Home บทความโคนม บทความโคนม อาหารและการจัดการให้อาหารโคนมในทศวรรษหน้า

สถิติผู้เข้าชม

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้16
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้451
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้1202
mod_vvisit_counterสัปดาห์ก่อน1753
mod_vvisit_counterเืดือนนี้4866
mod_vvisit_counterเดือนก่อน6400
mod_vvisit_counterรวม99636

Designed by:
FTP hosting Joomla Templates
Web space hosting
อาหารและการจัดการให้อาหารโคนมในทศวรรษหน้า
วันจันทร์ที่ 20 มิถุนายน 2011 เวลา 10:00 น.

ตอนที่ 1 : อาหารโคนม – การสำรวจอาหารหยาบและแนวทางในการเลือกใช้อาหารหยาบให้เหมาะสมสำหรับโคนม

ก่อนที่จะกล่าวถึงรายละเอียดของ “อาหารและการจัดการให้อาหารโคนมในทศวรรษหน้า” เกษตรกรควรมีการสำรวจข้อมูลเบื้องต้นในฟาร์มเกษตรกรว่าปัจจุบันมีโคนมจำนวนเท่าไหร่ แบ่งออกเป็นลูกโค โคสาวรุ่น โคสาวทดแทน โคแห้งนม และโครีดนม

หรือแบ่งอย่างง่ายๆ คือ โคที่ไม่ให้นมและโคที่ให้นม ซึ่งสัดส่วนของโคที่ไม่ให้นมและโคที่ให้นม มีความสำคัญต่อการขาดทุน/กำไรของฟาร์ม นอกจากนี้ในส่วนของโคที่ให้นม มีค่าเฉลี่ยของการให้นมแต่ละตัวมากน้อยแค่ไหนในแต่ละวัน มีส่วนสำคัญต่อผลกำไร/ขาดทุนของฟาร์มเช่นเดียวกัน

ความสัมพันธ์ของปริมาณการกินได้ของโคนมกับปริมาณการให้นมของโคนมที่ได้รวบรวมจากงานวิจัย ในรอบระยะ 10 ปีที่ผ่านมา พบว่า โดยเฉลี่ยโคนมที่ให้ผลผลิตในช่วง 10-20 กก./ตัว/วัน มีปริมาณการกินอาหารได้ 1 กก. (สัดส่วนอาหารหยาบ 40% และอาหารข้น 60%) ให้น้ำนมได้ 1 กก. และในตารางที่ 1 ได้แสดงถึงปริมาณอาหารที่กินกับผลผลิตน้ำนมที่ได้ และประเมินรายจ่ายค่าอาหารและรายได้จากน้ำนม พบว่า โคนมที่ให้ผลผลิตน้ำนมมากกว่า 10 กก. ขึ้นไปจะมีกำไรประมาณ 29.0 บาท/กก. จนถึง 196.8 บาท/กก. ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำนมที่ผลิตได้ของแต่ละตัว แต่ในความเป็นจริงในฟาร์มโคนมมีทั้งโคที่รีดนมและโคไม่รีดนม ซึ่งในตารางที่ 2 ได้แสดงถึงว่า หากฟาร์มโคนมที่มีโครีดนม 5 ตัว และโคไม่รีดนม 5 ตัว เกษตรกรจะมีกำไรก็ต่อเมื่อโคนมให้ผลผลิตตั้งแต่ 15 กก./วันขึ้นไป

ดังนั้นในเบื้องต้นนี้ เกษตรกรจะต้อง

  1. มีการจัดการสัดส่วนโคนมให้เหมาะสม กล่าวคือ ควรมีโครีดนมอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของโคนมที่มีอยู่ในฟาร์ม
  2. ปรับปรุงต้นทุนทางด้านอาหาร ไม่ว่าจะเป็นอาหารหยาบและอาหารข้น ที่ยังมีราคาสูง

การจัดการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทั้ง 2 ข้อนี้ เป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้เกษตรกรสามารถที่จะแข่งขันกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการทำข้อตกลงการค้าเสรี

ตารางที่ 1 แสดงถึงปริมาณอาหารที่กินกับผลผลิตน้ำนมที่ได้และประเมินรายจ่ายค่าอาหารและรายได้จากน้ำนม

