Home บทความโคนม บทความโคนม อาหารและการจัดการให้อาหารโคนมในทศวรรษหน้า

สถิติผู้เข้าชม

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้18
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้451
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้1204
mod_vvisit_counterสัปดาห์ก่อน1753
mod_vvisit_counterเืดือนนี้4868
mod_vvisit_counterเดือนก่อน6400
mod_vvisit_counterรวม99638

Designed by:
FTP hosting Joomla Templates
Web space hosting
อาหารและการจัดการให้อาหารโคนมในทศวรรษหน้า
วันพฤหัสบดีที่ 25 สิงหาคม 2011 เวลา 10:06 น.

ตอนที่2 : การจัดการให้อาหารหยาบร่วมกับอาหารข้น และการประเมินคุณภาพของอาหารหยาบ

การจัดการการให้อาหารหยาบร่วมกับอาหารข้น

เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญในด้านการให้อาหารโคนม ดังที่ทราบกันอยู่ทั่วไปแล้วว่า ต้นทุนการผลิตน้ำนม มีต้นทุนจากค่าอาหารสัตว์มากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ ประกอบกับปัจจุบัน

วัตถุดิบอาหารมีราคาที่สูงขึ้นตามภาวะของตลาด ทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นโดยที่เกษตรกรมิอาจควบคุมได้ อย่างไรก็ตาม เกษตรกรสามารถที่จะเลือกใช้วิธีการจัดการด้านอาหารและการจัดการการให้อาหาร มาเป็นตัวช่วยในการลดต้นทุนการผลิต

เป็นที่ทราบอยู่แล้วว่า อาหารหยาบในประเทศไทย มีปริมาณเยื่อใยค่อนข้างสูงและมีโปรตีนต่ำ การย่อยได้ต่ำ หรือว่าอีกนัยหนึ่งมีพลังงานต่ำ การให้อาหารหยาบอย่างเดียวให้โคนมที่กำลังให้นม ทำให้โคนมให้ผลผลิตได้ต่ำ เนื่องจากได้รับโภชนะไม่เพียงพอต่อการนำไปผลิตเป็นน้ำนม ดังนั้น การเสริมอาหารที่ให้โปรตีนและพลังงานสูง หรือ “อาหารข้น” เสริม เพื่อให้โคนมได้รับโภชนะได้ตามความต้องการนอกเหนือจากได้รับจากอาหารหยาบ แล้ว

จากภาพที่ 1 ที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างเปอร์เซ็นต์ของอาหารหยาบในสูตรอาหารของโคนม กับการให้ผลผลิตน้ำนม ซึ่งเป็นข้อมูลจากงานวิจัยทางด้านอาหารโคนมในประเทศไทย พบว่า เมื่อเปอร์เซ็นต์ของอาหารหยาบในสูตรอาหารเพิ่มขึ้น มีผลทำให้ผลผลิตน้ำนมลดลง ดังนั้น การเลือกสูตรอาหารสำหรับโคนมให้มีสัดส่วนหรือเปอร์เซ็นต์ของอาหารหยาบเท่าใด นั้น ควรจะต้องคำนึงถึง

ผลผลิตน้ำนมของโคนม

ก่อนที่จะกล่าวถึงการเลือกใช้สัดส่วนของอาหารหยาบกับอาหารข้น ผู้เขียนให้ข้อมูลทางวิชาการเพิ่มเติม เพื่อที่จะทำให้ทราบถึงเหตุผลของการแนะนำการให้อาหารข้น ที่เกษตรกรเคยได้รับการอบรมมาโดยตลอด ว่าควรให้อาหารข้น 1 กก. ต่อผลผลิตน้ำนม 2 กก.

ดังนั้น จากข้อมูลการให้อาหาข้นต่อผลผลิตน้ำนมที่ได้ จึงพอจะสรุปถึงการใช้สัดส่วนหรือเปอร์เซ็นต์อาหารหยาบในสูตรอาหารได้ดังนี้

ผลผลิตน้ำนม, กก./วัน

ปริมาณอาหารข้น1, กก.

ปริมาณอาหารหยาบ2, กก.

