ภาพรวมการปฏิบัติการเพื่อการควบคุมและกำจัดโรคไข้หวัดนก

          โรคไข้หวัดนก (Highly Pathogenic Avian Influenza, HPAI) เป็นโรคใน List A ขององค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ (Office of International Epizootes, OIE) เนื่องจากเป็นโรคที่มีความรุนแรง แพร่ระบาดในวงกว้างได้อย่างรวดเร็ว และส่งผลเสียหายอย่างมหาศาลต่อเศรษฐกิจและการส่งออกของประเทศ โรคไข้หวัดนกจึงเป็นโรคระบาดสัตว์ตามกฏหมาย คือพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. ๒๔๙๙ และฉบับแก้ไข พ.ศ. ๒๕๔๒ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งให้อำนาจกรมปศุสัตว์ในการควบคุมป้องกันและกำจัดโรค โดยวิธีการทำลายสัตว์ กักกันหรือ ควบคุมการเคลื่อนย้ายสัตว์และผลิตภัณฑ์ การจ่ายค่าชดชดเชย และปฏิบัติการอื่นๆที่จำเป็น
โรคไข้หวัดนกถูกตรวจพบเป็นครั้งแรกในประเทศไทยในเดือนมกราคม 2547 โดยพบเชื้อ HPAI จากฟาร์มไก่ไข่แห่งหนึ่งที่ตำบลบ้านแหลม อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี ทันทีที่ตรวจพบกรมปศุสัตว์ได้ประกาศเขตโรคระบาดสัตว์และดำเนินมาตรการตามแผนฉุกเฉินเพื่อควบคุมป้องกันและกำจัดโรคระบาดร้ายแรงในสัตว์ปีก

นโยบายของกรมปศุสัตว์คือการกำจัดโรคให้รวดเร็วที่สุดเพื่อป้องกันความเสียหายและผลกระทบที่อาจจะเกิดขี้น

          การดำเนินการเพื่อกำจัดโรคสรุปโดยย่อได้ดังนี้
  ๑. มาตรการทำลายสัตว์และเชื้อโรค เมื่อพบโรคจะทำลายสัตว์ปีกในฟาร์มทั้งหมดในรัศมี ๕ กิโลเมตรและฆ่าเชื้อ
  ๒. มาตรการสำรวจและเฝ้าระวังโรคระหว่างการระบาด สำรวจและเฝ้าระวังโรคอย่างเข้มข้นในรัศมี ๕๐ กิโลเมตรรอบจุดเกิดโรค หากมีฟาร์มหรือหมู่บ้านที่ตรวจพบโรคไข้หวัดนก
  ๓. มาตรการควบคุมโรค ประสานงานระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อการควบคุมโรค
  ๔. มาตรการควบคุมการเคลื่อนย้ายสัตว์ ห้ามการเคลื่อนย้ายสัตว์ปีกทุกชนิดจากพื้นที่ในรัศมี ๖๐ กิโลเมตร
  ๕. มาตรการประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างความตระหนักและความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชน

           หลังจากทำลายสัตว์ตัวสุดท้ายที่เข้าข่ายแล้ว กรมปศุสัตว์จะดำเนินแผนการสำรวจและเฝ้าระวังโรคไข้หวัดนกในระยะ ๒ เพื่อยืนยันภาวะปลอดโรค และระยะ ๓ เพื่อประเมินไวรัสในพื้นที่ ทราบการเกิดโรคอย่างรวดเร็ว และสามารถควบคุมป้องกันโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ มาตรการการเฝ้าระวังหลังการเกิดโรคมีดังนี้

 
•
การเฝ้าระวังหลังโรคสงบ: เฝ้าระวังเป็นระยะเวลา ๕ เดือนตามข้อกำหนดของOIE เพื่อให้แน่ใจว่าโรคสงบและไม่มีการระบาดเกิดขึ้นอีก
 
•
การเฝ้าระวังในระยะยาว: หลังจากแน่ใจว่าโรคสงบ กรมปศุสัตว์จะดำเนินการเฝ้าระวังทั้งเชิงรุกและเชิงรับเพื่อให้ได้ข้อมูลทางระบาดวิทยาที่จำเป็นต่อการควบคุมและป้องกันโรค

มาตรการควบคุมและกำจัดโรคไข้หวัดนก

ระยะที่ ๑ : การดำเนินการในขณะมีการระบาด

วัตถุประสงค์ หลักการและ แนวทางการปฎิบัติงาน เนื่องจากโรคไข้หวัดนกเป็นโรคระบาดร้ายแรง สามารถแพร่ระบาดในวงกว้าง สามารถติดต่อสู่มนุษย์ และส่งผลกระทบอย่างมหาศาลต่อเศรษฐกิจของประเทศ การปฏิบัติการในระยะนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมการระบาด และกำจัดโรคให้เร็วที่สุด (Eradication policy) เพื่อลดความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น

          กรมปศุสัตว์ กำหนดมาตรการควบคุมและกำจัดโรคไข้หวัดนก ซึ่งประกอบด้วยการดำเนินงานดังนี้
 