ปริมาณการกินได้ของ
โคนม กก./วัน
ปริมาณการให้น้ำนม
กก./วัน
ต้นทุนค่าอาหารที่จ่ายไป
บาท/วัน
ราคาน้ำนมที่ขายได้
บาท/วัน
กำไร/ขาดทุน
บาท/วัน
5
0
30.0
0
-30.0
12
5
72.0
55
-17.0
13.5
10
81.0
110
+29.0
15.7
15
94.2
165
-70.8
17.5
20
105.0
220
+115.0
19.4
25
116.4
275
+158.6
22.2
30
133.2
330
+196.8
ต้นทุนค่าอาหาร : อาหารหยาบ = 3 บาท และอาหารข้น = 7 บาท
ดังนั้นใช้
อาหารหยาบ = 0.4 กก. x 3 บาท = 1.2 บาท

อาหารข้น = 0.6 กก. x 7 บาท = 4.2 บาท
ราคาขายน้ำนมดิบ = 11 บาท/กก.

 

ตารางที่ 2 แสดงถึงผลกำไร/ขาดทุนของฟาร์มโคนมที่มีสัดส่วนของโครีดนมต่อโคไม่รีดนมเท่ากัน

ปริมาณการให้น้ำนม
กก./วัน
กำไร/ขาดทุน
บาท/วัน
จำนวนโครีดนม
ตัว/ฟาร์ม
กำไร/ขาดทุน
บาท/ฟาร์ม
จำนวนโคไม่รีดนม
ตัว/ฟาร์ม
กำไร/ขาดทุน
บาท/ฟาร์ม
5
-17.0
5
-85
5
-235
10
+29.0
5
145
5
0
15
-70.8
5
355
5
205
20
+115.0
5
575
5
425
25
+158.6
5
795
5
645
30
+196.8
5
985
5
835

โคไม่รีดนมกินอาหารวันละ 5 กก. เป็นเงิน 30 บาท/วัน

 

จากการที่ได้กล่าวถึงข้อมูลฟาร์มเบื้องต้น ที่เกษตรกรควรมีการจัดการฟาร์มเพื่อความอยู่รอดของเกษตรกรที่เลี้ยงโคนม คือ

1.มีการจัดสัดส่วนโคนมให้เหมาะสม กล่าวคือ ควรมีโครีดนมอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของโคนมที่มีอยู่ในฟาร์ม

2.ปรับปรุงต้นทุนทางด้านอาหาร ๆม่ว่าจะเป็นอาหารหยาบและอาหารข้นที่ยังมีราคาสูง การจัดการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทั้ง 2 ข้อนี้ เป็นหัวใจที่สำคัญที่จะทำให้เกษตรกรสามารถแข่งขันกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

ดังนั้นจะขอกล่าวถึงอาหารหยาบก่อน เนื่องจากว่า “เกษตรกรชอบบ่นอยู่เสมอว่ามีอาหารหยาบไม่เพียงพอหรือขาดแคลนอาหารหยาบ” ซึ่งผู้เขียนเข้าใจว่า เกษตรกรมีปริมาณอาหารหยาบคุณภาพดีไม่เพียงพอ หรือรวมทั้งปริมาณอาหารหยาบอื่นๆ ไม่เพียงพอให้โคนมในฟาร์ม เกษตรกรต้องใช้เวลาในการจัดซื้อ จัดหา ทำให้ไม่มีเวลาในการปรับปรุงดูแลโคนม และการจัดการด้านอื่นๆ ได้อย่างเพียงพอ

