I ทัศนะของท่านนายกรัฐมนตรี I
       "อยากให้เห็นรัฐบาลนี้เรียกว่า e-Government เป็นรัฐบาลที่ใช้ีระบบอิเล็กทรอนิกส์ใช้ระบบอินเทอร์เน็ตให้มากที่สุด เพื่อการบริการประชาชนได้รวดเร็วและสะดวกขึ้น ซึ่งอาจจะต้องนำไปสู่การแก้กฎหมายบางฉบับ เพื่อให้การบริการประชาชนคล่องตัวและรวดเร็วขึ้น"
        "ปรับโครงสร้างระบบราชการ เพื่อให้เกิดความคล่องตัว ในการบริการประชาชน และการแก้ปัญหาของชาติ ข้าราชการต้องพัฒนาตัวเอง เพราะสังคมข้างหน้าต้องเป็นสังคมแห่งความรู้"
        "ข้าราชการทุกระดับต้องปรับตัว เพื่อรองรับการเข้าสู่ e-Government"
I จากวิสัยทัศน์สู่การปฏิบัติ I
      การสร้างรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Government เป็นเรื่องที่ท้าทายรัฐบาลทั่วโลกหากทำสำเร็จ จะเป็นการสร้า้งมิติใหม่ของหน่วยงานของรัฐในลักษณะ ที่เดียว ทันใจ ทั่วไทย ทุกเวลา ซึ่งก็คือการให้ประชาชนได้พบกับบริการของภาครัฐด้วยการเสียเวลาน้อยที่สุด ใช้เวลากับการบริการน้อยที่สุด สิ้นเปลืองน้อยที่สุด รำคาญน้อยที่สุด ให้สังคมมีส่วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนารัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์อย่างใกล้ชิด เอกชนสามารถค้าขายกับรัฐคล่องขึ้น ค่าใช้จ่ายในการประกอบการลดลง และยังเพิ่มความโปร่งใสในการทำงา่นของภาครัฐมากขึ้น
        การก้าวไปสู่การเป็นรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์จะต้องอาศัยปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็นหลายประการ อาทิ การบริการอินเทอร์เน็ตที่มีประสิทธิภาพและราคาถูก มีข้อมูลและสารสนเทศที่ใช้งานได้ มีคอมพิวเตอร์และเครื่องมือสื่อสารราคาประหยัดที่สามารถซื้อหาได้ และประการสำคัญก็คือ การปฏิรูปวิธีการทำงานของภาครัฐให้สามารถเอื้ออำนวยต่อการบริการประชาชนในมิติใหม่
       ประการสำคัญ ก็คือ ประชาชนจะต้องให้ความสนใจกับพัฒนาการและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ ทำหน้าที่เป็นกระจกเงาสะท้อนให้รัฐบาลได้รับรู้ในสิ่งที่ต้องการจากรัฐบนพื้นฐานการพัฒนาที่ยั่งยืนและนำไปสู่สังคมที่เป็นสุขร่วมกัน
        รัฐบาลตั้งเป้าหมายที่จะเป็นรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ ภายในปี 2547 โดยมอบหมายให้ทุกหน่วยงานราชการเร่งพัฒนาองค์กร ระบบการทำงานและการให้บริการ ด้วยระบบเทคโนโลยีที่มีความรวดเร็วและก้าวทันความเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคปัจจุบัน
        ในเบื้องต้นทุกหน่วยงาน จะต้องมีเว็บไซต์เพื่อเป็นช่องทางในการบริการข้อมูล มีบริการเว็บบอร์ดเพื่อรับฟังความคิดเห็นของผู้ใช้บริการและประชาชน รวมถึงจัดให้มีไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ
e-mail ที่สามารถติดต่อพูดคุยกับผู้บริหารขององค์กรได้ทุกระดับ
        ระดับของการทำงาน จะมีการเชื่อมโยงและการประสานงานระหว่างหน่วยงานผ่านทางเครือข่ายอินเตอร์เน็ต มีระบบส่งผ่านข้อมูลที่สามารถนำไปสู่การตัดสินใจที่ถูกต้องของผู้บริหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานระดับกรมที่มีการกระจายทั่วทุกภูมิภาคของประเทศต้องมีระบบอินทราเน็ตที่เชื่อมโยงข้อมูลภายใน
       ระดับกระทรวงจะต้องมีระบบเชื่อมโยงศูนย์ปฏิบัติการของทุกกระทรวง และเชื่อมโยงกับศูนย์ปฏิบัติการนายกรัฐมนตรี เพื่อให้มีระบบข้อมูลที่ได้มาตรฐาน รวดเร็ว ทันต่อเหตุการณ์ เพื่อประกอบการตัดสินใจของรัฐบาล การให้บริการของภาครัฐต่อภาครัฐด้วยกัน คือ บริการแบบ G-to-G (Government to Government) มีลักษณะเป็นเครือข่ายระบบราชการหรือ government intranet มีระบบความปลอดภัย เพื่อให้สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐทางระบบอิเล็กทรอนิกส์
