|
วัตถุดิบอาหารมีราคาที่สูงขึ้นตามภาวะของตลาด ทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นโดยที่เกษตรกรมิอาจควบคุมได้ อย่างไรก็ตาม เกษตรกรสามารถที่จะเลือกใช้วิธีการจัดการด้านอาหารและการจัดการการให้อาหาร มาเป็นตัวช่วยในการลดต้นทุนการผลิต
เป็นที่ทราบอยู่แล้วว่า อาหารหยาบในประเทศไทย มีปริมาณเยื่อใยค่อนข้างสูงและมีโปรตีนต่ำ การย่อยได้ต่ำ หรือว่าอีกนัยหนึ่งมีพลังงานต่ำ การให้อาหารหยาบอย่างเดียวให้โคนมที่กำลังให้นม ทำให้โคนมให้ผลผลิตได้ต่ำ เนื่องจากได้รับโภชนะไม่เพียงพอต่อการนำไปผลิตเป็นน้ำนม ดังนั้น การเสริมอาหารที่ให้โปรตีนและพลังงานสูง หรือ “อาหารข้น” เสริม เพื่อให้โคนมได้รับโภชนะได้ตามความต้องการนอกเหนือจากได้รับจากอาหารหยาบ แล้ว

จากภาพที่ 1 ที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างเปอร์เซ็นต์ของอาหารหยาบในสูตรอาหารของโคนม กับการให้ผลผลิตน้ำนม ซึ่งเป็นข้อมูลจากงานวิจัยทางด้านอาหารโคนมในประเทศไทย พบว่า เมื่อเปอร์เซ็นต์ของอาหารหยาบในสูตรอาหารเพิ่มขึ้น มีผลทำให้ผลผลิตน้ำนมลดลง ดังนั้น การเลือกสูตรอาหารสำหรับโคนมให้มีสัดส่วนหรือเปอร์เซ็นต์ของอาหารหยาบเท่าใด นั้น ควรจะต้องคำนึงถึง
ผลผลิตน้ำนมของโคนม
ก่อนที่จะกล่าวถึงการเลือกใช้สัดส่วนของอาหารหยาบกับอาหารข้น ผู้เขียนให้ข้อมูลทางวิชาการเพิ่มเติม เพื่อที่จะทำให้ทราบถึงเหตุผลของการแนะนำการให้อาหารข้น ที่เกษตรกรเคยได้รับการอบรมมาโดยตลอด ว่าควรให้อาหารข้น 1 กก. ต่อผลผลิตน้ำนม 2 กก.
ดังนั้น จากข้อมูลการให้อาหาข้นต่อผลผลิตน้ำนมที่ได้ จึงพอจะสรุปถึงการใช้สัดส่วนหรือเปอร์เซ็นต์อาหารหยาบในสูตรอาหารได้ดังนี้
|
ผลผลิตน้ำนม, กก./วัน
|
ปริมาณอาหารข้น1, กก.
|
ปริมาณอาหารหยาบ2, กก.
|
สัดส่วนหรือเปอร์เซ็นต์อาหารหยาบในสูตรอาหาร
|
|
30
|
15
|
5.3
|
26
|
|
25
|
12.5
|
6.1
|
33
|
|
20
|
10
|
6.8
|
40
|
|
15
|
7.5
|
7.6
|
50
|
|
5
|
5
|
8.4
|
63
|
1 ปริมาณการกินได้ของอาหารข้นและอาหารหยาบคำนวณจากโคนมน้ำหนัก 500 กก. ตามปริมาณน้ำนมที่ผลิตได้
2 พลังงานที่ใช้ประโยชน์ได้ของอาหารหยาบเท่ากับ 1.4 เมกาแคลอรี ต่อ กก. วัตถุแห้ง
จากสัดส่วนหรือเปอร์เซ็นต์อาหารหยาบในสูตรอาหารดังกล่าว จะต้องพิจารณาในส่วนของคุณภาพอาหารหยาบที่ใช้ร่วมกับอาหารข้นด้วย ถึงแม้ว่าในสัดส่วนดังกล่าว จะต้องพิจารณาในส่วนดังกล่าว คุณค่าทางโภชนะของอาหารหยาบ ควรมีพลังงาน 1.4 เมกาแคลลอรี ต่อกก.วัตถุแห้ง
