร์ดีน แองกัส (Aberdine Angus) โดยใช้น้ำเชื้อแช่แข็งของพ่อพันธุ์เหล่านี้ผสมข้ามกับแม่โคนม โดยดูขนาด และ สี เป็นหลักในการจับคู่ผสมพันธุ์  ลูกโครุ่นที่ 1 ส่งโรงฆ่าสัตว์ เพื่อผลิตเนื้อบริโภคภายในประเทศ และส่งขาย EU โดยที่

* โคพันธุ์ลิมูซิน ผสมข้ามกับแม่โคซิเมนทอล น้ำหนักโคมีชีวิตเมื่อส่งโรงฆ่าสัตว์ 650 กิโลกรัม อายุ 16 เดือน

* โคพันธุ์  บลูบลองซ์เบลเยียม ผสมข้ามกับพันธุ์โฮลสไตน์ฟรีเชียน น้ำหนักโคมีชีวิตเมื่อส่งโรงฆ่าสัตว์ 650 กิโลกรัม อายุ 16 เดือน โคพันธุ์โฮลสไตน์ฟรีเชียนเป็นโคที่ให้นมมาก และมีลักษณะเป็นแม่โคที่ดี สามารถเลี้ยงลูกโคได้ดี นอกจากนี้มีปัญหาการคลอดยากน้อย ซึ่งสามารถแก้ปัญหาการคลอดยากเนื่องจากขนาดตัวที่ใหญ่ของโคบลูบลองซ์เบลเยียม ได้

* โคพันธุ์ชาร์โรเลส์ ผสมข้ามกับพันธุ์บราว์สวิสส์ น้ำหนักโคมีชีวิตเมื่อส่งโรงฆ่าสัตว์ 650 กิโลกรัม อายุ 18 เดือน

* โคพันธุ์อเบอร์ดีน แองกัส เลี้ยงเป็นพันธุ์แท้ และผสมข้ามกับแม่โคนม หรือโคทั่วไป สำหรับสายพันธุ์นี้ทางสาธารณรัฐโรมาเนีย เริ่มศึกษาในระยะเวลาสั้น เป็นโคที่มีคุณภาพซากดีที่สุด เลี้ยงง่าย มีขนาดที่เหมาะสมต่อการผลิตลูกผสม น้ำหนักแรกเกิด 28 กิโลกรัม น้ำหนักส่งตลาด 650 กิโลกรัม อายุ 16-18 เดือน

                การผสมเทียมและการขยายพันธุ์สัตว์ของสาธารณรัฐโรมาเนีย มีการศึกษา และผลิตน้ำเชื้อ เพื่อบริการผสมเทียมในสัตว์หลายชนิด เช่น โคเนื้อ โคนม สุกร และบริการการฝึกอบรมด้านการผสมเทียมให้เจ้าหน้าที่และเกษตรกร มีการรีดเก็บน้ำเชื้อแช่แข็งของพ่อพันธุ์ชั้นเยี่ยมทั่วโลก เพื่อรวบรวมพันธุกรรมชั้นเยี่ยมของโลก สำหรับใช้ในการผสมพันธุ์

การอนุรักษ์แหล่งพันธุกรรมสัตว์ มีการจัดการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ที่กำลังจะสูญพันธุ์ ซึ่งได้ดำเนินการสำเร็จแล้ว 1 โครงการ คือการอนุรักษ์พันธุ์แกะ โดยดำเนินการในฝูงแกะเกษตรกร และรัฐบาลให้การสนับสนุนด้านเงินทุน เมื่อมีจำนวนครบ 5,000 ตัว สามารถอยุดโครงการได้ นอกจากนี้ มีการจัดเก็บพันธุกรรมที่ดีทั่วโลก และสัตว์พื้นเมืองที่จะสูญพันธุ์ โดยการรีดน้ำเชื้อของสัตว์ทุกพันธุ์ ทุกชนิดไว้พ่อพันธุ์ละ 25 โด๊ส
การผลิตปศุสัตว์ของเกษตรกรมีการจดทะเบียนพันธุ์ เพื่อการควบคุมไม่ให้มีการผลิตเกินโควตาที่ได้รับจาก EU เพื่อควบคุมระบบการตลาด การผลิตทางการเกษตรทีอยู่ภายใต้โควตาของ EU จะได้รับเงินทุนสนับสนุนแบบได้เปล่าทางด้านสาธารณูปโภค และที่เกี่ยวข้องกับต้นทุนคงที่จากรัฐบาลบางส่วน

