วันที่จัดทำ : 20 ม.ค.47
แนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืนเชื่อมโยงธุรกิจ และงานกระบือแห่งชาติ ครั้งที่ 10
 


ฉันไม่เคยกินเนื้อกระบือ : ปากแข็งหรือรู้ไม่เท่าทันกันแน่
 

          เหตุผลที่ทำให้กระบือของประเทศไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง พบว่า มีการบริโภคเนื้อกระบือแบบพูดได้ไม่ค่อยเต็มปาก ทั้งๆที่ข้อเท็จจริงมีผลิตภัณฑ์มากมายที่ผลิตจากเนื้อหรือชิ้นส่วนกระบือไทย หรือมีกระบือที่ขึ้นรถบรรทุกวิ่งผ่านหน้าผ่านตาท่านมากมาย ไม่ใช่คนขับจะพากระบือไปท่องเที่ยวข้ามจังหวัดข้ามภาค แต่เขาจะพาไปเข้าโรงฆ่า คิดต่อไปเองแล้วกันว่าจากนั้นเนื้อและชิ้นส่วนต่างๆของกระบือไปไหน ขณะที่ผู้บริโภคก็ปฏิเสธ “ฉันไม่เคยกินเนื้อกระบือ” ทบทวนสักนิดเราพูดข้อเท็จจริงกันหรือยัง “ปากแข็งหรือรู้ไม่เท่าทันกันแน่”

          ขณะที่อีกซีกหนึ่งของโลก เช่น อเมริกา ยอมรับเนื้อกระบือเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ เป็นเนื้ออนามัย หรือเนื้ออินทรีย์ จริงหรือไม่นั้น มีผู้ที่จะให้ข้อมูลตรงนี้กับท่านได้ จึงขอนำเอางานเขียนของท่านศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.จรัญ จันทลักขณา ในหนังสือ “ภูมิปัญญาไทยเกี่ยวกับควาย”มาเผยแพร่เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจกล้าที่จะแสดงข้อเท็จจริงของผู้ประกอบการให้ผู้บริโภครู้ว่า

          ผลิตภัณฑ์อะไรบ้างที่ทำมาจากเนื้อกระบือ เนื้อที่นำมาจำหน่ายติดป้ายบอกด้วยตัวหนังสือที่ชัดเจน ตามห้างสรรพสินค้า ตู้แช่เนื้อกล่องโฟม ติดฉลากบอกเลยว่าเนื้อกระบือ ทำเหมือนเนื้อโค เนื้อหมู เนื้อไก่ จะได้เป็นอานิสงส์ให้กับควายไทยที่สร้างสรรค์ความดีแบบเงียบๆเหมือนปิดทองหลังพระมาตลอด ให้ควายได้มีหน้ามีตา มีราคาเหมาะสม เพิ่มเงิน สร้างงานสร้างแรงจูงใจ แบ่งปันกำไรส่วนต่าง คืนให้กับคนเลี้ยงหรือกลุ่มเกษตรกรให้สมน้ำสมเนื้อ หากเราช่วยกันกำจัดจุดอ่อนตรงนี้ได้ ด้วยเหตุผลที่ว่า การตลาดนำพา ราคาจูงใจ กระบือก็จะเพิ่มจำนวนได้ ข้อมูลที่นำเสนอบางส่วนของ ดร.จรัญฯ คือ


ภาพชนะเลิศการประกวดวาดภาพประเภทประชาชนทั่วไป
แนวคิดภายใต้มหกรรมควายกู้ชาติ
ภาพนายกฯ ทักษิณ นั่งบนหลังควายชูธงชาติไทย
มีเด็กชายผมจุก และเด็กหญิงนั่งต่อท้าย
ภาพจากงานกระบือแห่งชาติครั้งที่แล้ว
           “ทุกวันนี้ เป็นยุคที่คนเห่ออยากเป็นสากล เรียกว่ายุคโลกาภิวัฒน์หรือยุคฟ้าบ่ออาจกั้น” ชาวนาจำนวนมากใช้รถไถญี่ปุ่น เติมน้ำมันของฝรั่ง(ขุดมาจากประเทศอาหรับ) ซื้อปุ๋ยฝรั่งมาใช้ แล้วขายควายไปทำลูกชิ้น ชาวนาจึงจนลง จนลงเป็นหนี้กันทั่วบ้านทั่วเมือง........