๑.
มาตรการทำลายสัตว์และเชื้อโรค
 
๒.
มาตรการเฝ้าระวังโรคและสอบสวนทางระบาดวิทยา
 
๓.
มาตรการควบคุมโรค
 
๔.
มาตรการควบคุมการเคลื่อนย้ายสัตว์และซากสัตว์
 
๕.
การประชาสัมพันธ์

๑ มาตรการทำลายสัตว์และเชื้อโรค
          ๑.๑  การทำลายสัตว์

                เกณฑ์การทำลายสัตว์ปีก จะแบ่งพื้นที่เป็น ๓ ขอบเขต คือ
 
ในฟาร์มหรือจุดที่เกิดโรค หากพบสัตว์ปีกป่วยให้เก็บตัวอย่างส่งห้องปฏิบัติการเพื่อตรวจวินิจฉัยทันที หากผลการตรวจวินิจฉัยพบโรคไข้หวัดนก หรือระหว่างรอผลจากห้องปฏิบัติการมีเหตุอันเชื่อได้ว่าสัตว์ป่วยด้วยไข้หวัดนกให้ทำลายสัตว์ปีกทั้งหมดในฟาร์มนั้นในทันที หรือ เร็วที่สุด เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรค
 
ห้องปฏิบัติการยืนยันว่าสัตว์ปีกในฟาร์มหรือจุดที่เกิดโรคนั้นเป็นโรคไข้หวัดนก ให้ทำลายสัตว์ปีกทั้งหมดที่อยู่ในรัศมี ๕ กิโลเมตร จากจุดที่เกิดโรคนั้น เพื่อป้องกันการกระจายของเชื้อโรค
 
สัตว์ปีกในรัศมี ๕๐ กิโลเมตรจากจุดเกิดโรคซึ่งเป็นเขตสำรวจและเฝ้าระวังโรคอย่างเข้มข้น
หากพบว่าป่วยด้วยโรคไข้หวัดนกให้ทำลายสัตว์ปีกทั้งฝูง

                 วิธีการทำลายสัตว์ปีก สามารถทำได้ดังวิธีการดังต่อไป
 
-
การช๊อตด้วยไฟฟ้าโดยการจุ่มในน้ำ  
 
-
การดึงคอ  
 
-
การรมด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์  
 
-
การใช้ถังสุญญากาศ  

                ชนิดของก๊าซ ที่ใช้ในการทำลายสัตว์ปีก
 
-
ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ๑.๗๕ กก./๑๐๐๐ ม3 รมในสถานที่ปิดเป็นเวลา ๓๐ นาที  
 
-
ก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซด์ (CO) ๘ กก./๑๐๐๐ม3 รมในสถานที่ปิดเป็นเวลา ๓๐ นาที  
 
-
ก๊าซไฮโดรเจนไซยาไนด์ (HCN) ๓ กก./๑๐๐๐ม3 รมในสถานที่ปิด (ก๊าซนี้มีพิษรุนแรงจึงต้องดำเนินการโดยผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเท่านั้น)  

                ยาที่ใช้ในการทำลายสัตว์ปีก กรณีเป็นฝูงขนาดใหญ่
 
-
Alfa Chloralose ใช้ผสมในอาหารให้มีความเข้มข้น ๒%-๖% ยาจะทำให้สัตว์สลบจาก
นั้นทำให้สัตว์ตายโดยการใส่ลงในถุงพลาสติก วิธีนี้เหมาะกับการใช้ในกรณีที่สัตว์ยังกินอาหารได้
 
 
-
Sodium Fenobarbital ใช้ละลายน้ำให้สัตว์กิน ในขนาด ๘๐ มก.ใน ๕๕ มล. สัตว์จะ
สลบในเวลา ๔ ชั่วโมง จากนั้นนำใส่ในถุงพลาสติกเพื่อให้สัตว์ตาย
 

           ๑.๒ การกำจัดซากสัตว์

                  การฝัง โดยการขุดหลุมให้มีขนาดลึกอย่างน้อย ๕ เมตร วัสดุอุปกรณ์ที่ยังไม่ผ่านการฆ่าเชื้อต้องฝังพร้อมซากสัตว์ด้วย ซากสัตว์ต้องโรยด้วยปูนขาว (Calcium Hydroxide) และกลบพูนดินให้สูงขึ้นอย่างน้อย ๔๐ เซนติเมตร

           ๑.๓ การทำลายเชื้อโรค

                 ยาฆ่าเชื้อโรค (disinfectant ) น้ำยาที่เหมาะสมกับเชื้อไวรัสชนิดนี้ ได้แก่
 
-
สารที่เป็นกรดหรือด่างเข้มข้น เช่น ปูนขาว  
 
-
Formaldehyde หรือกลุ่ม Aldehyde Compound  
 
-
Ammonia หรือกลุ่ม Quaternary Ammonium Compound  
 
-
น้ำยาไอโอไดด์ หรือกลุ่ม Iodine  
 
-
น้ำยา Lysol หรือ กลุ่ม Phenolic compound  

                หลักในการทำลายเชื้อโรคไข้หวัดนก
 
-
เชื้อชนิดนี้โดยส่วนใหญ่จะมีความไวต่อยาฆ่าเชื้อเกือบทุกชนิดและสามารถทำให้อ่อนกำลังลงได้โดยใช้ความร้อนและความแห้ง  
 