จากสัดส่วนหรือเปอร์เซ็นต์อาหารหยาบในสูตรอาหารดังกล่าว จะต้องพิจารณาในส่วนของคุณภาพอาหารหยาบที่ใช้ร่วมกับอาหารข้นด้วย ถึงแม้ว่าในสัดส่วนดังกล่าวคุณค่าทางโภชนะของอาหารหยาบควรมีพลังงาน 1.4 เมกาแคลลอรี ต่อกก.วัตถุแห้ง ซึ่งมีค่าใกล้เคียงกับอาหารหยาบคุณภาพต่ำที่พบโดยทั่วไปในประเทศไทย เช่น ฟางข้าว ยอดอ้อย ซังข้าวโพด เป็นต้น แต่ปัญหาที่พบคือ เมื่อเกษตรกรให้อาหารตามที่กำหนด โคนมไม่สามารถให้ผลผลิตตามที่คำนวณไว้ หากมีการใช้อาหารหยาบดังกล่าว เนื่องจากข้อจำกัดของอาหารหยาบเหล่านั้น คือมีโปรตีนต่ำ และเยื่อใยค่อนข้างสูง มีผลทำให้ปริมาณการกินได้ รวมทั้งโปรตีนที่โคนมได้ รับอาจจะได้ไม่เพียงพอกับความต้องการในการให้ผลผลิตของโคนมก็ได้
เป็นที่ทราบอยู่แล้วว่า อาหารหยาบในเขตร้อนรวมทั้งประเทศไทย มีปริมาณเยื่อใยค่อนข้างสูงและมีโปรตีนต่ำ การย่อยได้ต่ำ หรืออีกนัยหนึ่งว่ามีพลังงานต่ำ อย่างไรก็ตาม หากเกษตรกรทราบถึงองค์ประกอบทางเคมีของอาหารหยาบ เช่น ปริมาณเยื่อใยที่ไม่ละลายในสารฟอกที่เป็นกลาง (neutral detergent fiber, NDF) และเยื่อใยที่ไม่ละลายในสารฟอกที่เป็นกรด (acid detergent fiber, ADF) สามารถที่จะประเมินถึงคุณภาพของอาหารหยาบชนิดนั้นได้
ในต่างประเทศ มีนักวิชาการได้ศึกษาหาความสัมพันธ์ของปริมาณเยื่อใยในอาหารหยาบกับปริมาณการกินได้และความสามารถในการย่อยได้ของอาหารหยาบ เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบคุณภาพของอาหารหยาบ Grant (1997) ได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ของปริมาณเยื่อใยกับปริมาณการกินได้ของวัตถุแห้ง (dry matter intake, DMI) และความสามารถในการย่อยได้ของวัตถุแห้ง (digestible dry matter, DDM) ดังแสดงในสมการข้างล่างนี้

ปริมาณการกินได้ของวัตถุแห้ง (%น้ำหนักตัว) = 120 / %NDF
ความสามารถในการย่อยได้ของวัตถุแห้ง (%) = 88.9 – (0.779 x %ADF)
หลังจากได้ค่าปริมาณการกินได้และความสามารถในการย่อยได้ของวัตถุแห้งแล้ว นำมาคำนวณหาค่า “คุณค่าทางอาหารสัมพันธ์” (relative feed value, RFV) ดังนี้
RFV = DDM% x DMI% x 0.775
คุณค่าทางอาหารสัมพันธ์ หมายความว่า หากอาหารหยาบชนิดนี้มีค่าเท่ากับ 100 แสดงว่าคุณค่าทางอาหารชนิดนั้นมีค่าเทียบเท่ากับ อัลฟัลฟ่าเฮย์ (alfalfa hay) ซึ่งถือว่าอัลฟัลฟ่าเฮย์มีคุณค่าทางอาหารสำหรับสัตว์เคี้ยวเอื้องที่ดี แต่หากมีค่าน้อยกว่า 100 แสดงว่า คุณค่าทางอาหารหยาบชนิดนั้นๆ ยังไม่ดี และถ้ามีค่ามากกว่า 100 แสดงว่า คุณค่าทางอาหารหยาบชนิดนั้นดีมาก
