ระยะที่
๑ : การดำเนินการในขณะมีการระบาด |
| วัตถุประสงค์
หลักการและ แนวทางการปฎิบัติงาน เนื่องจากโรคไข้หวัดนกเป็นโรคระบาดร้ายแรง
สามารถแพร่ระบาดในวงกว้าง สามารถติดต่อสู่มนุษย์ และส่งผลกระทบอย่างมหาศาลต่อเศรษฐกิจของประเทศ
การปฏิบัติการในระยะนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมการระบาด
และกำจัดโรคให้เร็วที่สุด (Eradication policy) เพื่อลดความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น |
กรมปศุสัตว์
กำหนดมาตรการควบคุมและกำจัดโรคไข้หวัดนก ซึ่งประกอบด้วยการดำเนินงานดังนี้
| |
๑.
|
มาตรการทำลายสัตว์และเชื้อโรค
|
| |
๒.
|
มาตรการเฝ้าระวังโรคและสอบสวนทางระบาดวิทยา |
| |
๓.
|
มาตรการควบคุมโรค |
| |
๔. |
มาตรการควบคุมการเคลื่อนย้ายสัตว์และซากสัตว์ |
| |
๕.
|
การประชาสัมพันธ์
|
|
๑ มาตรการทำลายสัตว์และเชื้อโรค |
๑.๑
การทำลายสัตว์
เกณฑ์การทำลายสัตว์ปีก
จะแบ่งพื้นที่เป็น ๓ ขอบเขต คือ
| |
๑
|
ในฟาร์มหรือจุดที่เกิดโรค
หากพบสัตว์ปีกป่วยให้เก็บตัวอย่างส่งห้องปฏิบัติการเพื่อตรวจวินิจฉัยทันที
หากผลการตรวจวินิจฉัยพบโรคไข้หวัดนก หรือระหว่างรอผลจากห้องปฏิบัติการมีเหตุอันเชื่อได้ว่าสัตว์ป่วยด้วยไข้หวัดนกให้ทำลายสัตว์ปีกทั้งหมดในฟาร์มนั้นในทันที
หรือ เร็วที่สุด เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรค |
| |
๒ |
ห้องปฏิบัติการยืนยันว่าสัตว์ปีกในฟาร์มหรือจุดที่เกิดโรคนั้นเป็นโรคไข้หวัดนก
ให้ทำลายสัตว์ปีกทั้งหมดที่อยู่ในรัศมี ๕ กิโลเมตร
จากจุดที่เกิดโรคนั้น เพื่อป้องกันการกระจายของเชื้อโรค
|
| |
๓
|
สัตว์ปีกในรัศมี
๕๐ กิโลเมตรจากจุดเกิดโรคซึ่งเป็นเขตสำรวจและเฝ้าระวังโรคอย่างเข้มข้น
หากพบว่าป่วยด้วยโรคไข้หวัดนกให้ทำลายสัตว์ปีกทั้งฝูง |
วิธีการทำลายสัตว์ปีก สามารถทำได้ดังวิธีการดังต่อไป
| |
- |
การช๊อตด้วยไฟฟ้าโดยการจุ่มในน้ำ
|
|
| |
- |
การดึงคอ |
|
| |
- |
การรมด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ |
|
| |
- |
การใช้ถังสุญญากาศ |
|
ชนิดของก๊าซ
ที่ใช้ในการทำลายสัตว์ปีก
| |
- |
ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
(CO2) ๑.๗๕ กก./๑๐๐๐ ม3 รมในสถานที่ปิดเป็นเวลา
๓๐ นาที |
|
| |
- |
ก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซด์ (CO) ๘ กก./๑๐๐๐ม3 รมในสถานที่ปิดเป็นเวลา
๓๐ นาที |
|
| |
- |
ก๊าซไฮโดรเจนไซยาไนด์
(HCN) ๓ กก./๑๐๐๐ม3 รมในสถานที่ปิด (ก๊าซนี้มีพิษรุนแรงจึงต้องดำเนินการโดยผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเท่านั้น) |