          นอกจากนี้ ภาครัฐยังมีนโยบายที่จะติดตั้งคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตที่สำนักงานองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) อีกถึงประมาณ 7,000 แห่ง ภายในอีก 3-4 ปีข้างหน้า หรือที่ศูนย์บริการสารสนเทศชุมชน (Telecenter) ซึ่งประชาชนสามารถเข้าไปใช้บริการในสถานที่เหล่านี้ได้อย่างกว้างขวางมากขึ้นในอนาคต
          และด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำของโทรศัพท์มือถือในปัจจุบันที่บริษัทผู้ให้บริการได้พัฒนาศักยภาพกันอย่างหลากหลาย ทำให้ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือสามารถใช้เข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่ต้องการได้อย่างง่ายดายพร้อมฟังชั่นในการรับ-ส่ง e-mail ภาพ ข้อความ (Short Message) ผ่านโทรศัพท์มือถือได้ตลอดเวลา
          จึงนับว่าช่องทางในการเข้าสู่ข้อมูลข่าวสารทางอินเตอร์เน็ตเปิดกว้างในหลายรูปเบบ อันเป็นการอำนวยความสะดวกต่อประชาชนผู้รับบริการได้อย่างดียิ่ง e-Government จึงเป็นอีกขั้นของการให้บริการของภาครัฐที่สอดรับกับโลกยุคปัจจุบัน
   
I สถานการณ์ปัจจุบันของประเทศไทย I
          ปัจจุบันนี้ ประเทศไทยมีการพัฒนา e-Government ในระดับหนึ่ง โดยที่หน่วยงานต่าง ๆ ของภาครัฐ มีการสร้างเว็บไซต์ ในระดับกรม และ กระทรวงครบถ้วน โดยการตรวจสอบและประเมินผลเบื้องต้นของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารพบว่า เว็บไซต์ส่วนใหญ่ของทางราชการมีข้อมูลให้บริการต่อประชาชน มีความสวยงาม แต่ยังขาดการดูแลรักษาให้เป็นปัจจุบัน มีจำนวนที่มีปฏิสัมพันธ์กับประชาชน โดยการใช้ระบบไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ และมีเว็บบอร์ด แต่ไม่มากนักที่มีการตอบปัญหา และข้อสงสัยของประชาชนอย่างรวดเร็ว
          อย่างไรก็ตาม มีเว็บไซต์ของส่วนราชการสองถึงสามหน่วย ที่ให้บริการระดับ 3 คือ มีการทำธุรกิจที่เคยต้องเดินทางไปทำที่หน่วยราชการมาบรรจุลงในบริการผ่านเว็บ
ไซต์ ได้แก่ ระบบ e- Revenue เพื่อชำระภาษีประเภทต่าง ๆ ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตของกรมสรรพากร และเว็บไซต์ Khonthai.com ของกรมการปกครอง เพื่อให้บริการด้านงานทะเบียนในรูปแบบต่าง ๆ เช่น เปลี่ยนชื่อสกุล จดทะเบียนสมรส เป็นต้น นอกจากนั้น ระบบทะเบียนราษฎรของกรมการปกครอง ยังได้ต่อเชื่อมกับหน่วยงานต่าง ๆ ของภาครัฐ 53 หน่วยงานในการใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลทะเบียนกลางร่วมกัน เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สถานพยาบาลในโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ทบวงมหาวิทยาลัย กรมบังคับคดี และกรมการกำลังสำรองทหารบก กระทรวงกลาโหม เป็นต้น
          ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีความพร้อมต่อการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารนั้น สำนักงาน ก.พ. ได้พัฒนาระบบการฝึกอบรมข้าราชการทางไกล หรือ
e- Learning ขึ้นซึ่งจะเป็นการกระตุ้นให้ข้าราชการมีความสนใจและทักษะทางเทคโนโลยีสารสนเทศสูงขึ้น
          เนื่องจากบริการของ e-Government มีความหลากหลาย และมีระดับการพัฒนาที่แตกต่าง คามความพร้อม ขององค์กร ดังนั้น เพื่อบูรณาการบริการต่าง ๆ ของรัฐในโครงการ e-Government ทางกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารจึงได้จัดทำเว็บพอร์ทัลในชื่อ www.ecitizen.go.th ซึ่งจะเริ่มให้บริการในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2546 เพื่อเป็นศูนย์กลางของบริการภาครัฐ