-
ใช้ยาฆ่าเชื้อทำลายเชื้อโรค ควบคุมมิให้มีการปนเปื้อนอุจจาระไปกับยานพาหนะ  
 
-
ล้างวัสดุ อุปกรณ์ และยานพาหนะด้วยผงซักฟอกและยาฆ่าเชื้อ  

                     ๑.๓.๑ การทำลายเชื้อโรคในโรงเรือน
 
๑.
ฆ่าเชื้อโรคโดยพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรคให้ทั่วบริเวณฟาร์มหรือทุกโรงเรือนจนชุ่มอย่างน้อย ๒ ครั้ง ห่างกัน ๗ วัน ทั้งนี้ควรเก็บกวาดทำสะอาดโรงเรือนทั้งหมดก่อนด้วยผงซักฟอกและน้ำฉีดอัดแรงดันสูง เพื่อให้น้ำยาฆ่าเชื้อมีประสิทธิภาพสูงสุดโดยไม่ถูกทำลายด้วยสารอินทรีย์ต่างๆ
 
๒.
กำจัดอาหารสัตว์ที่เหลือ สิ่งปูนอน มูลสัตว์ปีก ขน และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ปีกในฟาร์มแห่งนั้นด้วยการเผาภายในบริเวณหรือฝังกลบให้ลึกจากผิวดินอย่างน้อย ๒ เมตร
หมายเหตุ หากจำเป็นต้องนำออกไปกำจัดภายนอกจุดเกิดโรคให้ระมัดระวังการแพร่กระจายเชื้อ ขณะทำการขนย้ายต้องใส่ภาชนะปิดที่มิดชิดและพ่นฆ่าเชื้อโรคทั้งภาชนะบรรจุและยานพาหนะ และบุคลากรที่ปฏิบัติงานควรมีการป้องกันตัวเองให้มิดชิดด้วย
 
๓.
ควรเก็บกักน้ำเสีย-ของเสีย ที่เกิดขึ้นไว้ภายในฟาร์มขณะมีโรคเกิด ทั้งนี้เพื่อป้องกันการกระจายของเชื้อโรคและดำเนินการปรับปรุงน้ำ (Waste Treatment) เพื่อให้แน่ใจว่าปลอดภัยแล้วจึงปล่อยออกไปนอกฟาร์มได้
 
๔.
ฆ่าเชื้อที่คน สัตว์ สิ่งของ ยานพาหนะ และทุกสิ่งทุกอย่างที่เข้า–ออกฟาร์ม

                     ๑.๓.๒ การทำลายเชื้อในพื้นที่เสี่ยง
                         ในพื้นที่ที่มีโรคระบาดหรือพื้นที่ในรัศมี ๕๐ กิโลเมตร จากจุดเกิดโรคหรือพื้นที่ในรัศมี ๕๐ กิโลเมตร จากจุดที่คาดว่ามีการนำสัตว์ปีกหรือซากสัตว์ปีกจากจุดเกิดโรคมา ให้ใช้ยาฆ่าเชื้อพ่นฆ่าทำลายเชื้อโรคบริเวณคอกสัตว์ปีก และบริเวณที่สัตว์ปีกหากินอยู่ของทุกครัวเรือน โดยดำเนินการเป็นระยะหรือทุกสัปดาห์จนกว่าโรคจะสงบ

๒ มาตรการเฝ้าระวังโรคและสอบสวนทางระบาดวิทยา

          การเฝ้าระวังโรคภายในพื้นที่เพื่อค้าหาโรคและกำหนดขอบเขตการโรคประกอบด้วย

           ๒.๑ กำหนดลักษณะอาการ (Case Definition)

               เพื่อที่จะค้นหาโรคไข้หวัดนกให้ได้เร็วที่สุด (early detection) ให้ทำการค้นหาสัตว์ปีกที่มีอาการดังต่อไปนี้ในทุกบ้านที่มีสัตว์ปีก
 
มีอาการป่วยทางระบบหายใจ คือ ไอ จาม หายใจลำบาก น้ำตาไหลมาก หน้าบวม หงอน-เหนียง-หน้าแข้งบวม หรือมีสีเข้มคล้ำ หนังตาบวมหรือตาปิด
 
อาจมีอาการทางระบบประสาท และท้องเสีย หรือสัตว์ขนยุ่ง ซึม ไม่กินอาหาร ซูบผอม ไข่ลดหรือไข่มีลักษณะผิดปกติ
 
หรืออาจไม่พบไก่มีอาการผิดปกติ แต่ตายกระทันหันเกือบ ๑๐๐% หรือมีอัตราการตายสะสมประมาณ ๔๐% ภายในช่วงระยะเวลา ๓ วัน หากพบอาการตามที่กำหนดข้างต้น ให้ดำเนินการตามมาตรการควบคุมโรคต่อไป
 

          ๒.๒ การเฝ้าระวังโรค

                การเฝ้าระวังโรคภายในพื้นที่ หรือ ทำการค้นหาโรคโดยตรวจสอบข้อเท็จจริงของข้อมูลข่าวสารการเกิดโรคระบาดสัตว์ปีก ติดตามสอบสวนอาการ หาสาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของสัตว์ปีกที่สงสัยว่าเป็นโรคระบาดชนิดต่างๆ ตามลักษณะอาการของโรคไข้หวัดนก (Case Definition) ที่ได้กำหนดไว้ในข้อ ๑.๑