จากข้อมูลของแหล่งอาหารหยาบในตารางที่ 1 พบว่า แหล่งอาหารหยาบที่มีโปรตีนต่ำ (ส่วนใหญ่มีโปรตีนต่ำกว่า 5%๗ มีเยื่อใย NDF และ ADF ค่อนข้างสูง ได้แก่ฟางข้าว ยอดอ้อย แหล่งอาหารหยาบที่มีโปรตีนปานกลาง (ส่วนใหญ่มีโปรตีน 5 – 15%) หญ้าอาหารสัตว์พันธุ์ต่างๆ ได้แก่ หญ้าเนเปียร์ หญ้ารูซี่ หญ้าแพงโกล่า หญ้ากินนีสีม่วง หญ้าอะตราตั้ม รวมทั้งต้นข้าวฟ่างและต้นข้าวโพด เป็นต้น ส่วนแหล่งอาหารหยาบที่มีโปรตีนสูง (ส่วนใหญ่มีโปรตีนสูงกว่า 15%) ส่วนใหญ่เป็นถั่วอาหารสัตว์ ได้แก่ ถั่วมะแฮะ ถั่วลิสงนา ถั่วไมย รา ถั่วท่าพระสไตโล ถั่วแกรมสไตโล รวมถึงใบกระถิน และใบมันสำปะหลังด้วย เช่นเดียวกันกับปริมาณพลังงานทีใช้ประโยชน์ได้ในแหล่งอาหารหยาบที่มีโปรตีนต่ำถึงปานกลาง มีค่าที่ต่ำกว่าแหล่งอาหารหยาบที่มีโปรตีนสูง (ตารางที่ 2)
ปริมาณการกินได้ ของแหล่งอาหารหยาบที่มีโปรตีนต่ำถึงปานกลาง มีค่าที่ต่ำอยู่ระหว่าง 1.50 – 1.97% ของน้ำหนักตัว ซึ่งต่ำกว่าความต้องการของโคนมมาก ขณะที่แหล่งอาหารหยาบที่มีโปรตีนสูงมีปริมาณมีปริมาณการกินได้ที่ค่อนข้างสูง 1.98 – 4.59% ของน้ำหนักตัวถึงแม้ว่า แหล่งอาหารหยาบที่มีโปรตีนสูงจะมีปริมาณการกินได้ที่สูง แต่การใช้แหล่งอาหารหยาบที่มีโปรตีนสูงให้โคนมกินเพียงอ ย่างเดียวอาจก่อให้เกิดความผิดปกติทางโภชนาการได้ เช่น ท้องอืด เป็นต้น
เมื่อประเมินถึงคุณค่าทางอาหารสัมพันธ์ (RFV) พบว่า โดยส่วนใหญ่ของแหล่งอาหารหยาบที่มีโปรตีนต่ำถึงปานกลาง มีค่า RFV ที่ต่ำกว่า 100 ขณะที่แหล่งอาหารหยาบที่มีโปรตีนสูงมีค่า RFV สูงกว่า 100 แสดงให้เห็นว่า ในเขตร้อนยังมีแหล่งอาหารหยาบที่ดีมีปริมาณการกินได้ที่สูงและความสามารถการย่อยได้ก็สูง โดยเฉพาะแหล่งอาหารหยาบที่มีโปรตีนสูงมีศักยภาพที่จะนำมาใช้เป็นแหล่งอาหารร่วมกับแหล่งอาหารหยาบที่มีโปรตีนต่ำ ซึ่งจะนำไปสู่การลดต้นทุนด้านอาหารลงได้
ดังนั้น การใช้แหล่งอาหารหยาบที่มีโปรตีนต่ำถึงปานกลางร่วมกับแหล่งอาหารหยาบที่มีโปรตีนสูง เป็นแหล่งอาหารหยาบสำหรับโคนม เป็นอีกแนวทางหนึ่งในการจัดการให้อาหารโคนม เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิตได้
ตารางที่ 1 องค์ประกอบทางเคมีของแหล่งอาหารหยาบ
|
ชนิดอาหารหยาบ
|
DM
|
Ash
|
CP
|
NDF
|
ADF
|
EE
|
|
อาหารหยาบโปรตีนต่ำถึงปานกลาง
|
|
ยอดอ้อย
|
34.7
|
5.3
|
4.4
|
79.7
|
47.4
|
1.6
|
|
ฟางข้าว
|
87.1
|
14.9
|
3.1
|
75.7
|
47.2
|
1.0
|
|
หญ้ากินนีสีม่วง
|
16.3
|
12.3
|
14.0
|
72.8
|
39.9
|
2.1
|
|
หญ้าแพงโกล่า
|
29.9
|
9.9
|
10.1
|
72.3
|
39.6
|
1.6
|
|
หญ้ารูซี่
|
15.1
|
11.8
|
12.7
|
72.1
|