|
ยาที่ใช้ในการทำลายสัตว์ปีก
กรณีเป็นฝูงขนาดใหญ่
| |
- |
Alfa
Chloralose ใช้ผสมในอาหารให้มีความเข้มข้น ๒%-๖%
ยาจะทำให้สัตว์สลบจาก
นั้นทำให้สัตว์ตายโดยการใส่ลงในถุงพลาสติก วิธีนี้เหมาะกับการใช้ในกรณีที่สัตว์ยังกินอาหารได้ |
|
| |
- |
Sodium
Fenobarbital ใช้ละลายน้ำให้สัตว์กิน ในขนาด ๘๐
มก.ใน ๕๕ มล. สัตว์จะ
สลบในเวลา ๔ ชั่วโมง จากนั้นนำใส่ในถุงพลาสติกเพื่อให้สัตว์ตาย |
|
|
๑.๒ การกำจัดซากสัตว์
การฝัง โดยการขุดหลุมให้มีขนาดลึกอย่างน้อย
๕ เมตร วัสดุอุปกรณ์ที่ยังไม่ผ่านการฆ่าเชื้อต้องฝังพร้อมซากสัตว์ด้วย
ซากสัตว์ต้องโรยด้วยปูนขาว (Calcium Hydroxide) และกลบพูนดินให้สูงขึ้นอย่างน้อย
๔๐ เซนติเมตร
๑.๓ การทำลายเชื้อโรค
ยาฆ่าเชื้อโรค (disinfectant )
น้ำยาที่เหมาะสมกับเชื้อไวรัสชนิดนี้ ได้แก่
| |
- |
สารที่เป็นกรดหรือด่างเข้มข้น
เช่น ปูนขาว |
|
| |
- |
Formaldehyde
หรือกลุ่ม Aldehyde Compound |
|
| |
- |
Ammonia
หรือกลุ่ม Quaternary Ammonium Compound |
|
| |
- |
น้ำยาไอโอไดด์
หรือกลุ่ม Iodine |
|
| |
- |
น้ำยา
Lysol หรือ กลุ่ม Phenolic compound |
|
หลักในการทำลายเชื้อโรคไข้หวัดนก
| |
- |
เชื้อชนิดนี้โดยส่วนใหญ่จะมีความไวต่อยาฆ่าเชื้อเกือบทุกชนิดและสามารถทำให้อ่อนกำลังลงได้โดยใช้ความร้อนและความแห้ง |
|
| |
- |
ใช้ยาฆ่าเชื้อทำลายเชื้อโรค
ควบคุมมิให้มีการปนเปื้อนอุจจาระไปกับยานพาหนะ |
|
| |
- |
ล้างวัสดุ อุปกรณ์ และยานพาหนะด้วยผงซักฟอกและยาฆ่าเชื้อ |
|
๑.๓.๑
การทำลายเชื้อโรคในโรงเรือน
| |
๑.
|
ฆ่าเชื้อโรคโดยพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรคให้ทั่วบริเวณฟาร์มหรือทุกโรงเรือนจนชุ่มอย่างน้อย
๒ ครั้ง ห่างกัน ๗ วัน ทั้งนี้ควรเก็บกวาดทำสะอาดโรงเรือนทั้งหมดก่อนด้วยผงซักฟอกและน้ำฉีดอัดแรงดันสูง
เพื่อให้น้ำยาฆ่าเชื้อมีประสิทธิภาพสูงสุดโดยไม่ถูกทำลายด้วยสารอินทรีย์ต่างๆ |
| |
๒.
|
กำจัดอาหารสัตว์ที่เหลือ
สิ่งปูนอน มูลสัตว์ปีก ขน และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ปีกในฟาร์มแห่งนั้นด้วยการเผาภายในบริเวณหรือฝังกลบให้ลึกจากผิวดินอย่างน้อย
๒ เมตร
หมายเหตุ หากจำเป็นต้องนำออกไปกำจัดภายนอกจุดเกิดโรคให้ระมัดระวังการแพร่กระจายเชื้อ
ขณะทำการขนย้ายต้องใส่ภาชนะปิดที่มิดชิดและพ่นฆ่าเชื้อโรคทั้งภาชนะบรรจุและยานพาหนะ
และบุคลากรที่ปฏิบัติงานควรมีการป้องกันตัวเองให้มิดชิดด้วย |
| |
๓.