           ๒.๓ การสอบสวนโรค

 
เมื่อเกิดกรณีสงสัยว่าสัตว์ปีกป่วยหริอตายด้วยโรคระบาด โดยพบว่ามีสัตว์ปีกป่วยด้วยอาการต่างๆดังกล่าวข้างต้นในฟาร์มหรือหมู่บ้านเดียวกัน ให้กลุ่มพัฒนาสุขภาพสัตว์ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด รีบออกไปทำการสอบสวนโรคในเบื้องต้นก่อน และ/หรือทำการเก็บตัวอย่างตามหลักวิชา แล้วรายงานหรือประสานงานกับหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักสุขศาสตร์สัตว์และสุขอนามัย สถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการสัตวแพทย์ประจำเขตต่างๆ และ สำนักควบคุม ป้องกัน และบำบัดโรคสัตว์ ให้ทราบทันที เพื่อเตรียมพร้อมในการออกไปสอบสวนโรคโดยละเอียด รวมถึงการเก็บและรับ-ส่งตัวอย่างสำหรับการตรวจวินัจฉัยหรือชันสูตรต่อไป และ/หรือดำเนินการควบคุมโรคทันที
 
เมื่อทำการสอบสวนโรคให้บันทึกในแบบสอบสวนโรค ซึ่งจะช่วยในการสรุปรวบรวมข้อมูล สำหรับวิเคราะห์ปัจจัย สาเหตุ การเกิดโรคระบาดสัตว์ โดยมีสาระสำคัญ คือ การตรวจสอบข้อมูลทั่วไปของจุดเกิดโรค สภาพการเลี้ยงสัตว์และปริมาณ ลักษณะการเกิดโรคในพื้นที่ อัตราการป่วย/อัตราการตาย การเปลี่ยนแปลงสภาวะแวดล้อมก่อนเกิดโรค โรงฆ่าสัตว์ ตลาดนัดค้าสัตว์ การเคลื่อนย้ายสัตว์เข้า-ออก หรือ ผ่านจุดเกิดโรค แหล่งรังโรคที่อาจเป็นไปได้ ปัจจัยการแพร่ระบาด และ พื้นที่เสียงโดยรอบ เป็นต้น

                 การเก็บตัวอย่าง เพื่อตรวจสอบยืนยันโรคไข้หวัดนกทางห้องปฏิบัติการ มีวิธีการดังนี้

  ๑ การเก็บตัวอย่างวิการ (Collection of Pathological Samples) ของสัตว์ปีก
-
เก็บสัตว์ปีกที่ตายจำนวน ๕ ตัว (Dead birds)
-
เก็บตัวอย่างหลอดลมและปอดสัตว์ป่วย ๕ ตัวรวมกัน (Pooled tracheal and lung samples)
-
เก็บตัวอย่างลำไส้สัตว์ป่วย ๕ ตัวรวมกัน (Pooled intestinal samples)
-
เก็บตัวอย่างจากสัตว์ปกติร่วมฝูงโดยใช้ก้านสำลีป้ายก้นและหลอดลม (Cloacal and tracheal swabs from healthy birds)
-
เก็บตัวอย่างจากนกน้ำ (Water fowl) และนกประเภทที่บินไม่ได้ (พวก Ratites ที่มีกระดูกอกเป็นแผ่น) เช่นนกกระจอกเทศที่พบในพื้นที่ด้วย

  ๒ การเก็บตัวอย่างอุจจาระ (Cloacal swab) ของสัตว์ปีก
 
-
เก็บอุจจาระ อย่างน้อย ๑ กรัม จากสัตว์ปีกอย่างน้อยที่สุด ๓๐ ตัว หรือ จำนวน ๖๐ ตัวจากประชากรสัตว์ปีกไม่จำกัดจำนวน (infinity)ใน ๑ ฝูง
-
จุ่มก้านสำลีที่ป้ายอุจจาระในก้นลงในหลอดน้ำยาเฉพาะ (Transport media)ทันที เพื่อทำการขนส่งต่อไป โดยรวมตัวอย่างจากสัตว์ ๕ ตัวใน ๑ หลอดน้ำยาได้ นำส่งห้องปฏิบัติการภายใน ๒๔ ชั่วโมง โดยแช่น้ำแข็ง

๓. มาตรการควบคุมโรคไข้หวัดนก

           การควบคุมโรคระบาดสัตว์ปีกที่มีการระบาดอย่างรวดเร็วและรุนแรง เช่นไข้หวัดนกจำเป็นต้องมีการประสานงานระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยมีแนวทาง ดังนี้

  ๓.๑ การเฝ้าระวังและควบคุมโรคในฟาร์มสัตว์ปีกรายย่อยที่อยู่ในความรับผิดชอบของบริษัทใหญ่

                 ผู้บริหารระดับสูงของกรมปศุสัตว์จะประสานงานขอความร่วมมือจากบริษัทสัตว์ปีกนั้นๆหรือสมาคมต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการผลิตสัตว์ปีก เพื่อแจ้งไปยังฟาร์มสัตว์ปีกทุกฟาร์มในความรับผิดชอบทั่วประเทศหรือพื้นที่เสี่ยงเพื่อดำเนินการตามมาตรการ ดังนี้