National Research – Development Institute for Animal Biology and Nutrition

National Research – Development Institute for Animal Biology and Nutrition เริ่มก่อตั้งเมื่อ ปี ค.ศ. 1970 มีหน้าที่ในการทำงานวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อค้นพบสิ่งใหม่ๆ ทางด้านอาหารสัตว์ สรีรวิทยา เทคโนโลยีการผลิตพืชอาหารสัตว์ ทางด้านชีววิทยา เช่น พฤติกรรมสัตว์ พันธุศาสตร์ และการสืบพันธุ์ การศึกษาทางด้านสูตรอาหาร การตลาดอาหารสัตว์ สารอาหารในอาหารสัตว์ การศึกษาทางด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ได้จากการวิจัย มาตรฐานและยุทธศาสตร์การผลิตอาหารสัตว์ การทดสอบผลิตภัณฑ์จากสัตว์และการจดทะเบียน การตีพิมพ์ผลงานวิจัย ความร่วมือระหว่างนักวิจัยสาขาต่างๆ การทำงานร่วมกันระหว่างสถาบันภายในประเทศ และต่างประเทศ
ส่วนการศึกษาทางด้านพันธุศาสตร์ ทางสถาบันฯ ดำเนินงานวิจัยทางด้านการใช้ animal model ในการวิเคราะห์คุณค่าการผสมพันธุ์ รวมทั้งการสร้างโปรแกรมการวิเคราะห์คุณค่าการผสมพันธุ์ และส่งผลการวิจัยให้กับ National Authority for Breeding and Reproductive in Livestock sector และสมาคมบำรุงพันธุ์สัตว์ใช้ในการปรับปรุงพันธุ์สัตว์นั้นๆ
หน่วยงานภายใน National Research – Development Institute for Animal Biology and Nutrition ประกอบด้วย

1. Research Department

- Laboratory of Nutrition Physiology

- Laboratory of Animal Nutrition

- Laboratory of Animal Biology

- Laboratory of Biotechnology

              2. Technical and Development Department

- Compartment for Compound Feeds Manufacture

- Experimental Agrozootechnical Farm

              3. Compartment for Strategy, Publication, Documentation, IT, and Extension

4. Functional Apparatus

- Human resources, organization, training and waging office

- Financial—accounting office

- Marketing, transportation, procurement and sales office

- Legal office

- Administrative– secretariat service

ลักษณะการทำงานของสถาบันฯ ดำเนินงานเป็นอิสระ ไม่ได้ขึ้นกับหน่วยงานของรัฐบาล การทำงานเน้นงานวิจัยเป็นหลัก โดยทำงานร่วมกันหลายหน่วยงาน แหล่งทุนได้จากการเสนอโครงการวิจัยให้กับหน่วยงานราชการ และเอกชน หรือการร่วม consortium กับหน่วยงานอื่นๆ ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มประเทศ EU ซึ่งผลงานวิจัยมอบให้กับแหล่งทุน และตีพิมพ์เผยแพร่ เช่น โปรแกรมการวิเคราะห์คุณค่าผสมพันธุ์สัตว์ หรือการนำผลงานวิจัยสร้างเป็นผลิตภัณฑ์ เช่นอุปกรณ์ในโรงเรือน อาหารสัตว์ สารเสริมอาหารสัตว์ จำหน่ายให้เกษตรกร
 
ส่วนการวิจัยด้านอื่น เช่น ปศุสัตว์อินทรีย์ อยู่ภายใต้การรับผิดชอบของหน่วยงานอื่น ที่ไม่ใช่กระทรวงเกษตร ในการวิจัยทางด้านปศุสัตว์อินทรีย์มีระบบการกำหนดราคาสินค้าสูงกว่าราคาสินค้าการเกษตรชนิดอื่น และใช้เวลาประมาณ 3-5 ปี จึงจะมีการจดทะเบียนรับรอง ซึ่งช่วงเวลาปรับระบบจาก การเกษตรปกติ สู่ระบบเกษตรอินทรีย์ รัฐบาลให้การสนับสนุนเงินทุนแก่เกษตรกร เนื่องจากเกษตรกรมีผลผลิตที่ลดลงในช่วงนี้ ในขณะเดียวกัน เป้าหมายการผลิตถูกกำหนดโดย EU จะไม่มีการผลิตมากกว่าที่ได้รับโควตาจาก EU