|
ควรเก็บกักน้ำเสีย-ของเสีย
ที่เกิดขึ้นไว้ภายในฟาร์มขณะมีโรคเกิด ทั้งนี้เพื่อป้องกันการกระจายของเชื้อโรคและดำเนินการปรับปรุงน้ำ
(Waste Treatment) เพื่อให้แน่ใจว่าปลอดภัยแล้วจึงปล่อยออกไปนอกฟาร์มได้ |
| |
๔. |
ฆ่าเชื้อที่คน สัตว์ สิ่งของ ยานพาหนะ และทุกสิ่งทุกอย่างที่เข้าออกฟาร์ม |
๑.๓.๒ การทำลายเชื้อในพื้นที่เสี่ยง
ในพื้นที่ที่มีโรคระบาดหรือพื้นที่ในรัศมี
๕๐ กิโลเมตร จากจุดเกิดโรคหรือพื้นที่ในรัศมี ๕๐ กิโลเมตร จากจุดที่คาดว่ามีการนำสัตว์ปีกหรือซากสัตว์ปีกจากจุดเกิดโรคมา
ให้ใช้ยาฆ่าเชื้อพ่นฆ่าทำลายเชื้อโรคบริเวณคอกสัตว์ปีก และบริเวณที่สัตว์ปีกหากินอยู่ของทุกครัวเรือน
โดยดำเนินการเป็นระยะหรือทุกสัปดาห์จนกว่าโรคจะสงบ |
| ๒
มาตรการเฝ้าระวังโรคและสอบสวนทางระบาดวิทยา |
การเฝ้าระวังโรคภายในพื้นที่เพื่อค้าหาโรคและกำหนดขอบเขตการโรคประกอบด้วย
๒.๑ กำหนดลักษณะอาการ (Case Definition)
เพื่อที่จะค้นหาโรคไข้หวัดนกให้ได้เร็วที่สุด
(early detection) ให้ทำการค้นหาสัตว์ปีกที่มีอาการดังต่อไปนี้ในทุกบ้านที่มีสัตว์ปีก
| |
๑
|
มีอาการป่วยทางระบบหายใจ
คือ ไอ จาม หายใจลำบาก น้ำตาไหลมาก หน้าบวม หงอน-เหนียง-หน้าแข้งบวม
หรือมีสีเข้มคล้ำ หนังตาบวมหรือตาปิด |
| |
๒
|
อาจมีอาการทางระบบประสาท
และท้องเสีย หรือสัตว์ขนยุ่ง ซึม ไม่กินอาหาร ซูบผอม ไข่ลดหรือไข่มีลักษณะผิดปกติ |
| |
๓
|
หรืออาจไม่พบไก่มีอาการผิดปกติ
แต่ตายกระทันหันเกือบ ๑๐๐% หรือมีอัตราการตายสะสมประมาณ ๔๐%
ภายในช่วงระยะเวลา ๓ วัน หากพบอาการตามที่กำหนดข้างต้น ให้ดำเนินการตามมาตรการควบคุมโรคต่อไป
|
๒.๒
การเฝ้าระวังโรค
การเฝ้าระวังโรคภายในพื้นที่ หรือ ทำการค้นหาโรคโดยตรวจสอบข้อเท็จจริงของข้อมูลข่าวสารการเกิดโรคระบาดสัตว์ปีก
ติดตามสอบสวนอาการ หาสาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของสัตว์ปีกที่สงสัยว่าเป็นโรคระบาดชนิดต่างๆ
ตามลักษณะอาการของโรคไข้หวัดนก (Case Definition) ที่ได้กำหนดไว้ในข้อ
๑.๑
๒.๓
การสอบสวนโรค
| |
๑ |
เมื่อเกิดกรณีสงสัยว่าสัตว์ปีกป่วยหริอตายด้วยโรคระบาด โดยพบว่ามีสัตว์ปีกป่วยด้วยอาการต่างๆดังกล่าวข้างต้นในฟาร์มหรือหมู่บ้านเดียวกัน
ให้กลุ่มพัฒนาสุขภาพสัตว์ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด รีบออกไปทำการสอบสวนโรคในเบื้องต้นก่อน
และ/หรือทำการเก็บตัวอย่างตามหลักวิชา แล้วรายงานหรือประสานงานกับหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง
ได้แก่ สำนักสุขศาสตร์สัตว์และสุขอนามัย สถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการสัตวแพทย์ประจำเขตต่างๆ และ สำนักควบคุม
ป้องกัน และบำบัดโรคสัตว์ ให้ทราบทันที เพื่อเตรียมพร้อมในการออกไปสอบสวนโรคโดยละเอียด
รวมถึงการเก็บและรับ-ส่งตัวอย่างสำหรับการตรวจวินัจฉัยหรือชันสูตรต่อไป