 
๓.๑.๑
ทำการเฝ้าระวังการเกิดโรคภายใน และพื้นที่รอบฟาร์มตลอดเวลา
 
๓.๑.๒
ทำการควบคุม คน สัตว์ สิ่งของ และยานพาหนะเข้า-ออกฟาร์มอย่างเข้มงวด
 
๓.๑.๓
ใช้มาตรการทางสุขาภิบาลฟาร์มอย่างเข้มงวด
 
๓.๑.๔
กรณีที่พบสัตว์ปีกป่วยด้วยอาการที่สงสัยตามลักษณะอาการที่กำหนด ให้ดำเนินการ
๓.๑.๔.๑
ห้ามนำสัตว์ปีกออกจากฟาร์มทุกกรณี
๓.๑.๔.๒
เก็บตัวอย่างซากสัตว์ป่วยที่ตายใหม่ๆใส่ถุงแล้วแช่น้ำแข็ง หรือสัตว์ป่วยใกล้ตาย ส่งไปห้องปฏิบัติการกรมปศุสัตว์หรือที่ไกล้ที่สุดเพื่อตรวจวินิจฉัยทันที พร้อมทั้งแจ้งปศุสัตว์จังหวัดพื้นที่ทราบ
๓.๑.๔.๓
หากผลการตรวจวินิจฉัยพบว่าเป็นโรคไข้หวัดนก หรือ ขณะรอผลจากห้องปฏิบัติการมีเหตุอันเชื่อได้ว่าสัตว์ป่วยเป็นโรคระบาดชนิดนี้ให้ทำลายสัตว์ปีกหมดทั้งฟาร์ม รวมทั้งกำจัดทำลายอาหารสัตว์ สิ่งปูนอน มูลสัตว์ ผลิตภัณฑ์สัตว์ปีก และผลิตผลทุกชนิดจากฟาร์มแห่งนั้น
 
๓.๑.๕
ทำการฆ่าเชื้อโรคที่ฟาร์มหรือจุดเกิดโรคนั้นทุกโรงเรือนให้ทั่วบริเวณ รวมถึงยานพาหนะ
 
๓.๑.๖
ระงับการเข้า - ออกฟาร์มทุกชนิด หรือ ควบคุมให้เหลือน้อยที่สุด และจัดทำบันทึกการเคลื่อนย้าย คน สัตว์ สิ่งของ ยานพาหนะ ที่เข้า-ออก ฟาร์มนั้น

  ๓.๒ กรณีพบโรคระบาดในพื้นที่รัศมี ๕ กิโลเมตรจากจุดเกิดโรค กรมปศุสัตว์จะดำเนินมาตรการทำลายสัตว์ปีกทั้งหมด
   
  ๓.๓ ในรัศมี ๕๐ กิโลเมตรจากจุดเกิดโรค หากพบสัตว์ปีกป่วยด้วยโรคระบาดชนิดดังกล่าว กรมปศุสัตว์จะทำลายสัตว์ทั้งฝูง
   
  ๓.๔ ในกรณีมีโรคระบาดเกิดขึ้นในพื้นที่เลี้ยงสัตว์ปีกที่สำคัญของประเทศ กรมปศุสัตว์อาจมีความจำเป็นต้องพิจารณาขยายขอบเขตรัศมีการควบคุมโรคเป็น ๖๐ กิโลเมตร เพื่อดำเนินมาตรการค้นหาโรค เฝ้าระวัง ควบคุมการเคลื่อนย้าย และทำลายสัตว์ ตามความเหมาะสม

๔. มาตรการควบคุมการเคลื่อนย้ายสัตว์และซากสัตว์

 
๔.๑
ในรัศมี ๕๐ กิโลเมตรจากจุดเกิดโรค หน่วยเฉพาะกิจสารวัตรกรมปศุสัตว์จะตั้งจุดตรวจห้ามสัตว์ปีกเคลื่อนย้ายเข้า-ออกทั้งหมด แต่จะพิจารณาอนุญาตให้นำสัตว์ปีก ไข่ หรือผลิตภัณฑ์จากพื้นที่ไม่มีโรคระบาดเข้าไปเพื่อการบริโภคภายในได้
 
๔.๒
การอนุญาตให้เคลื่อนย้ายสัตว์ปีกหรือซากสัตว์ปีกที่อยู่ในรัศมี ๕๐ กิโลเมตร จากจุดเกิดโรคต้องไม่มีสัตว์ปีกป่วยเกิดขึ้นในระยะเวลาอย่างน้อย ๒๑ วัน นับจากวันแรกที่ไม่พบสัตว์ป่วย และผลการสุ่มตรวจตัวอย่างสัตว์ปีกจากในฝูงให้ผลลบ
 
๔.๓
การควบคุมในฟาร์มสัตว์ปีกรายย่อยที่ไม่อยู่ในความรับผิดชอบของบริษัทเอกชน ปศุสัตว์จังหวัดต้องประสานงานทุกฟาร์มรายย่อย เพื่อขอความร่วมมือในการดำเนินงานตามมาตรการการควบคุมโรค โดยการตรวจวินิจฉัยตัวอย่างให้ใช้ห้องปฏิบัติการของสถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติหรือศูนย์วิจัยและพัฒนาการสัตวแพทย์ในแต่ละพื้นที่
 