จากการประเมินจำนวนพื้นที่สำหรับจัดทำแปลงหญ้าที่เหมาะสม โดยอาศัยข้อมูลทางวิชาการด้านการจัดการอาหารหยาบของโคนมนั้น ถ้าเกษตรกรต้องการใช้พื้นที่ในการปลูกหญ้า และมีการจัดการใช้แปลงหญ้าเป็นแหล่งอาหารหยาบหลัก ทั้งในรูปแบบหญ้าสด หญ้าหมัก และหญ้าแห้งตลอดทั้งปี พบว่า เกษตรกรที่มีโคนมจำนวน 20 ตัว (มีโครีดนม 10 ตัว โคแห้งนม 5 ตัว โคสาวทดแทน 3 ตัว และลูกโค 2 ตัว) ต้องการแปลงหญ้าจำนวน 55.7 ไร่ หรือคิดเป็น 2.8 ไร่/ตัว/ปี ซึ่งมากกว่าพื้นที่แปลงหญ้าของเกษตรกรที่มีอยู่ ทำให้เกษตรกรมีการขาดแคลนหรือมีปริมาณอาหารหยาบไม่พอเพียงในฟาร์มสำหรับโคนมตลอดทั้งปี

เนื่องจากอาหารหยาบที่ไม่เพียงพอภายในฟาร์มนั้น เกษตรกรต้องใช้วิธีตัดหญ้าจากแปลงพืชไร่ตามริมถนน และทุ่งหญ้าสาธารณะมาใช้เลี้ยงโคนม นอกจากนั้นยังจัดหาแหล่งอาหารสัตว์อื่น เช่น ข้าวโพด ยอดอ้อยและต้นถั่วลิสงที่เก็บเกี่ยวเมล็ดพันธุ์แล้ว เป็นต้น นอกจากนี้ เกษตรกรบางรายไม่มีการสำรองอาหารหยาบจากแหล่งพืชอาหารสัตว์ในเรื่องฤดูแล้ง เกษตรกรจึงซื้อฟางอัดฟ่อนเพื่อใช้เลี้ยงโคนม

จะเห็นได้ว่าในด้านการจัดการอาหารหยาบสำหรับโคนมของเกษตรกรนั้น  เกษตรกรมีการเน้นการใช้พืชอาหารสัตว์ที่ปลูกภายในฟาร์มเป็นหลัก แต่พื้นที่ปลูกไม่เพียงพอ อาจจะมีมากพอในช่วงฤดูฝน ส่วนในช่วงฤดูแล้ง เกษตรกรเกือบทั้งหมดอาศัยอาหารหยาบจากภายนอกฟาร์มเป็นหลัก โดยเฉพาะฟางข้าว รวมทั้งเศษเหลือ/ผลพลอยได้จากการปลูกพืช และโรงงานอุตสาหกรรมทางการเกษตรอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น เปลือกสับปะรด เปลือกและแกนข้าวโพดแห้ง ต้นข้าวโพดฝักอ่อน ยอดอ้อย เป็นต้น รวมทั้งมีการจัดซื้อข้าวโพดหมักที่ดำเนินการโดยสหกรณ์โคนม หรือ ภาคเอกชน แต่อย่างไรก็ตาม ฟางข้าว ยังเป็นแหล่งอาหารหยาบที่เกษตรกรเลี้ยงโคนมยังจำเป็นที่จะต้องสำรองไว้ใช้ในฟาร์ม

การสำรองอาหารหยาบให้มีอย่างสม่ำเสมอในฟาร์มเกษตรกรเป็นสิ่งที่จะเป็น วิธีในการประเมินปริมาณการสำรองอาหารหยาบอย่างง่ายๆ มีดังนี้ โคนมในฟาร์มมีความต้องการอาหารหยาบวันละ 80 – 100 กก. วัตถุแห้ง ใน 1 เดือน เกษตรกรต้องมีอาหารหยาบในฟาร์มไม่น้อยกว่า 2.4 – 3 ตัน และในรอบปีเกษตรกรต้องมีปริมาณอาหารหยาบทั้งหมด 28.8 – 36 ตัน

เกษตรกรอาจมีคำถามว่า แล้วจะคำนวณปริมาณหญ้าสด หญ้าหมัก ที่จะใช้ในแต่ละวันอย่างไร ซึ่งโดยทั่วไปหญ้าสด หรือหญ้าหมัก จะมีวัตถุแห้งอยู่ระหว่าง 20 – 30 เปอร์เซ็นต์ (เฉลี่ย 25 เปอร์เซ็นต์) ดังนั้น

ในแต่ละวันที่เกษตรกรต้องใช้หญ้าสดหรือหญ้าหมัก วันละ 320 กก. (80x100/25) จนถึง 400 กก. (100x100/25) สำหรับโคนม 20 ตัว