สัดส่วนหรือเปอร์เซ็นต์อาหารหยาบในสูตรอาหาร

30

15

5.3

26

25

12.5

6.1

33

20

10

6.8

40

15

7.5

7.6

50

5

5

8.4

63

1 ปริมาณการกินได้ของอาหารข้นและอาหารหยาบคำนวณจากโคนมน้ำหนัก 500 กก. ตามปริมาณน้ำนมที่ผลิตได้

2 พลังงานที่ใช้ประโยชน์ได้ของอาหารหยาบเท่ากับ 1.4 เมกาแคลอรี ต่อ กก. วัตถุแห้ง

dscf0742_resizeจากสัดส่วนหรือเปอร์เซ็นต์อาหารหยาบในสูตรอาหารดังกล่าว จะต้องพิจารณาในส่วนของคุณภาพอาหารหยาบที่ใช้ร่วมกับอาหารข้นด้วย ถึงแม้ว่าในสัดส่วนดังกล่าว จะต้องพิจารณาในส่วนดังกล่าว คุณค่าทางโภชนะของอาหารหยาบ ควรมีพลังงาน 1.4 เมกาแคลลอรี ต่อกก.วัตถุแห้ง

จากสัดส่วนหรือเปอร์เซ็นต์อาหารหยาบในสูตรอาหารดังกล่าว จะต้องพิจารณาในส่วนของคุณภาพอาหารหยาบที่ใช้ร่วมกับอาหารข้นด้วย ถึงแม้ว่าในสัดส่วนดังกล่าวคุณค่าทางโภชนะของอาหารหยาบควรมีพลังงาน 1.4 เมกาแคลลอรี ต่อกก.วัตถุแห้ง ซึ่งมีค่าใกล้เคียงกับอาหารหยาบคุณภาพต่ำที่พบโดยทั่วไปในประเทศไทย เช่น ฟางข้าว ยอดอ้อย ซังข้าวโพด เป็นต้น แต่ปัญหาที่พบคือ เมื่อเกษตรกรให้อาหารตามที่กำหนด โคนมไม่สามารถให้ผลผลิตตามที่คำนวณไว้ หากมีการใช้อาหารหยาบดังกล่าว เนื่องจากข้อจำกัดของอาหารหยาบเหล่านั้น คือมีโปรตีนต่ำ และเยื่อใยค่อนข้างสูง มีผลทำให้ปริมาณการกินได้ รวมทั้งโปรตีนที่โคนมได้รับอาจจะได้ไม่เพียงพอกับความต้องการในการให้ผลผลิตของโคนมก็ได้

เป็นที่ทราบอยู่แล้วว่า อาหารหยาบในเขตร้อนรวมทั้งประเทศไทย มีปริมาณเยื่อใยค่อนข้างสูงและมีโปรตีนต่ำ การย่อยได้ต่ำ หรืออีกนัยหนึ่งว่ามีพลังงานต่ำ อย่างไรก็ตาม หากเกษตรกรทราบถึงองค์ประกอบทางเคมีของอาหารหยาบ เช่น ปริมาณเยื่อใยที่ไม่ละลายในสารฟอกที่เป็นกลาง (neutral detergent fiber, NDF) และเยื่อใยที่ไม่ละลายในสารฟอกที่เป็นกรด (acid detergent fiber, ADF) สามารถที่จะประเมินถึงคุณภาพของอาหารหยาบชนิดนั้นได้

ในต่างประเทศ มีนักวิชาการได้ศึกษาหาความสัมพันธ์ของปริมาณเยื่อใยในอาหารหยาบกับปริมาณการกินได้และความสามารถในการย่อยได้ของอาหารหยาบ เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบคุณภาพของอาหารหยาบ Grant (1997) ได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ของปริมาณเยื่อใยกับปริมาณการกินได้ของวัตถุแห้ง (dry matter intake, DMI) และความสามารถในการย่อยได้ของวัตถุแห้ง (digestible dry matter, DDM) ดังแสดงในสมการข้างล่างนี้

ปริมาณการกินได้ของวัตถุแห้ง (%น้ำหนักตัว) = 120 / %NDF

 

ความสามารถในการย่อยได้ของวัตถุแห้ง (%) = 88.9 – (0.779 x %ADF)

 

หลังจากได้ค่าปริมาณการกินได้และความสามารถในการย่อยได้ของวัตถุแห้งแล้ว นำมาคำนวณหาค่า “คุณค่าทางอาหารสัมพันธ์” (relative feed value, RFV) ดังนี้

 

RFV = DDM% x DMI% x 0.775


คุณค่าทางอาหารสัมพันธ์ หมายความว่า หากอาหารหยาบชนิดนี้มีค่าเท่ากับ 100 แสดงว่าคุณค่าทางอาหารชนิดนั้นมีค่าเทียบเท่ากับ อัลฟัลฟ่าเฮย์ (alfalfa hay) ซึ่งถือว่าอัลฟัลฟ่าเฮย์มีคุณค่าทางอาหารสำหรับสัตว์เคี้ยวเอื้องที่ดี แต่หากมีค่าน้อยกว่า 100 แสดงว่า คุณค่าทางอาหารหยาบชนิดนั้นๆ ยังไม่ดี และถ้ามีค่ามากกว่า 100 แสดงว่า คุณค่าทางอาหารหยาบชนิดนั้นดีมาก