           “กระดูกสันหลังของชาติ” ที่เราเรียกด้วยความสำนึกในบุญคุณเพราะเขาทำให้ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็น “ครัวโลก” บัดนี้ กระดูกสันหลังเหล่านั้น กำลังหลังแอ่น กระดูกผุเพราะหนี้สิน  ควายที่เป็นแรงให้ปุ๋ย เป็นทุนในยามน้ำท่วม ฝนแล้ง แมลงระบาด ฯลฯ  ก็อันตรธานไปจากท้องนา ด้วยเหตุที่คนไทยเป็นสากลกันแบบ “ลืมตัว” ฟาง ตอซัง หญ้าที่รก เคยเป็นอาหารควาย ก็กลายเป็นแหล่งเพาะโรคและแมลงศัตรูพืช ขาดควายก็ขาดโรงงานที่ทำหน้าที่เปลี่ยนฟาง  และหญ้าเป็นทรัพย์สิน เจ้าควายเหล็กก็เอาแต่กินน้ำมันแล้วสร้างมลพิษและมลภาวะ
ในท้องนา ครัวจึงเป็น “ครัวโรค” ที่น่าเวทนา

          ในเวลาเดียวกัน อเมริกา อังกฤษ อเมริกาใต้ ฯลฯ เอาควายไปเลี้ยงผลิต “เนื้ออินทรีย์” คือ เนื้อปลอดสารพิษ ปลอดโรควัวบ้า เนื้อควายมีโคเลสเตอโรล น้อยกว่า เนื้อวัว หมู ไก่ ถึง 50 เปอร์เซ็นต์  ให้คนอายุมากกินก็ดี คนหนุ่มสาวกินก็ไม่อ้วน (เด็กกินได้ประโยชน์ ผู้ใหญ่กินแล้วดี) พื้นที่น้ำท่วมขังเป็นปลัก เป็นแอ่ง เลี้ยงวัวไม่ได้ แต่เลี้ยงควายได้ผลดี เพราะควายเป็นสัตว์ทนน้ำ ทนเห็บ ทนจรเข้(แถวฟลอริดา) ขณะที่คนไทยทิ้งควาย ฝรั่งเขากลับเห็นคุณค่า นำควายมาส่งเสริมให้ชาวบ้านเลี้ยง

          พระธรรมปิฎก ท่านกล่าวว่า คนไทยเป็นคนมองใกล้ ใจแคบ มักง่าย ใฝ่ต่ำ ถ้าพิจารณาให้ถ่องแท้จะเห็นว่าคำกล่าวนี้ เป็นธรรมชาติของคนไทยจริงๆ เป็นธรรมชาติที่ไม่ดีควรปรับปรุงแก้ไข ทุกวันนี้เรามักง่าย มีแต่ซื้อสินค้าฝรั่ง เขาทำของสำเร็จรูปมาขาย เราก็ทิ้งของเก่าหาเงิน(ด้วยวิธีใดก็ได้-มักง่าย) มาซื้อของใหม่ มองใกล้ คือ ไม่คิดให้รอบคอบถึงผลดีผลเสีย ต่อตนเองและประเทศชาติในระยะยาว คิดแต่จะหาผลประโยชน์แบบง่ายๆ ในระยะสั้นๆ เป็นเถ้าแก่ไวๆ แบบวิธีลัดๆ จึงเห็นว่า “ของดีและภูมิปัญญาไทย” ถูกทอดทิ้ง ญี่ปุ่นและฝรั่งเขาเอาของดีของไทยไปพัฒนาทำเป็นสินค้ามาขายให้เรา ดังจะเห็นได้ว่าเรากินข้าวมาตั้งแต่เกิด แต่ต้องซื้อ “หม้อข้าวไฟฟ้า” ของญี่ปุ่น บ้านเรา ยุงร้ายกว่าเสือแต่เราต้องซื้อ “ยากันยุง” ฝรั่งและญี่ปุ่นใช้ ทั้งที่บ้านเขาไม่มียุงเลย ระวังให้ดีเถอะ สักวันหนึ่งควายไทยจะสูญพันธุ์ และเราจะต้องซื้อควายของอเมริกาพันธุ์ USA มาใช้

          ท่านจึงฝากวิงวอนให้พี่น้องคนไทย รวมทั้งรัฐบาลไทย ให้ความสนใจในการทำนุบำรุงมรดกไทยเหล่านี้ อย่างจริงจัง ไม่ว่าควายไทย ไก่ไทย ย่านลิเภา ผลไม้ไทย ข้าวไทย ฯลฯ ส่งเสริมให้เห็นคุณค่าทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม–วัฒนธรรม รวมทั้งพัฒนาให้ดีขึ้น มีคุณค่ามากขึ้น ……สร้างสรรค์คุณค่า และอนุรักษ์พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์พื้นเมือง... .และลิขสิทธิ์ไทย หรือสิทธิบัตร