จะเห็นได้ว่าเกษตรกรที่ไม่มีแปลงหญ้าจะต้องใช้เวลาไปเกี่ยวหญ้ามาให้โคนมกินไม่ต่ำกว่าวันละ 2 – 3 ชม. ถึงจะได้ปริมาณที่เพียงพอสำหรับโคนมในฟาร์มในแต่ละวัน ทำให้ต้นทุนทางด้านอาหารหยาบเพิ่มขึ้นโดยใช่เหตุ และเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่เกษตรไม่มีเวลาในการวางแผนการจัดการฟาร์มโคนมให้มีประสิทธิภาพ

นอกเหนือจากปริมาณอาหารหยาบ เพื่อจัดหาให้ในแต่ละวันและการสำรองอาหารหยาบไว้ใช้ให้พอเพียงกับโคนมที่มีอยู่ในฟาร์มที่เกษตรกรจำเป็นต้องรู้แล้ว การเลือกใช้อาหารหยาบให้เหมาะสมตามการให้ผลผลิตและการจัดการให้อาหารหยาบร่วมกับอาหารข้น เป็นหนทางหนึ่งในการลดต้นทุนการผลิตจากการจัดการด้านอาหารสัตว์ “ปริมาณของอาหารหยาบที่เกษตรกรควรจะต้องรู้ในการสำรองใช้ในฟาร์ม” เกษตรกรอาจมีคำถามอีกว่า “มีวิธีการเลือกใช้อาหารหยาบอย่างไรให้เหมาะสมกับโคนม” ซึ่งการเลือกใช้อาหารหยาบนั้น เกษตรกรต้องเข้าใจความหมายของอาหารหยาบเสียก่อน

อาหารหยาบ หมายถึง อาหารที่มีเยื่อใยประกอบอยู่สูง มีความจำเป็นสำหรับโคนม เพื่อเป็นอาหารสำหรับจุลินทรีย์ ที่มีความสำคัญต่อกระบวนการหมักย่อยอาหารในกระเพารูเมน ช่วยกระตุ้นให้มีการเคี้ยวเอื้องและหลั่งน้ำลาย เป็นการปรับสมดุลของระบบนิเวศน์ในกระเพาะรูเมน

แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่ามี “เยื่อใย” สูง เกษตรกรสามารถที่จะดูได้จากลักษณะภายนอก แหล่งที่มาของอาหาร อาหารหยาบส่วนใหญ่ได้จากการปลูกพืช ซึ่งอาหารหยาบอาจจะเป็นพืชอาหารสัตว์ (หญ้าหรือถั่ว) หรือจากผลพลอยได้ทางการเกษตร/เศษเหลือทิ้ง เป็นต้น ในตารางที่ 3 แสดงแหล่งวัตถุดิบอาหารหยาบต่างๆ นอกเหนือจากพืชและถั่วอาหารสัตว์ที่มีอยู่ในท้องถิ่น และแสดงองค์ประกอบทางเคมีของวัตถุดิบอาหารหยาบ ซึ่งอาหารหยาบทั้งหมดจะมีเยื่อใยทั้งหมด (neutral detergent fiber, NDF) อยู่มากกว่า 35 เปอร์เซ็นต์

เมื่อรู้ว่าแหล่งอาหารหยาบได้มาจากไหนบ้างแล้ว คราวนี้ เกษตรกรที่จะต้องรู้วิธีในการเลือกใช้ เพื่อที่จะสำรองไว้ใช้ในฟาร์มของเกษตรกรเอง

-   อาหารหยาบที่สำรองไว้ใช้ในฟาร์มควรเป็นอาหารหยาบที่แห้ง ถ้าอัดเป็นฟ่อนได้ยิ่งดี หรืออาจจะเป็นอาหารหยาบหมักที่อัดใส่ถุงหรือถังหมักที่อัดใส่ถุงหรือถังหมัก ที่สามารถเก็บสำรองได้มาก การนำไปใช้สะดวก