๔.๔
การควบคุมในเกษตรกรรายย่อยที่เลี้ยงสัตว์ปีกไม่เป็นลักษณะฟาร์มปศุสัตว์จังหวัดต้องจัดเจ้าหน้าที่ เข้าปฏิบัติงานควบคุมโรคในทุกครัวเรือนที่มีการเลี้ยงสัตว์ปีก

๕. มาตรการประชาสัมพันธ์

สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรรู้จักลักษณะอาการของโรคไข้หวัดนกเพื่อเฝ้าระวังโรคในพื้นที่ วิธีปฏิบัติที่ระมัดระวังไม่สัมผัสเชื้อโรค และป้องกันการนำโรคเข้ามายังสถานที่เลี้ยงสัตว์ปีกโดยมุ่งเน้นมาตรการทางสุขาภิบาล การฆ่าเชื้อโรคที่โรงเรือน ยานพาหนะและเครื่องมือเครื่องใช้ในฟาร์ม การควบคุมยานพาหนะและคนเข้า-ออก ประชาสัมพันธ์ ให้เกษตรกรทราบว่าการเคลื่อนย้ายสัตว์ปีกทุกครั้งต้องขอใบอนุญาตจากเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ รวมถึงผู้ประกอบการโรงงานฆ่าสัตว์ปีก ให้งดรับสัตว์ปีกที่ไม่มีใบอนุญาตเคลื่อนย้ายสัตว์มาเข้าฆ่าที่โรงงาน

          สรุปภาพรวมหน้าที่รับผิดชอบของหน่วยงานต่างๆในการดำเนินงานควบคุมโรค

 
(๑) การตรวจสอบข้อเท็จจริง ณ จุดสงสัยการเกิดโรคไข้หวัดนก สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดดำเนินการสอบสวนอาการของสัตว์ที่สงสัยว่าเป็นโรคไข้หวัดนก ตามข้อกำหนดลักษณะอาการ (Case Definition) ดังนี้
 