จากข้อมูลของแหล่งอาหารหยาบในตารางที่ 1 พบว่า แหล่งอาหารหยาบที่มีโปรตีนต่ำ (ส่วนใหญ่มีโปรตีนต่ำกว่า 5%๗ มีเยื่อใย NDF และ ADF ค่อนข้างสูง ได้แก่ฟางข้าว ยอดอ้อย แหล่งอาหารหยาบที่มีโปรตีนปานกลาง (ส่วนใหญ่มีโปรตีน 5 – 15%) หญ้าอาหารสัตว์พันธุ์ต่างๆ ได้แก่ หญ้าเนเปียร์ หญ้ารูซี่ หญ้าแพงโกล่า หญ้ากินนีสีม่วง หญ้าอะตราตั้ม รวมทั้งต้นข้าวฟ่างและต้นข้าวโพด เป็นต้น ส่วนแหล่งอาหารหยาบที่มีโปรตีนสูง (ส่วนใหญ่มีโปรตีนสูงกว่า 15%) ส่วนใหญ่เป็นถั่วอาหารสัตว์ ได้แก่ ถั่วมะแฮะ ถั่วลิสงนา ถั่วไมยรา ถั่วท่าพระสไตโล ถั่วแกรมสไตโล รวมถึงใบกระถิน และใบมันสำปะหลังด้วย เช่นเดียวกันกับปริมาณพลังงานทีใช้ประโยชน์ได้ในแหล่งอาหารหยาบที่มีโปรตีนต่ำถึงปานกลาง มีค่าที่ต่ำกว่าแหล่งอาหารหยาบที่มีโปรตีนสูง (ตารางที่ 2)

ปริมาณการกินได้ ของแหล่งอาหารหยาบที่มีโปรตีนต่ำถึงปานกลาง มีค่าที่ต่ำอยู่ระหว่าง 1.50 – 1.97% ของน้ำหนักตัว ซึ่งต่ำกว่าความต้องการของโคนมมาก ขณะที่แหล่งอาหารหยาบที่มีโปรตีนสูงมีปริมาณมีปริมาณการกินได้ที่ค่อนข้างสูง 1.98 – 4.59% ของน้ำหนักตัวถึงแม้ว่า แหล่งอาหารหยาบที่มีโปรตีนสูงจะมีปริมาณการกินได้ที่สูง แต่การใช้แหล่งอาหารหยาบที่มีโปรตีนสูงให้โคนมกินเพียงอย่างเดียวอาจก่อให้เกิดความผิดปกติทางโภชนาการได้ เช่น ท้องอืด เป็นต้น

เมื่อประเมินถึงคุณค่าทางอาหารสัมพันธ์ (RFV) พบว่า โดยส่วนใหญ่ของแหล่งอาหารหยาบที่มีโปรตีนต่ำถึงปานกลาง มีค่า RFV ที่ต่ำกว่า 100 ขณะที่แหล่งอาหารหยาบที่มีโปรตีนสูงมีค่า RFV สูงกว่า 100 แสดงให้เห็นว่า ในเขตร้อนยังมีแหล่งอาหารหยาบที่ดีมีปริมาณการกินได้ที่สูงและความสามารถการย่อยได้ก็สูง โดยเฉพาะแหล่งอาหารหยาบที่มีโปรตีนสูงมีศักยภาพที่จะนำมาใช้เป็นแหล่งอาหารร่วมกับแหล่งอาหารหยาบที่มีโปรตีนต่ำ ซึ่งจะนำไปสู่การลดต้นทุนด้านอาหารลงได้

ดังนั้น การใช้แหล่งอาหารหยาบที่มีโปรตีนต่ำถึงปานกลางร่วมกับแหล่งอาหารหยาบที่มีโปรตีนสูง เป็นแหล่งอาหารหยาบสำหรับโคนม เป็นอีกแนวทางหนึ่งในการจัดการให้อาหารโคนม เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิตได้