-   เลือกอาหารหยาบที่จัดหาได้ง่าย ราคาถูก เนื่องจากอาหารหยาบในประเทศไทย ส่วนมากมีคุณค่าทางโภชนะสำหรับโคนมไม่ต่างกันมาก ซึ่งโคนมได้รับโภชนะต่างๆ จากอาหารหยาบ เพื่อให้เพียงพอกับการดำรงชีพมากกว่าที่จะให้ผลผลิต เพื่อให้กระบวนการหมักย่อยอาหารในกระเพาะรูเมนทำงานได้เป็นปกติ

ในการเลือกใช้อาหารหยาบให้เหมาะสมต่อการให้ผลผลิตโคนมและต้นทุนการผลิตนั้น ควรมีการพิจารณาหลักๆ อยู่ 2 ส่วน ด้วยกัน คือ ราคาและคุณภาพของอาหารหยาบ

ในการเลือกอาหารหยาบที่มีราคาต่ำสุดนั้น ขอยกกรณีตัวอย่างในการเลือก ดังนี้ นาย ก. ซื้อฟาง มาเลี้ยงโคนมในราคากก. ละ 2 บาท ขณะที่นาย ข. ซื้อข้าวโพดหมัก มาในราคากก. ละ 2 บาท เช่นเดียวกัน ถามว่า ระหว่างนาย ก กับ นาย ข. ใครซื้ออาหารหยาบได้ถูกกว่ากัน??

การเลือกว่าอาหารหยาบชนิดใดมีราคาถูกกว่ากันนั้น มีวิธีการประเมินคร่าวๆ ดังนี้

1. คิดจากน้ำหนักวัตถุแห้ง

ราคาของอาหารหยาบที่คิดเป็นน้ำหนักวัตถุแห้ง = (ราคาที่ซื้อมาต่อกก.x100)/เปอร์เซ็นต์วัตถุแห้ง

ราคาของฟาง ที่ นาย ก. ซื้อมา กก.ละ 2 บาท ฟางข้าวมี 92.3 เปอร์เซ็นต์วัตถุแห้ง (ดูตารางที่ 3) ดังนั้นราคาของอาหารหยาบที่คิดเป็นน้ำหนักวัตถุแห้งของฟาง เท่ากับ (2x100)/92.3 = 2.17 บาท

ราคาของข้าวโพดหมัก ที่ นาย ข. ซื้อมา กก.ละ 2 บาท ข้าวโพดหมักมี 30.1 เปอร์เซ็นต์วัตถุแห้ง ดังนั้นราคาของอาหารหยาบที่คิดเป็นน้ำหนักวัตถุแห้งของข้าวโพดหมัก เท่ากับ (2x100)/30.1 = 6.64 บาท

จากตัวอย่างที่ยกมานี้ ราคาอาหารหยาบที่เกษตรกรซื้อ ฟางและขาวโพดหมัก จะเท่ากันก็ตาม แต่ถ้าประเมินตามปริมาณวัตถุแห้งแล้วจะเห็นได้ว่า นาย ก. ซื้อฟาง มีราคาที่ถูกกว่า นาย ข. ที่ซื้อข้าวโพดหมัก แต่ไม่ได้หมายความว่า ฟาง มีคุณภาพที่ดีกว่าข้าวโพดหมัก

2. คิดจากพลังงานที่ได้จากอาหารหยาบ

ราคาของอาหารหยาบต่อหน่วยพลังงาน = ราคาที่ซื้อต่อกิโลกรัมวัตถุแห้ง/พลังงานของอาหารหยาบ

ฟางและข้าวโพดหมัก เป็นแหล่งอาหารหยาบ ซึ่งอาหารหยาบโดยส่วนใหญ่แล้วจะให้พลังงานเป็นหลัก ดังนั้น เกษตรกรอาจจะเปรียบเทียบราคาของพลังงานที่ได้จากอาหารหยาบนั้นๆ ซึ่งในกรณีนี้ ฟางมีพลังงาน 1.63 Mcal ME/kgDM (ดูตารางที่ 1) ซึ่งต่ำกว่าข้าวโพดหมัก ที่มีพลังงาน 2.38 Mcal ME/kgDM เมื่อเปรียบเทียบราคาพลังงานเท่ากับ (2.17/1.63) = 0.99 บาท/Mcal ME ส่วนของข้าวโพดหมัก เท่ากับ (6.64/)2.37 = 2.79 บาท/ Mcal ME นั่นหมายความว่า พลังงาน 1 Mcal ME ที่โคนมได้รับจากฟาง มีราคาถูกกว่า ข้าวโพดหมัก