และ/หรือดำเนินการควบคุมโรคทันที |
| |
๒
|
เมื่อทำการสอบสวนโรคให้บันทึกในแบบสอบสวนโรค
ซึ่งจะช่วยในการสรุปรวบรวมข้อมูล สำหรับวิเคราะห์ปัจจัย สาเหตุ
การเกิดโรคระบาดสัตว์ โดยมีสาระสำคัญ คือ การตรวจสอบข้อมูลทั่วไปของจุดเกิดโรค
สภาพการเลี้ยงสัตว์และปริมาณ ลักษณะการเกิดโรคในพื้นที่ อัตราการป่วย/อัตราการตาย
การเปลี่ยนแปลงสภาวะแวดล้อมก่อนเกิดโรค โรงฆ่าสัตว์ ตลาดนัดค้าสัตว์
การเคลื่อนย้ายสัตว์เข้า-ออก หรือ ผ่านจุดเกิดโรค แหล่งรังโรคที่อาจเป็นไปได้
ปัจจัยการแพร่ระบาด และ พื้นที่เสียงโดยรอบ เป็นต้น |
การเก็บตัวอย่าง เพื่อตรวจสอบยืนยันโรคไข้หวัดนกทางห้องปฏิบัติการ
มีวิธีการดังนี้
| |
๑
การเก็บตัวอย่างวิการ (Collection of Pathological Samples)
ของสัตว์ปีก
|
- |
เก็บสัตว์ปีกที่ตายจำนวน
๕ ตัว (Dead birds) |
|
- |
เก็บตัวอย่างหลอดลมและปอดสัตว์ป่วย
๕ ตัวรวมกัน (Pooled tracheal and lung samples) |
|
- |
เก็บตัวอย่างลำไส้สัตว์ป่วย
๕ ตัวรวมกัน (Pooled intestinal samples) |
|
- |
เก็บตัวอย่างจากสัตว์ปกติร่วมฝูงโดยใช้ก้านสำลีป้ายก้นและหลอดลม
(Cloacal and tracheal swabs from healthy birds) |
|
- |
เก็บตัวอย่างจากนกน้ำ (Water fowl) และนกประเภทที่บินไม่ได้
(พวก Ratites ที่มีกระดูกอกเป็นแผ่น) เช่นนกกระจอกเทศที่พบในพื้นที่ด้วย |
|
| |
๒
การเก็บตัวอย่างอุจจาระ (Cloacal swab) ของสัตว์ปีก |
| |
|
- |
เก็บอุจจาระ
อย่างน้อย ๑ กรัม จากสัตว์ปีกอย่างน้อยที่สุด ๓๐ ตัว หรือ
จำนวน ๖๐ ตัวจากประชากรสัตว์ปีกไม่จำกัดจำนวน (infinity)ใน
๑ ฝูง |
|
- |
จุ่มก้านสำลีที่ป้ายอุจจาระในก้นลงในหลอดน้ำยาเฉพาะ
(Transport media)ทันที เพื่อทำการขนส่งต่อไป โดยรวมตัวอย่างจากสัตว์
๕ ตัวใน ๑ หลอดน้ำยาได้ นำส่งห้องปฏิบัติการภายใน ๒๔ ชั่วโมง
โดยแช่น้ำแข็ง |
|
| ๓.
มาตรการควบคุมโรคไข้หวัดนก |
การควบคุมโรคระบาดสัตว์ปีกที่มีการระบาดอย่างรวดเร็วและรุนแรง เช่นไข้หวัดนกจำเป็นต้องมีการประสานงานระหว่างภาครัฐและเอกชน
โดยมีแนวทาง ดังนี้
| |
๓.๑
การเฝ้าระวังและควบคุมโรคในฟาร์มสัตว์ปีกรายย่อยที่อยู่ในความรับผิดชอบของบริษัทใหญ่ |
ผู้บริหารระดับสูงของกรมปศุสัตว์จะประสานงานขอความร่วมมือจากบริษัทสัตว์ปีกนั้นๆหรือสมาคมต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการผลิตสัตว์ปีก
เพื่อแจ้งไปยังฟาร์มสัตว์ปีกทุกฟาร์มในความรับผิดชอบทั่วประเทศหรือพื้นที่เสี่ยงเพื่อดำเนินการตามมาตรการ
ดังนี้
| |
๓.๑.๑
|
ทำการเฝ้าระวังการเกิดโรคภายใน
และพื้นที่รอบฟาร์มตลอดเวลา |
| |
๓.๑.๒
|
ทำการควบคุม
คน สัตว์ สิ่งของ และยานพาหนะเข้า-ออกฟาร์มอย่างเข้มงวด |
| |
๓.๑.๓ |
ใช้มาตรการทางสุขาภิบาลฟาร์มอย่างเข้มงวด |
| |
๓.๑.๔
|