ตารางที่ 1 องค์ประกอบทางเคมีของแหล่งอาหารหยาบ

ชนิดอาหารหยาบ

DM

Ash

CP

NDF

ADF

EE

อาหารหยาบโปรตีนต่ำถึงปานกลาง

ยอดอ้อย

34.7

5.3

4.4

79.7

47.4

1.6

ฟางข้าว

87.1

14.9

3.1

75.7

47.2

1.0

หญ้ากินนีสีม่วง

16.3

12.3

14.0

72.8

39.9

2.1

หญ้าแพงโกล่า

29.9

9.9

10.1

72.3

39.6

1.6

หญ้ารูซี่

15.1

11.8

12.7

72.1

32.6

2.1

ต้นข้าวฟ่าง

38.9

3.2

11.2

66.9

31.8

0.6

หญ้าอะตราตั้ม

21.9

10.7

7.9

66.7

34.8

0.5

หญ้าเนเปียร์

18.8

16.7

14.6

65.1

32.5

3.2

ต้นข้าวโพด (หลังเก็บเกี่ยว)

30.3

9.0

13.4

61.0

35.7

0.6

อาหารหยาบโปรตีนสูง

ถั่วมะแฮะ

44.1

6.1

20.5

60.5

34.7

4.2

ถั่วลิสงเถา

23.9

9.0

15.7

53.2

29.1

1.1

ถั่วไมยรา

21.6

8.1

20.7

53.2

33.1

3.2

ถั่วคาลวาเคด

20.3

7.9

20.7

51.1

36.1

1.6

ถั่วท่าพระสไตโล

28.6

6.8

21.6

49.8

33.5

1.6

ถั่วฮามาต้า

21.7

14.9

27.4

40.9

30.6

1.1

ถั่วแกรมสไตโล

20.3

13.1

27.4

35.5

23.3

1.6

ใบมันสำปะหลัง

27.8

8.6

22.5

36.4

28.5

6.2

ใบกระถิน

26.8

6.7

26.5

26.1

12.6

2.6

DM = วัตถุแห้ง, Ash = เถ้า, CP = โปรตีนหยาบ, NDF = เยื่อใยที่ไม่ละลายในสารฟอกที่เป็นกลาง, ADF = เยื่อใยที่ไม่ละลายในสารฟอกที่เป็นกรด, EE = ไขมัน, ME = พลังงานที่ใช้ประโยชน์ได้

ดัดแปลงจาก สมบัติ (2550)

 

ตารางที่ 2 คุณภาพของแหล่งอาหารหยาบ

ชนิดอาหารหยาบ

DMI (%BW)

DDM (%)

RFV (%)

ME (Mcal/kgDM)

อาหารหยาบโปรตีนต่ำ

ยอดอ้อย

1.50

53.2

62

1.9

ฟางข้าว

1.59

52.2

64

1.9

หญ้ากินนีสีม่วง

1.64

57.8

66

2.1

หญ้าแพงโกล่า

1.66

58.0

75

2.1

หญ้ารูซี่

1.66

63.5

82

2.3

ต้นข้าวฟ่าง

1.79

64.1

89

2.3

หญ้าอะตราตั้ม

1.80

61.8

86

2.2

หญ้าเนเปียร์

1.84

63.6

91

2.3

ต้นข้าวโพด (หลังเก็บเกี่ยว)

1.97

61.1

93

2.2

อาหารหยาบโปรตีนสูง

ถั่วมะแฮะ

1.98

61.8

95

2.2

ถั่วลิสงเถา

2.26

66.2

116

2.4

ถั่วไมยรา

2.25

63.1

110

2.3

ถั่วคาลวาเคด

2.35

60.8

111

2.2

ถั่วท่าพระสไตโล

2.41

62.8

117

2.2

ถั่วฮามาต้า

2.80

65.0

141

2.3

ถั่วแกรมสไตโล

3.38

70.7

185

2.5

ใบมันสำปะหลัง

3.30

66.7

170

2.4

ใบกระถิน

4.59

79.1

282

2.9

ME = พลังงานที่ใช้ประโยชน์ได้

ดัดแปลงจาก สมบัติ (2550)

 

ที่มา : วารสารสัตวบาล ปีที่ 21 ฉบับที่ 95

ผู้เขียน : รศ.ดร.ฉลอง วชิราภากร ภาควิชาสัตวศาสตร์ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่


รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช

dld.go.th/breeding/dairy, Powered by Joomla! and designed by SiteGround web hosting

กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคนม สำนักพัฒนาพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
Dairy research and Development Section, Bureau of Animal Husbandry and Genetic Improvement, Department of Livestock Development
ถนนพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร 10400
Phayathai Road, Rachatewi, Bangkok 10400
Tel. 0 2653 4451 : Fax 0 2653 4922 :: e-mail : breeding2@dld.go.th, dairydld@hotmail.com