เกษตรกรอาจจะเห็นแย้ง เนื่องจากข้าวโพดหมักมีเปอร์เซ็นต์โปรตีน (7.9%) ที่สูงกว่าฟาง (2.3%) (ตารางที่ 3) ข้าวโพดจึงน่าจะมีคุณภาพหรือคุณค่าทางโภชนะที่ดีกว่า โคนมน่าจะกินข้าวโพดหมักได้มากกว่า ปริมาณอาหารข้นเสริมใช้น้อยกว่า อาหารข้นที่ใช้เสริมมีโปรตีนต่ำกว่า และโคนมน่าจะให้ผลผลิตน้ำนมได้สูงกว่าโคนมที่กินฟาง

ในส่วนของปริมาณการกินได้ของอาหารหยาบ สามารถประเมินได้จากองค์ประกอบทางเคมีและข้าวโพดหมัก คือ เปอร์เซ็นต์เยื่อใยทั้งหมด (NDF) กล่าวคือ

 

ปริมาณการกินได้ (เปอร์เซ็นต์น้ำหนักตัว) = 120 / เปอร์เซ็นต์ NDF

 

ดังนั้นโคนมกินฟางได้เท่ากับ 120/70.3 = 1.7 เปอร์เซ็นต์น้ำหนักตัว ส่วนข้าวโพดหมัก โคนมกินได้ เท่ากับ 120/52.9 = 2.3 เปอร์เซ็นต์น้ำหนักตัว ซึ่งมากกว่าฟาง

สำหรับปริมาณอาหารข้นที่ใช้นั้น ในกรณีที่อาหารข้นมีโปรตีนเท่ากัน พบว่า หากอาหารข้น 1 กิโลกรัม สำหรับโคนมที่กินข้าวโพดหมัก เกษตรกรต้องใช้อาหาร 1.6 กิโลกรัม สำหรับโคนมที่กินฟาง ดังนั้น ในด้านคุณภาพ ข้าวโพดหมักจึงดีกว่าฟาง

เกษตรกร คงจะมีคำถามต่อไปว่า แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่า ควรเลือกซื้อ ฟาง หรือข้าวโพดหมัก? จากเงื่อนไขที่ว่าฟางมีราคาที่ถูกกว่า แต่ข้าวโพดหมักมีคุณภาพที่ดีกว่า

ผู้เขียนมีข้อเสนอแนะให้การตัดสินใจเลือก ดังนี้

สมมติว่า โคนมน้ำหนัก 500 กก. กินอาหารทั้งหมดได้ 3.4 เปอร์เซ็นต์น้ำหนักตัว หรือ 17 กิโลกรัมน้ำหนักวัตถุแห้ง มีการเสริมอาหารข้นที่มี 90 เปอร์เซ็นต์วัตถุแห้ง ราคากิโลกรัมละ 7 บาท

ในกรณีของฟาง

โคนมกินฟางได้ 1.7 เปอร์เซ็นต์น้ำหนักตัว หรือ 8.5 กิโลกรัมน้ำหนักวัตถุแห้ง และใช้อาหารเสริม 8.5 กิโลกรัมน้ำหนักวัตถุแห้ง คิดเป็นต้นทุนอาหารทั้งหมด = (8.5x2x100/92.3) + (8.5x7x100/90) = 84.53 บาท

ในกรณีของข้าวโพดหมัก

โคนมกินข้าวโพดหมักได้ 2.3 เปอร์เซ็นต์น้ำหนักตัว หรือ 11.5 กิโลกรัมน้ำหนักวัตถุแห้ง และใช้อาหารข้นเสริม 5.5 กิโลกรัมน้ำหนักวัตถุแห้ง คิดเป็นต้นทุนอาหารทั้งหมด = (11.5x2x100/30.1) + (5.5x7x100/90) = 119.19 บาท