กรณีที่พบสัตว์ปีกป่วยด้วยอาการที่สงสัยตามลักษณะอาการที่กำหนด
ให้ดำเนินการ
| ๓.๑.๔.๑
|
ห้ามนำสัตว์ปีกออกจากฟาร์มทุกกรณี |
| ๓.๑.๔.๒
|
เก็บตัวอย่างซากสัตว์ป่วยที่ตายใหม่ๆใส่ถุงแล้วแช่น้ำแข็ง
หรือสัตว์ป่วยใกล้ตาย ส่งไปห้องปฏิบัติการกรมปศุสัตว์หรือที่ไกล้ที่สุดเพื่อตรวจวินิจฉัยทันที
พร้อมทั้งแจ้งปศุสัตว์จังหวัดพื้นที่ทราบ |
| ๓.๑.๔.๓
|
หากผลการตรวจวินิจฉัยพบว่าเป็นโรคไข้หวัดนก
หรือ ขณะรอผลจากห้องปฏิบัติการมีเหตุอันเชื่อได้ว่าสัตว์ป่วยเป็นโรคระบาดชนิดนี้ให้ทำลายสัตว์ปีกหมดทั้งฟาร์ม
รวมทั้งกำจัดทำลายอาหารสัตว์ สิ่งปูนอน มูลสัตว์ ผลิตภัณฑ์สัตว์ปีก
และผลิตผลทุกชนิดจากฟาร์มแห่งนั้น |
|
| |
๓.๑.๕
|
ทำการฆ่าเชื้อโรคที่ฟาร์มหรือจุดเกิดโรคนั้นทุกโรงเรือนให้ทั่วบริเวณ
รวมถึงยานพาหนะ |
| |
๓.๑.๖
|
ระงับการเข้า
- ออกฟาร์มทุกชนิด หรือ ควบคุมให้เหลือน้อยที่สุด และจัดทำบันทึกการเคลื่อนย้าย
คน สัตว์ สิ่งของ ยานพาหนะ ที่เข้า-ออก ฟาร์มนั้น |
| |
๓.๒
กรณีพบโรคระบาดในพื้นที่รัศมี ๕ กิโลเมตรจากจุดเกิดโรค กรมปศุสัตว์จะดำเนินมาตรการทำลายสัตว์ปีกทั้งหมด
|
| |
|
| |
๓.๓
ในรัศมี ๕๐ กิโลเมตรจากจุดเกิดโรค หากพบสัตว์ปีกป่วยด้วยโรคระบาดชนิดดังกล่าว
กรมปศุสัตว์จะทำลายสัตว์ทั้งฝูง |
| |
|
| |
๓.๔
ในกรณีมีโรคระบาดเกิดขึ้นในพื้นที่เลี้ยงสัตว์ปีกที่สำคัญของประเทศ
กรมปศุสัตว์อาจมีความจำเป็นต้องพิจารณาขยายขอบเขตรัศมีการควบคุมโรคเป็น
๖๐ กิโลเมตร เพื่อดำเนินมาตรการค้นหาโรค เฝ้าระวัง ควบคุมการเคลื่อนย้าย
และทำลายสัตว์ ตามความเหมาะสม |
| ๔.
มาตรการควบคุมการเคลื่อนย้ายสัตว์และซากสัตว์ |
| |
๔.๑ |
ในรัศมี ๕๐ กิโลเมตรจากจุดเกิดโรค หน่วยเฉพาะกิจสารวัตรกรมปศุสัตว์จะตั้งจุดตรวจห้ามสัตว์ปีกเคลื่อนย้ายเข้า-ออกทั้งหมด
แต่จะพิจารณาอนุญาตให้นำสัตว์ปีก ไข่ หรือผลิตภัณฑ์จากพื้นที่ไม่มีโรคระบาดเข้าไปเพื่อการบริโภคภายในได้ |
| |
๔.๒
|
การอนุญาตให้เคลื่อนย้ายสัตว์ปีกหรือซากสัตว์ปีกที่อยู่ในรัศมี
๕๐ กิโลเมตร จากจุดเกิดโรคต้องไม่มีสัตว์ปีกป่วยเกิดขึ้นในระยะเวลาอย่างน้อย
๒๑ วัน นับจากวันแรกที่ไม่พบสัตว์ป่วย และผลการสุ่มตรวจตัวอย่างสัตว์ปีกจากในฝูงให้ผลลบ |
| |
๔.๓
|
การควบคุมในฟาร์มสัตว์ปีกรายย่อยที่ไม่อยู่ในความรับผิดชอบของบริษัทเอกชน
ปศุสัตว์จังหวัดต้องประสานงานทุกฟาร์มรายย่อย เพื่อขอความร่วมมือในการดำเนินงานตามมาตรการการควบคุมโรค
โดยการตรวจวินิจฉัยตัวอย่างให้ใช้ห้องปฏิบัติการของสถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติหรือศูนย์วิจัยและพัฒนาการสัตวแพทย์ในแต่ละพื้นที่ |
| |
๔.๔ |
การควบคุมในเกษตรกรรายย่อยที่เลี้ยงสัตว์ปีกไม่เป็นลักษณะฟาร์มปศุสัตว์จังหวัดต้องจัดเจ้าหน้าที่
เข้าปฏิบัติงานควบคุมโรคในทุกครัวเรือนที่มีการเลี้ยงสัตว์ปีก |
| สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรรู้จักลักษณะอาการของโรคไข้หวัดนกเพื่อเฝ้าระวังโรคในพื้นที่
วิธีปฏิบัติที่ระมัดระวังไม่สัมผัสเชื้อโรค และป้องกันการนำโรคเข้ามายังสถานที่เลี้ยงสัตว์ปีกโดยมุ่งเน้นมาตรการทางสุขาภิบาล
การฆ่าเชื้อโรคที่โรงเรือน ยานพาหนะและเครื่องมือเครื่องใช้ในฟาร์ม
การควบคุมยานพาหนะและคนเข้า-ออก ประชาสัมพันธ์ ให้เกษตรกรทราบว่าการเคลื่อนย้ายสัตว์ปีกทุกครั้งต้องขอใบอนุญาตจากเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์
รวมถึงผู้ประกอบการโรงงานฆ่าสัตว์ปีก ให้งดรับสัตว์ปีกที่ไม่มีใบอนุญาตเคลื่อนย้ายสัตว์มาเข้าฆ่าที่โรงงาน |
สรุปภาพรวมหน้าที่รับผิดชอบของหน่วยงานต่างๆในการดำเนินงานควบคุมโรค
| |
| (๑)
การตรวจสอบข้อเท็จจริง ณ จุดสงสัยการเกิดโรคไข้หวัดนก
สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดดำเนินการสอบสวนอาการของสัตว์ที่สงสัยว่าเป็นโรคไข้หวัดนก
ตามข้อกำหนดลักษณะอาการ (Case Definition) ดังนี้ |
|
๑.๑ |
ลักษณะอาการ
(Case Definition)
|
๑.๑.๑
|
มีอาการป่วยทางระบบหายใจ
คือ ไอ จาม หายใจลำบาก น้ำตาไหลมาก หน้าบวม หงอน-เหนียง-หน้าแข้งบวม
หรือมีสีเข้มคล้ำ หนังตาบวมหรือตาปิด |
|
๑.๑.๒
|
อาจมีอาการทางระบบประสาท
และท้องเสีย หรือสัตว์ขนยุ่ง ซึม ไม่กินอาหาร ซูบผอม
ไข่ลดหรือไข่มีลักษณะผิดปกติ |
|
๑.๑.๓
|
หรืออาจไม่พบไก่มีอาการผิดปกติ
แต่ตายกระทันหันเกือบ ๑๐๐% หรือมีอัตราการตายสะสมประมาณ
๔๐% ภายในช่วงระยะเวลา ๓ วัน หากพบอาการตามที่กำหนดข้างต้น
ให้ดำเนินการตามมาตรการควบคุมโรคต่อไป |
|
|
| |
(๒)
การดำเนินงานควบคุมโรค
|
๒.๑
|
การดำเนินงานของสำนักงานปศุสัตว์จังหวัด
|
๒.๑.๑
|
หากพบอาการสัตว์ปีกตามข้อกำหนดข้างต้น
ให้สัตวแพทย์ประจำท้องที่ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด
ดำเนินการจัดทำบันทึกสั่งกักสัตว์ปีกในฟาร์มหรือในพื้นที่ที่สงสัยว่าเกิดโรคระบาด
และเก็บตัวอย่างสัตว์ป่วยเพื่อส่งตรวจยืนยันทางห้องปฏิบัติการ
โดยการเก็บตัวอย่างให้เก็บตัวอย่างสัตว์ปีกที่ป่วยตายใหม่
ๆ ใส่ถุงมัดให้แน่น ๒ ชั้น แล้วแช่ในน้ำแข็งส่งตรวจยังห้องปฏิบัติการของศูนย์วิจัยและพัฒนาการสัตวแพทย์หรือสถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ |
|
๒.๑.๒
|
กำหนดขอบเขตการควบคุมและเฝ้าระวังโรค
โดยแยกพื้นที่ดังนี้
- รัศมี ๕ กิโลเมตรจากจุดเกิดโรค เป็นเขตควบคุมโรค
(Restriction zone)
- รัศมี ๕๐ กิโลเมตร เป็นเขตเฝ้าระวังโรค (Control
zone)* |
|
๒.๑.๓ |
สรุปสถานการณ์และรายงานผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นภายใน
๒๔ ชั่วโมง |
|
๒.๑.๔
|
ให้ทำบันทึกสั่งทำลายสัตว์ปีกที่ป่วย
ที่ร่วมฝูง และที่คาดว่าจะได้รับเชื้อโรคระบาดตลอดจนสัตว์ที่เป็นพาหะของโรค