32.6
|
2.1
|
|
ต้นข้าวฟ่าง
|
38.9
|
3.2
|
11.2
|
66.9
|
31.8
|
0.6
|
|
หญ้าอะตราตั้ม
|
21.9
|
10.7
|
7.9
|
66.7
|
34.8
|
0.5
|
|
หญ้าเนเปียร์
|
18.8
|
16.7
|
14.6
|
65.1
|
32.5
|
3.2
|
|
ต้นข้าวโพด (หลังเก็บเกี่ยว)
|
30.3
|
9.0
|
13.4
|
61.0
|
35.7
|
0.6
|
|
อาหารหยาบโปรตีนสูง
|
|
ถั่วมะแฮะ
|
44.1
|
6.1
|
20.5
|
60.5
|
34.7
|
4.2
|
|
ถั่วลิสงเถา
|
23.9
|
9.0
|
15.7
|
53.2
|
29.1
|
1.1
|
|
ถั่วไมยรา
|
21.6
|
8.1
|
20.7
|
53.2
|
33.1
|
3.2
|
|
ถั่วคาลวาเคด
|
20.3
|
7.9
|
20.7
|
51.1
|
36.1
|
1.6
|
|
ถั่วท่าพระสไตโล
|
28.6
|
6.8
|
21.6
|
49.8
|
33.5
|
1.6
|
|
ถั่วฮามาต้า
|
21.7
|
14.9
|
27.4
|
40.9
|
30.6
|
1.1
|
|
ถั่วแกรมสไตโล
|
20.3
|
13.1
|
27.4
|
35.5
|
23.3
|
1.6
|
|
ใบมันสำปะหลัง
|
27.8
|
8.6
|
22.5
|
36.4
|
28.5
|
6.2
|
|
ใบกระถิน
|
26.8
|
6.7
|
26.5
|
26.1
|
12.6
|
2.6
|
DM = วัตถุแห้ง, Ash = เถ้า, CP = โปรตีนหยาบ, NDF = เยื่อใยที่ไม่ละลายในสารฟอกที่เป็นกลาง, ADF = เยื่อใยที่ไม่ละลายในสารฟอกที่เป็นกรด, EE = ไขมัน, ME = พลังงานที่ใช้ประโยชน์ได้
ดัดแปลงจาก สมบัติ (2550)
ตารางที่ 2 คุณภาพของแหล่งอาหารหยาบ
|
ชนิดอาหารหยาบ
|
DMI (%BW)
|
DDM (%)
|
RFV (%)
|
ME (Mcal/kgDM)
|
|
อาหารหยาบโปรตีนต่ำ
|
|
ยอดอ้อย
|
1.50
|
53.2
|
62
|
1.9
|
|
ฟางข้าว
|
1.59
|
52.2
|
64
|
1.9
|
|
หญ้ากินนีสีม่วง
|
1.64
|
57.8
|
66
|
2.1
|
|
หญ้าแพงโกล่า
|
1.66
|
58.0
|
75
|
2.1
|
|
หญ้ารูซี่
|
1.66
|
63.5
|
82
|
2.3
|
|
ต้นข้าวฟ่าง
|
1.79
|
64.1
|
89
|
2.3
|
|
หญ้าอะตราตั้ม
|
1.80
|
61.8
|
86
|
2.2
|
|
หญ้าเนเปียร์
|
1.84
|
63.6
|
91
|
2.3
|
|
ต้นข้าวโพด (หลังเก็บเกี่ยว)
|
1.97
|
61.1
|
93
|
2.2
|
|
อาหารหยาบโปรตีนสูง
|
|
ถั่วมะแฮะ
|
1.98
|
61.8
|
95
|
2.2
|
|
ถั่วลิสงเถา
|
2.26
|
66.2
|
116
|
2.4
|
|
ถั่วไมยรา
|
2.25
|
63.1
|
110
|
2.3
|
|
ถั่วคาลวาเคด
|
2.35
|
60.8
|
111
|
2.2
|
|
ถั่วท่าพระสไตโล
|
2.41
|
62.8
|
117
|
2.2
|
|
ถั่วฮามาต้า
|
2.80
|
65.0
|
141
|
2.3
|
|
ถั่วแกรมสไตโล
|
3.38
|
70.7
|
185
|
2.5
|
|
ใบมันสำปะหลัง
|
3.30
|
66.7
|
170
|
2.4
|
|
ใบกระถิน
|
4.59
|
79.1
|
282
|
2.9
|
ME = พลังงานที่ใช้ประโยชน์ได้
ดัดแปลงจาก สมบัติ (2550)

ที่มา : วารสารสัตวบาล ปีที่ 21 ฉบับที่ 95
ผู้เขียน : รศ.ดร.ฉลอง วชิราภากร ภาควิชาสัตวศาสตร์ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
|