จะเห็นได้ว่า ต้นทุนค่าอาหารทั้งหมดที่ใช้ ฟางเป็นแหล่งอาหารหยาบที่มีราคาต่ำกว่าการใช้ข้าวโพดหมัก เท่ากับ 34.66 บาท เทียบเท่ากับผลผลิตน้ำนม 3 กิโลกรัม (น้ำนมกิโลกรัมละ 11.5 บาท) จากจุดนี้ ถ้าโคนมที่กินข้าวโพดหมักให้ผลผลิตน้ำนมที่มากกว่า 3 กก./ตัว/วัน เมื่อเทียบกับโคนมที่กินฟาง ให้เลือก ข้าวโพดหมัก แต่ถ้าโคนมที่กินข้าวโพดหมักให้ผลผลิตน้อยกว่า 3 กก./ตัว/วัน เมื่อเทียบกับโคนมที่กินฟาง ให้เลือกฟาง

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ เป็นแนวทางหนึ่งในการเลือกใช้อาหารหยาบที่เหมาะสมและสอดคล้องกับการลดต้นทุนการผลิตน้ำนม


ตารางที่ 3 ตัวอย่างองค์ประกอบทางเคมีของแหล่งอาหารหยาบบางชนิดในประเทศไทย

วัตถุดิบอาหารหยาบ
วัตถุแห้ง
%
เถ้า
%
โปรตีนหยาบ
%
ไขมัน
%
NDF
%
ADF
%
พลังงาน
Mcal ME/kgDM
ต้นอ้อย
26.7
1.5
1.5
1.4
46.3
29.1
3.2
ต้นถั่วเหลืองติดฝักแห้ง
90.5
7.4
17.4
5.1
50.6
32.5
2.4
ต้นข้าวโพดหวานหลังเก็บฝัก
25.7
7.7
8.9
2.6
61.2
32.8
-
ต้นข้าวโพดหวานหลังเก็บฝักหมัก
23.8
7.5
10.4
3.1
66.9
30.0
2.67
ข้าวโพดหมัก
30.1
7.6
7.7
4.1
53.3
34.3
2.13
หญ้ารูซี่หมัก
25.5
9.6
5.6
4.9
63.0
40.9
2.24
ถั่วคาวาเคด
92.3
8.1
16.1
2.9
51.5
42.1
2.03
ใบกระถินแห้ง
94.1
9.2
26.8
5.2
23.3
13.8
2.21
หญ้ากินนีสีม่วงแห้ง
90.4
9.2
6.1
1.7
75.3
48.3
1.83
ฟางข้าว
92.3
13.3
2.3
2.0
70.3
52.4
1.63
เปลือกและซังข้าวโพดหวาน
19.8
3.9
6.9
3.2
70.9
35.6
-
เปลือกและซังข้าวโพดหวานหมัก
22.0
3.1
6.3
2.3
77.3
33.9
-
เปลือกและซังข้าวโพดหวานหมัก
ร่วมกับรำและฟอร์มาลีน
28.3
7.1
10.9
11.7
58.0
28.9
2.68
ข้าวโพดหมัก
30.1
7.6
7.9
3.2
52.9
28.9
2.38
หญ้ารูซี่หมักกับน้ำตาล 5%
25.0
7.4
7.2
4.1
62.4
35.3
1.87
มันเฮย์
86.3
8.9
23.6
2.5
44.3
30.0
-
ฟางหมักยูเรีย
53.7
17.5
7.6
-
80.5
56.6
-

 

ที่มา : วารสารสัตวบาล ปีที่ 21 ฉบับที่ 94

ผู้เขียน : รศ.ดร.ฉลอง วชิราภากร ภาควิชาสัตวศาสตร์ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่


รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช

dld.go.th/breeding/dairy, Powered by Joomla! and designed by SiteGround web hosting

กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคนม สำนักพัฒนาพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
Dairy research and Development Section, Bureau of Animal Husbandry and Genetic Improvement, Department of Livestock Development
ถนนพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร 10400
Phayathai Road, Rachatewi, Bangkok 10400
Tel. 0 2653 4451 : Fax 0 2653 4922 :: e-mail : breeding2@dld.go.th, dairydld@hotmail.com