รวมถึงซากสัตว์ปีกที่ตายด้วยโรคระบาด โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา
๑๐ แห่งพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. ๒๔๙๙ โดย
- ในรัศมี ๕ กิโลเมตรจากจุดเกิดโรคให้ทำลายสัตว์ปีกทั้งหมด
- ในรัศมี ๕๐ กิโลเมตร จากจุดเกิดโรคหากพบสัตว์ปีกป่วยด้วยโรคระบาดให้ทำลายทั้งฝูง
ในฝูงสัตว์ปีกที่ไม่ป่วยให้สุ่มเก็บตัวอย่างส่งตรวจยังห้องปฏิบัติการ
หากผลการตรวจวินิจฉัยพบว่ามีโรคระบาดให้ทำลายทั้งฝูง
ทั้งนี้การทำลายสัตว์ปีกให้ใช้วิธีเผา ณ จุดเกิดโรค
หรือหากเผาไม่ได้ให้ฝังลึกไม่น้อยกว่า ๕ เมตร ณ
จุดเกิดโรค รวมทั้งมูลสัตว์ปีกและอาหารสัตว์ด้วย
|
|
๒.๑.๕
|
ให้ทำลายเชื้อโรคในพื้นที่เกิดโรคระบาดรวมทั้งคน
สัตว์ สิ่งของ ยานพาหนะ โดยใช้ยาฆ่าเชื้อโรคในกลุ่ม
Phenol กลุ่ม Quaternary Ammonium Compound หรือกลุ่ม
Iodine Compound |
|
๒.๑.๖ |
ให้ควบคุมการเข้า
- ออก ของคน สัตว์ สิ่งของ ยานพาหนะ ในจุดที่เกิดโรคอย่างเข้มงวด
และเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่มีโรคต้องไม่ปะปนกับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ไม่มีโรค |
|
๒.๑.๗
|
ให้ประชุมเจ้าของฟาร์มและผู้ประกอบการเพื่อชี้แจงมาตรการป้องกันโรคภายในฟาร์ม
และขอความร่วมมือในการแจ้งสถานการณ์การเกิดโรค และห้ามซื้อขายหรือเคลื่อนย้ายสัตว์ป่วยตาย |
|
๒.๑.๘ |
ให้รายงานสถานการณ์และผลการดำเนินการควบคุมโรคให้กรมปศุสัตว์ทราบทุกวัน
โดยสำเนารายงานต่อผู้อำนวยการสำนักสุขศาสตร์สัตว์และสุขอนามัยที่เกี่ยวข้อง |
|
|
๒.๒ |
สำนักงานสุขศาสตร์สัตว์และสุขอนามัย
|
๒.๒.๑
|
ให้สำนักสุขศาสตร์สัตว์และสุขอนามัย
แจ้งให้สำนักงานปศุสัตว์ในพื้นที่ใกล้เคียงเฝ้าระวังโรค
|
|
๒.๒.๓
|
ร่วมกับศูนย์วิจัยและพัฒนาการสัตวแพทย์ประจำภาค
เพื่อกำหนดแผนเฝ้าระวังโรค |
|
๒.๒.๓ |
สนับสนุนปัจจัยต่างๆ
และจัดส่งนักวิชาการเข้าร่วมดำเนินการในการเฝ้าระวังและควบคุมป้องกันกำจัดโรคระบาด |
|
|
๒.๓ |
สถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติร่วมกับศูนย์วิจัยและพัฒนาการสัตวแพทย์ประจำภาค
ประสานงานกับสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดในการเก็บตัวอย่างสัตว์ปีกหรือตัวอย่างอื่นๆ
ที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจวินิจฉัยและเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องในพื้นที่รัศมี
๕๐ กิโลเมตร รอบจุดเกิดโรครวมทั้งให้เก็บตัวอย่างจากสัตว์ปีก
ที่อพยพมาจากต่างประเทศแล้วหากินอยู่ในพื้นที่จังหวัด
หรือจังหวัดใกล้เคียงเพื่อตรวจวินิจฉัยและเฝ้าระวังด้วย |
|
๒.๔ |
สำนักควบคุมป้องกันและบำบัดโรคสัตว์
|
๒.๔.๑ |
เป็นศูนย์ประสานงานในส่วนกลาง
และกำหนดแนวทางและมาตรการในการควบคุม ป้องกัน กำจัดโรคระบาด