ข้อสังเกตและข้อเสนอแนะ

1. การผลิตทางด้านการเกษตร รัฐบาลจะให้การสนับสนุนเงินทุนในช่วงต้น ที่เกี่ยวข้องกับสาธารณูปโภค เครื่องมือและอุปกรณ์ฟาร์มต่างๆ ซึ่งจะต้องผลิตตามโควตาของ EU และให้เพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศ
2. ถ้าเกษตรกรมีปัญหาในการจัดการฟาร์ม หรือที่เกี่ยวข้อง และต้องการให้มีการวิจัยที่เฉพาะ นอกเหนือจากเนื้อหาที่ทำวิจัยอยู่ เกษตรกรจะต้องจ่ายเงินในการทำวิจัย เพื่อนำผลงานวิจัยไปแก้ปัญหาระบบฟาร์ม
3. การเลี้ยงโคเนื้อ ใช้พ่อพันธุ์แท้ ผสมข้ามกับแม่พันธุ์สายพันธุ์ต่างๆที่มีอยู่ในประเทศ (โคนม) ตามแผนการผสมพันธุ์ข้างต้น และลูกรุ่นที่ 1 ทั้งเพศผู้ และเพศเมีย ชำแหละซากจำหน่ายให้ EU และบริโภคภายในประเทศ โดยไม่ผลิตเกินที่ตลาดต้องการ
4. การอนุรักษ์ และการรวบรวมพันธุกรรมสัตว์ มีการรีดเก็บน้ำเชื้อแช่แข็งสัตว์ที่มีพันธุกรรมที่ดีเยี่ยมทั่วโลก และสัตว์ที่กำลังจะสูญพันธุ์ เก็บไว้ใน Gene Bank ตัวละ 25 โด๊ส
5. แผนการอนุรักษ์พันธุกรรมสัตว์ที่กำลังจะสูญพันธุ์ มีการเก็บพันธุกรรมทั้งในฝูงของรัฐบาล แต่ส่วนใหญ่เน้นที่ฝูงของเกษตรกร โดยให้เกษตรกรเป็นผู้ผลิต รัฐบาลให้การสนับสนุนเงินทุน และเมื่อมีจำนวนที่เกินระดับการสูญพันธุ์ จะหยุดโครงการ เช่น แกะพื้นเมือง เมื่อมีจำนวนครบ 5,000 ตัว รัฐบาลหยุดโครงการ โดยที่สัตว์พื้นเมืองเหล่านี้ เกษตรกรไม่ได้ใช้ผลิตเนื้อเพื่อส่งขาย EU แต่เกษตรกรอาจจะใช้ผลิตเพื่อบริโภคในประเทศ โดยการผสมข้ามกับสายพันธุ์อื่น เมื่อจำนวนน้อยลง (ดูจากการขึ้นทะเบียนพันธุ์) ถึงระดับที่จะสูญพันธุ์ จะมีการอนุรักษ์พันธุ์โดยรัฐบาลให้การสนับสนุนเงินทุน
6. จากการดูงานครั้งนี้ ได้เสนอโครงการวิจัยร่วมเกี่ยวกับโคเนื้อ และได้ขอน้ำเชื้อแช่แข็งของพ่อพันธุ์ชั้นเยี่ยมจากสาธารณรัฐโรมาเนีย เพื่อใช้ในโครงการวิจัยร่วม ซึ่งอยู่ในระหว่างการพิจารณาความร่วมมือ
7. ควรมีการทำงานวิจัยร่วม   และการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางด้านปศุสัตว์ระหว่าง ไทย – โรมาเนีย เช่นทางด้านระบบการผลิตและการตลาดปศุสัตว์ ระบบการจดทะเบียนพันธุ์สัตว์เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการกำหนดระบบการผลิตและการตลาด และระบบการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์  

3. การดูงานด้านการปลูกองุ่นและอุตสาหกรรมการผลิตไวน์ (10-11 กรกฏาคม 2550)

การปลูกองุ่นในสาธารณรัฐโรมาเนีย ส่วนใหญ่ปลูกองุ่นเพื่อใช้ผลิตไวน์ เทคโนโลยีที่ใช้ในการปลูกคือการผลิตต้นพันธุ์โดยการทาบกิ่ง ต้นตอที่ผลิตราก เป็นองุ่นสายพันธุ์ดั้งเดิม ส่วนท่อนพันธุ์ที่ใช้เป็นต้นสำหรับให้ผลผลิตเป็นสายพันธุ์ที่มีการพัฒนาพันธุ์ตลอดเวลา โดยขั้นตอนแรกเป็นการผลิตท่อนพันธุ์ การชำเพื่อให้องุ่นสร้างราก และนำมาเก็บเป็นท่อนพันธุ์ไว้ในเนิร์สรี่ในฤดูหนาว ชำเพื่อให้มีการสร้างรากต่อไป เมื่อนำไปปลูก จะเลือกกิ่งหลักไว้แค่ 2 กิ่ง ประมาณปีที่ 3 สามารถเก็บผลผลิตได้ การเก็บผลผลิตเก็บปีละครั้ง (เพื่อสามารถใช้งานได้นาน) ในฤดูหนาวพักต้นองุ่นโดยการใช้ดินกลบเพื่อป้องกันอันตรายจากหิมะ ต้นองุ่นที่ปลูกแล้วสามารถให้ผลผลิตได้มากกว่า 15 ป
   

4. เข้าร่วมประชุมกับ General Director of European Affairs and International Relations กระทรวงเกษตรของสาธารณรัฐโรมาเนีย ( 12 กรกฎาคม 2550 )

 
ภาพบรรยากาศทั่วไป
เจ้าหน้าที่จากโรมาเยียบรรยายให้คณะดูงานไทยทราบ
คุณกัลยา บุญญานุวัตร มอบของที่ระลึก
แลกเปลี่ยนของที่ระลึกระหว่างเจ้าหน้าที่ไทยและโรมาเนีย
ร่วมถ่ายภาพ
งานเลี้ยงต้อนรับ
งานเลี้ยงต้อนรับ
 
งานเลี้ยงต้อนรับ
 
 
กลับหน้าหลัก