๑.๑
ลักษณะอาการ (Case Definition)
๑.๑.๑
มีอาการป่วยทางระบบหายใจ คือ ไอ จาม หายใจลำบาก น้ำตาไหลมาก หน้าบวม หงอน-เหนียง-หน้าแข้งบวม หรือมีสีเข้มคล้ำ หนังตาบวมหรือตาปิด
๑.๑.๒
อาจมีอาการทางระบบประสาท และท้องเสีย หรือสัตว์ขนยุ่ง ซึม ไม่กินอาหาร ซูบผอม ไข่ลดหรือไข่มีลักษณะผิดปกติ
๑.๑.๓
หรืออาจไม่พบไก่มีอาการผิดปกติ แต่ตายกระทันหันเกือบ ๑๐๐% หรือมีอัตราการตายสะสมประมาณ ๔๐% ภายในช่วงระยะเวลา ๓ วัน หากพบอาการตามที่กำหนดข้างต้น ให้ดำเนินการตามมาตรการควบคุมโรคต่อไป
  (๒) การดำเนินงานควบคุมโรค
๒.๑
การดำเนินงานของสำนักงานปศุสัตว์จังหวัด
๒.๑.๑
หากพบอาการสัตว์ปีกตามข้อกำหนดข้างต้น ให้สัตวแพทย์ประจำท้องที่ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด ดำเนินการจัดทำบันทึกสั่งกักสัตว์ปีกในฟาร์มหรือในพื้นที่ที่สงสัยว่าเกิดโรคระบาด และเก็บตัวอย่างสัตว์ป่วยเพื่อส่งตรวจยืนยันทางห้องปฏิบัติการ โดยการเก็บตัวอย่างให้เก็บตัวอย่างสัตว์ปีกที่ป่วยตายใหม่ ๆ ใส่ถุงมัดให้แน่น ๒ ชั้น แล้วแช่ในน้ำแข็งส่งตรวจยังห้องปฏิบัติการของศูนย์วิจัยและพัฒนาการสัตวแพทย์หรือสถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ
๒.๑.๒
กำหนดขอบเขตการควบคุมและเฝ้าระวังโรค โดยแยกพื้นที่ดังนี้
- รัศมี ๕ กิโลเมตรจากจุดเกิดโรค เป็นเขตควบคุมโรค (Restriction zone)
- รัศมี ๕๐ กิโลเมตร เป็นเขตเฝ้าระวังโรค (Control zone)*
๒.๑.๓
สรุปสถานการณ์และรายงานผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นภายใน ๒๔ ชั่วโมง
๒.๑.๔
ให้ทำบันทึกสั่งทำลายสัตว์ปีกที่ป่วย ที่ร่วมฝูง และที่คาดว่าจะได้รับเชื้อโรคระบาดตลอดจนสัตว์ที่เป็นพาหะของโรค รวมถึงซากสัตว์ปีกที่ตายด้วยโรคระบาด โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. ๒๔๙๙ โดย
- ในรัศมี ๕ กิโลเมตรจากจุดเกิดโรคให้ทำลายสัตว์ปีกทั้งหมด
- ในรัศมี ๕๐ กิโลเมตร จากจุดเกิดโรคหากพบสัตว์ปีกป่วยด้วยโรคระบาดให้ทำลายทั้งฝูง ในฝูงสัตว์ปีกที่ไม่ป่วยให้สุ่มเก็บตัวอย่างส่งตรวจยังห้องปฏิบัติการ หากผลการตรวจวินิจฉัยพบว่ามีโรคระบาดให้ทำลายทั้งฝูง
ทั้งนี้การทำลายสัตว์ปีกให้ใช้วิธีเผา ณ จุดเกิดโรค หรือหากเผาไม่ได้ให้ฝังลึกไม่น้อยกว่า ๕ เมตร ณ จุดเกิดโรค รวมทั้งมูลสัตว์ปีกและอาหารสัตว์ด้วย
๒.๑.๕
ให้ทำลายเชื้อโรคในพื้นที่เกิดโรคระบาดรวมทั้งคน สัตว์ สิ่งของ ยานพาหนะ โดยใช้ยาฆ่าเชื้อโรคในกลุ่ม Phenol กลุ่ม Quaternary Ammonium Compound หรือกลุ่ม Iodine Compound
๒.๑.๖
ให้ควบคุมการเข้า - ออก ของคน สัตว์ สิ่งของ ยานพาหนะ ในจุดที่เกิดโรคอย่างเข้มงวด และเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่มีโรคต้องไม่ปะปนกับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ไม่มีโรค
๒.๑.๗
ให้ประชุมเจ้าของฟาร์มและผู้ประกอบการเพื่อชี้แจงมาตรการป้องกันโรคภายในฟาร์ม และขอความร่วมมือในการแจ้งสถานการณ์การเกิดโรค และห้ามซื้อขายหรือเคลื่อนย้ายสัตว์ป่วยตาย
๒.๑.๘
ให้รายงานสถานการณ์และผลการดำเนินการควบคุมโรคให้กรมปศุสัตว์ทราบทุกวัน โดยสำเนารายงานต่อผู้อำนวยการสำนักสุขศาสตร์สัตว์และสุขอนามัยที่เกี่ยวข้อง
๒.๒
สำนักงานสุขศาสตร์สัตว์และสุขอนามัย
๒.๒.๑
ให้สำนักสุขศาสตร์สัตว์และสุขอนามัย แจ้งให้สำนักงานปศุสัตว์ในพื้นที่ใกล้เคียงเฝ้าระวังโรค
๒.๒.๓
ร่วมกับศูนย์วิจัยและพัฒนาการสัตวแพทย์ประจำภาค เพื่อกำหนดแผนเฝ้าระวังโรค
๒.๒.๓
สนับสนุนปัจจัยต่างๆ และจัดส่งนักวิชาการเข้าร่วมดำเนินการในการเฝ้าระวังและควบคุมป้องกันกำจัดโรคระบาด
๒.๓
สถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติร่วมกับศูนย์วิจัยและพัฒนาการสัตวแพทย์ประจำภาค
ประสานงานกับสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดในการเก็บตัวอย่างสัตว์ปีกหรือตัวอย่างอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจวินิจฉัยและเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องในพื้นที่รัศมี ๕๐ กิโลเมตร รอบจุดเกิดโรครวมทั้งให้เก็บตัวอย่างจากสัตว์ปีก ที่อพยพมาจากต่างประเทศแล้วหากินอยู่ในพื้นที่จังหวัด หรือจังหวัดใกล้เคียงเพื่อตรวจวินิจฉัยและเฝ้าระวังด้วย
๒.๔
สำนักควบคุมป้องกันและบำบัดโรคสัตว์
๒.๔.๑
เป็นศูนย์ประสานงานในส่วนกลาง และกำหนดแนวทางและมาตรการในการควบคุม ป้องกัน กำจัดโรคระบาด รวมทั้งติดตามแก้ไขปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงาน และรายงานกรมปศุสัตว์ทราบทุกวัน
๒.๔.๒
จัดส่งนักวิชาการเข้าดำเนินการร่วมกับนักวิชาการสำนักสุขศาสตร์สัตว์และสุขอนามัย และสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดในการควบคุมป้องกันกำจัดโรคระบาด
๒.๔.๓
จัดส่งชุดเฉพาะกิจด่านกักกันสัตว์เข้าดำเนินการควบคุมเคลื่อนย้ายสัตว์ปีกและพาหะ ของโรคทุกชนิดโดยร่วมกำหนดแผนกับปศุสัตว์จังหวัด ทั้งนี้ในรัศมี ๖๐ กิโลเมตร จากจุดเกิดโรคห้ามเคลื่อนย้ายสัตว์ปีกโดยเด็ดขาด
๒.๔.๔
ให้การสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นในการควบคุมป้องกันกำจัดโรคระบาด
๒.๕ ภาคเอกชน
ภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง เช่นสมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อการส่งออกไทย สมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ บริษัท ให้แจ้งสมาชิกเพื่อดำเนินการดังนี้
๒.๕.๑
ห้ามเคลื่อนย้ายสัตว์ปีกและผลิตภัณฑ์เข้าจังหวัดที่เกิดโรคระบาดเป็นการชั่วคราว
๒.๕.๒
ในพื้นที่จังหวัดที่เกิดโรคระบาด
๒.๕.๒.๑
ในพื้นที่รัศมี ๕ กิโลเมตร จากจุดเกิดโรคให้ทำลายสัตว์ปีกทั้งหมด รวมถึงอาหารสัตว์ มูลสัตว์ สิ่งปูนอน ฯลฯ
๒.๕.๒.๒
ในพื้นที่รัศมี ๕๐ กิโลเมตร จากจุดเกิดโรค
- ห้ามเคลื่อนย้ายสัตว์ปีกเป็นการชั่วคราว
- หากพบสัตว์ปีกป่วยด้วยโรคระบาดให้ทำลายหมดทั้งฝูง
- ในฝูงที่ไม่ป่วยให้เก็บตัวอย่างสัตว์ปีกส่งห้องปฏิบัติการตรวจหาเชื้อโรคระบาดหากพบว่ามีเชื้อโรคระบาดให้ทำลายหมดทั้งฝูง
๒.๕.๒.๓
การทำลายให้ใช้วิธีเผา ณ จุดเกิดโรค หากเผาไม่ได้ให้ใช้วิธีฝังในดิน
ณ จุดเกิดโรคลึกไม่น้อยกว่า ๕ เมตร
๒.๕.๒.๔
หากไม่สามารถดำเนินการทำลาย ณ จุดเกิดโรคได้ให้แจ้งปศุสัตว์จังหวัดในพื้นที่เพื่อพิจารณาสถานที่ทำลายที่เหมาะสม
๒.๕.๒.๕
ให้ทำลายเชื้อโรคในพื้นที่เกิดโรคระบาดรวมทั้งคน สัตว์ สิ่งของ ยานพาหนะ โดยใช้ยาฆ่าเชื้อโรคในกลุ่ม Phenol กลุ่ม Quaternary Ammonium Compound หรือกลุ่ม Iodine Compound
๒.๕.๒.๖
ให้ควบคุมการเข้า - ออก ของคน สัตว์ สิ่งของ ยานพาหนะ ในจุดที่เกิดโรค อย่างเข้มงวด และเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่มีโรคต้องไม่ปะปนกับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ไม่มีโรค
การดำเนินงานตามแผนเตรียมความพร้อมการควบคุมป้องกันและกำจัดโรคสัตว์นี้ ยังมีรายละเอียดในคู่มือการปฏิบัติงาน