รวมทั้งติดตามแก้ไขปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงาน และรายงานกรมปศุสัตว์ทราบทุกวัน |
|
๒.๔.๒
|
จัดส่งนักวิชาการเข้าดำเนินการร่วมกับนักวิชาการสำนักสุขศาสตร์สัตว์และสุขอนามัย
และสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดในการควบคุมป้องกันกำจัดโรคระบาด |
|
๒.๔.๓ |
จัดส่งชุดเฉพาะกิจด่านกักกันสัตว์เข้าดำเนินการควบคุมเคลื่อนย้ายสัตว์ปีกและพาหะ
ของโรคทุกชนิดโดยร่วมกำหนดแผนกับปศุสัตว์จังหวัด
ทั้งนี้ในรัศมี ๖๐ กิโลเมตร จากจุดเกิดโรคห้ามเคลื่อนย้ายสัตว์ปีกโดยเด็ดขาด |
|
๒.๔.๔ |
ให้การสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นในการควบคุมป้องกันกำจัดโรคระบาด |
|
| ๒.๕
|
ภาคเอกชน
ภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง เช่นสมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อการส่งออกไทย
สมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ บริษัท ให้แจ้งสมาชิกเพื่อดำเนินการดังนี้
|
๒.๕.๑ |
ห้ามเคลื่อนย้ายสัตว์ปีกและผลิตภัณฑ์เข้าจังหวัดที่เกิดโรคระบาดเป็นการชั่วคราว |
|
๒.๕.๒ |
ในพื้นที่จังหวัดที่เกิดโรคระบาด
|
๒.๕.๒.๑ |
ในพื้นที่รัศมี ๕ กิโลเมตร จากจุดเกิดโรคให้ทำลายสัตว์ปีกทั้งหมด
รวมถึงอาหารสัตว์ มูลสัตว์ สิ่งปูนอน ฯลฯ |
|
๒.๕.๒.๒
|
ในพื้นที่รัศมี
๕๐ กิโลเมตร จากจุดเกิดโรค
- ห้ามเคลื่อนย้ายสัตว์ปีกเป็นการชั่วคราว
- หากพบสัตว์ปีกป่วยด้วยโรคระบาดให้ทำลายหมดทั้งฝูง
- ในฝูงที่ไม่ป่วยให้เก็บตัวอย่างสัตว์ปีกส่งห้องปฏิบัติการตรวจหาเชื้อโรคระบาดหากพบว่ามีเชื้อโรคระบาดให้ทำลายหมดทั้งฝูง |
|
๒.๕.๒.๓ |
การทำลายให้ใช้วิธีเผา
ณ จุดเกิดโรค หากเผาไม่ได้ให้ใช้วิธีฝังในดิน
ณ จุดเกิดโรคลึกไม่น้อยกว่า ๕ เมตร |
|
๒.๕.๒.๔ |
หากไม่สามารถดำเนินการทำลาย ณ จุดเกิดโรคได้ให้แจ้งปศุสัตว์จังหวัดในพื้นที่เพื่อพิจารณาสถานที่ทำลายที่เหมาะสม |
|
๒.๕.๒.๕
|
ให้ทำลายเชื้อโรคในพื้นที่เกิดโรคระบาดรวมทั้งคน
สัตว์ สิ่งของ ยานพาหนะ โดยใช้ยาฆ่าเชื้อโรคในกลุ่ม
Phenol กลุ่ม Quaternary Ammonium Compound
หรือกลุ่ม Iodine Compound |
|
๒.๕.๒.๖
|
ให้ควบคุมการเข้า
- ออก ของคน สัตว์ สิ่งของ ยานพาหนะ ในจุดที่เกิดโรค
อย่างเข้มงวด และเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่มีโรคต้องไม่ปะปนกับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ไม่มีโรค
การดำเนินงานตามแผนเตรียมความพร้อมการควบคุมป้องกันและกำจัดโรคสัตว์นี้
ยังมีรายละเอียดในคู่มือการปฏิบัติงาน |
|
|
|
หมายเหตุ
* อาจมีความจำเป็นต้องขยายขอบเขตพื้นที่เฝ้าระวังโรคออกไปเป็นรัศมี
๖๐ กิโลเมตร จากจุดเกิดโรค หากพื้นที่นั้นเป็นแหล่งผลิตสัตว์ปีกที่สำคัญของประเทศ
เพื่อสร้างความมั่นใจว่าโรคไม่แพร่กระจายออกไป
|