I ประเภทของบริการ e-government I
         บริการทางอิเล็กทรอนิกส์ เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งรัฐบาลจะต้องกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน เพื่อให้ผู้รับบริการสามารถคาดหวังสิ่งที่ควรจะได้รับจากรัฐบาล บริการทางอิเล็กทรอนิกส์ขั้นพื้นฐาน ได้แก่
1. เผยแพร่ข้อมูล
2. บริการพื้นฐาน อาทิ ทำบัตรประชาชน จดทะเบียน ขอใบอนุญาต เสียภาษี ฯลฯ
3. ติดต่อสื่อสารกับผู้รับบริการทางอีเมล์ เครื่องมือสื่อสารไร้สาย ฯลฯ
4. รับเรื่องราวร้องทุกข์
5. ประมวลผลข้อมูลระหว่างหน่วยงาน
6. บริการรับชำระเงิน
7. สำรวจความคิดเห็น
ฯลฯ
I หน่วยงานของรัฐต้องปรับตัวอย่างไร I
        ภาวะการปรับตัวในหน่วยงานของรัฐเพื่อก้าวไปสู่รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ เกิดจากทั้งอิทธิพล ปัจจัยภายในและภายนอก ปัจจัยภายในประการสำคัญคือ ข้อจำกัดเรื่องงบประมาณและอัตรากำลัง แม้ว่าในเบื้องต้นจะต้องใช้งบประมาณในการดำเนิำนการ แต่ในระยะยาวแล้วการบริการต่างๆ ทางอิเล็กทรอนิกส์จะทำให้ลดต้นทุนไปได้มากไม่ว่าจะเป็นเรื่อง สถานที่ให้บริการ การใช้แบบฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Form) จะช่วยลดเจ้าหน้าที่ที่ให้บริการ การผลักดันในระดับนโยบายทำให้หน่วยงานไม่สามารถอยู่นิ่งได้ต้องปรับปรุงการทำงานและการบริการประชาชน การใช้แผนแม่บทและแผนปฏิบัติการไอทีที่มีทิศทางสอดคล้องกับรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ ก็จะเป็นแรงกระตุ้นหนึ่งที่ทำให้หน่วยงาน ต้องทบทวนการดำเนินงานด้านไอทีเพื่อให้มีการใช้อย่างคุ้มค่ามากขึ้น สำหรับปัจจัยภายนอกนั้นมาจากสภาวะของการแข่งขันระหว่างประเทศมีสูงมาก การเปิดการค้าเสรีทำให้ประเทศต้องเตรียมความพร้อมไว้ในหลายด้าน รวมทั้งด้านการบริการของรัฐ การปรับตัวเข้าสู่รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์จะช่วยสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยในเรื่องความโปร่งใสซึ่งจะช่วยลดภาพลบเก่าๆ ลงได้ และนำไปสู่ความได้เปรียบของการแข่งขันด้านเศรษฐกิจในเวทีระหว่างประเทศ
        ในขั้นการดำเนินงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ แผนกลยุทธ์รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ที่มีการกำหนดกรอบกลยุทธ์ไว้อย่างชัดเจน และสะท้องให้เห็นทิศทางและเป้าหมาย จะช่วยให้ส่วนราชการต่างๆ ได้รู้ถึงแนวปฏิบัติเพื่อนำไปสู่การปรับวิธีการ และรูปแบบในการดำเนินงานเพื่อการก้าวไปสู่รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ร่วมกัน
กลยุทธ์ในการดำเนินการ
1.
ก้าวกระโดด (Leap Frog)
เป็นการหาเทคโนโลยีที่มีอยู่ในโลก และ Best Practices ที่มีการพัฒนาในโลก มาเป็นแบบของประเทศไทย เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเสียเวลาลองผิด ลองถูก นอกจากนี้อาจจะมีการปรับแก้กฎระเบียบให้เหมาะสมกับ Best Practices ที่นำมาใช้ ทำให้ประเทศไทยมีระบบใช้ได้ทันที
2.
รวมพลัง
ใช้สรรพกำลังที่กระจัดกระจายอยู่ในทุกส่วนราชการ เช่น มีฐานข้อมูลของผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่กระจัดกระจายในส่วนราชการต่าง ๆ มารวมกันเพื่อประสานงานและทำงานร่วมกัน หรือช่วยในการพัฒนาระบบกลางเพื่อใช้ร่วมกัน ทำระบบข้อมูลกลางคลังซอฟท์แวร์ที่แบ่งกันใช้ และใช้งบประมาณในการสร้างระบบกลางที่ใช้ร่วมกันก่อน
3.
แยกกันเดิน รวมกันต
ใช้ขีดความสามารถขององค์กรต่าง ๆ ที่มีอยู่ในการทำงานประจำของตนเอง โดยพยายามแยกทำงานในส่วนที่ตนรับผิดชอบ ไม่ทำงานที่ซ้ำซ้อน และ ประสานงาน (Collaboration) สื่อสาร และให้ข้อมูลในระบบที่ตนมีอยู่ตลอดจนช่วยเหลือในการปรับปรุงข้อมูล สำหรับระบบงานที่ตนเป็นผู้ใช้ ในการนี้จะต้องทำ Matrix เพื่อแยกผู้สร้าง ผู้ใช้ และ ผู้ดูแล ปรับปรุงข้อมูล เพื่อให้ได้เป้าหมายสุดท้ายคือระบบข้อมูลที่ถูกต้อง
4.
จัดกลุ่ม (Clustering)
จะใช้การแยกกลุ่มตามภารกิจของงาน เพื่อให้เกิดการประสานงานในระดับกรมต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพ ในการนี้ หน่วยงานในกลุ่ม จะต้องแลกเปลี่ยนข้อมูลรายการระหว่างกัน เช่น ผู้ประกอบการที่จะเริ่มประกอบกิจการร้านอาหาร เดิมต้องติดต่อกับหน่วยงาน ไม่ต่ำกว่า 3 กระทรวง จะเหลือเพียงหน้าต่างเดียว และคลิกเดียว ข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์จะถูกส่งออกไปยังหน่วยงานที่อยู่ใน Cluster โดยอัตโนมัติ และ ตอบอนุญาตกลับตามเวลาที่กำหนด เ็ป็นต้น
5.
การทำงานแบบหุ้นส่วนระหว่างรัฐ - เอกชน (Public - Private Partnership - PPP) เป็นการที่รัฐบาลและภาคเอกชน ร่วมมือกัน โดยประกาศการเป็นหุ้นส่วนความสำเร็จในโครงการต่าง ๆ โดยที่รัฐ และเอกชน เป็นเสมือนผู้ร่วมดำเนินการที่จะรับผิดชอบต่อความสำเร็จร่วมกัน เช่น e-Government Gateway ของรัฐบาลอังกฤษที่ทำร่วมกับ Microsoft หรือ กรณี รัฐบาลสิงคโปร์ร่วมมือกับ Sun Micro System ในการพัฒนาระบบ e-Government และรัฐบาลญี่ปุ่น กับ NEC ในการพัฒนาระบบ e-Government ของภาครัฐ เป็นต้น