หมายเหตุ * อาจมีความจำเป็นต้องขยายขอบเขตพื้นที่เฝ้าระวังโรคออกไปเป็นรัศมี ๖๐ กิโลเมตร จากจุดเกิดโรค หากพื้นที่นั้นเป็นแหล่งผลิตสัตว์ปีกที่สำคัญของประเทศ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าโรคไม่แพร่กระจายออกไป


ระยะที่ ๒ : การเฝ้าระวังหลังโรคสงบ

วัตถุประสงค์ หลักการและเหตุผล การเฝ้าระวังโรคไข้หวัดนกในระยะหลังโรคสงบ   เป็นการเฝ้าระวังเพื่อยืนยันภาวะปลอดโรคตามข้อกำหนดของ OIE แผนการดำเนินการ สุ่มตัวอย่างจากสัตว์ปีกทั่วประเทศที่ระดับความเชื่อมั่น ๙๕ % เพื่อตรวจแยกเชื้อไวรัสไข้หวัดนก ภายใต้โครงการไก่อนามัย (เอกสารแนบ ๑) หากพบสัตว์ปีกในฟาร์มใดหรือพื้นที่ใดให้ผลบวก กรมปศุสัตว์จะดำเนินการทำลายสัตว์ ฆ่าเชื้อในพื้นที่ และดำเนินมาตรการต่างๆที่จำเป็นเพื่อควบคุมและกำจัดโรค

ระยะที่ ๓ : การเฝ้าระวังในระยะยาว

วัตถุประสงค์ หลักการและเหตุผล การเฝ้าระวังโรคในระยะยาว เป็นการตรวจสอบติดตาม (monitor) เฝ้าระวังโรคไข้หวัดนกในประชากรสัตว์ เพื่อให้มั่นใจในภาวะปลอดโรคนี้ในสัตว์ปีกของประเทศ  แผนการดำเนินการ ทำการสุ่มตัวอย่างจากสัตว์ปีกทั่วประเทศที่ระดับความเชื่อมั่น ๙๕ % เป็นประจำทุกปี เพื่อตรวจแยกเชื้อไวรัสไข้หวัดนก หากพบสัตว์ปีกในฟาร์มใดหรือพื้นที่ใดให้ผลบวก กรมปศุสัตว์จะดำเนินการทำลายสัตว์ ฆ่าเชื้อในพื้นที่ และดำเนินมาตรการต่างๆที่จำเป็นเพื่อกำจัดโรคทันที โครงการสำรวจไข้หวัดนกในระยะยาวตามเอกสารแนบ ๒

ข้อมูล : สำนักควบคุม ป้องกัน และบำบัดโรคสัตว์
 
 
วันที่จัดทำ : 31 ม.ค.47

Copyright 2003  Department  of  Livestock  Development.  All  right  reserved.    
พัฒนาเว็บไซต์โดย  ศูนย์สารสนเทศ  กรมปศุสัตว์  E - mail : info@dld.go.th  Tel./Fax 0 - 2653 - 4925