          ยังมีผลงานของนักวิจัย นักวิชาการ นักวิทยาศาสตร์น้อยมากที่วิจัยเรื่องเกี่ยวข้องกับกระบือ ดังนั้นเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ จึงขอนำเสนอผลการวิจัยสั้น ๆ จากบทคัดย่อเรื่อง “ผลของภาชนะบรรจุ อายุการเก็บรักษา ต่อคุณภาพเนื้อ ลักษณะปรากฏและการยอมรับของผู้บริโภคเนื้อกระบือ” ของอาจารย์สุทธิพงศ์ อุริยะพงศ์สรรค์ และคณะ ภาควิชาสัตวศาสตร์ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่นำเสนอในการประชุมวิชาการสาขาสัตวบาล /สัตวศาสตร์ /สัตวแพทย์ ครั้งที่ 4 เรื่อง “บทบาทและทิศทางปศุสัตว์ไทยกับการเป็นครัวของโลก” ณ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2546 ดังนี้

                                                                                         บทคัดย่อ

           การบรรจุเนื้อสัตว์เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่งในปัจจุบัน ซึ่งจุดประสงค์ก็เพื่อเป็นการรักษาคุณภาพของเนื้อสัตว์ให้นานที่สุด รูปแบบการบรรจุที่นิยมมากที่สุดในปัจจุบันคือ การใช้ถาดโฟมหุ้มด้วยฟิล์มยืด เนื่องจากถาดโฟมมีความสะอาดน้ำหนักเบา และเก็บรักษาความเย็นได้ดี ถาดที่ใช้นั้นมีความแตกต่างกันออกไปด้านความกว้างความลึกของถาด ดังนั้นงานวิจัยครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงผลของขนาดของภาชนะ และระยะเวลาการเก็บ ต่อองค์ประกอบทางเคมี คุณภาพของเนื้อ การสูญเสียน้ำหนัก คุณภาพในการบริโภค และลักษณะปรากฏต่าง ๆ โดยใช้เนื้อสันและเนื้อขาหลังจากกระบือมาบรรจุในถาดโฟมขนาด 1 นิ้วและ 0.5 นิ้ว เก็บรักษาไว้ที่อุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 0, 3 และ 5 วัน ก่อนนำไปทดสอบลักษณะต่าง ๆ ผลการศึกษาพบว่า มีปริมาณโปรตีนและไขมันอยู่ในช่วง 88 – 91 % และ 2.5 – 3.2 % โดยพบว่าในเนื้อสันมีปริมาณโปรตีนสูงกว่าเนื้อขาหลัง แต่มีปริมาณไขมันมีค่าต่ำกว่า (p<0.05) เนื้อที่เก็บในภาชนะลึกกว่าสามารถรักษาปริมาณโปรตีนและไขมัน แต่มีการสูญเสียน้ำมากกว่าเนื้อที่เก็บในกล่องตื้น(p<0.05) สำหรับการเก็บรักษาเนื้อไว้จะมีการสูญเสียโปรตีน ไขมันและน้ำออกจากเนื้อ (p<0.05) ผลการศึกษาทางด้านของคุณภาพในการยอมรับของผู้บริโภคเนื้อกระบือพบว่า ความนุ่ม ความฉ่ำน้ำ รสชาด และความพอใจโดยสรุปได้รับคะแนนอยู่ในช่วงระหว่าง 2-3 คะแนน แสดงว่าคุณภาพในการยอมรับของผู้บริโภคอยู่ในระดับปานกลาง และส่วนใหญ่ไม่แตกต่างกันเนื่องจากชนิดของเนื้อและความลึกของถาด (p>0.05) ยกเว้นความนุ่มซึ่งเนื้อสันมีความนุ่มมากกว่าเนื้อขาหลัง (p<0.05) เนื้อที่เก็บนานจะได้คะแนนรสชาดและความพอใจเพิ่มขึ้น ในส่วนของลักษณะปรากฏพบว่า สี ความฉ่ำน้ำได้รับคะแนนอยู่ในช่วง 2-3 คะแนนเช่นเดียวกัน (p>0.05) จากการนำเนื้อกระบือที่ได้จากการเก็บรักษาไปวิเคราะห์สีด้วยเครื่อง Chroma - meter (Minolta) พบว่า ค่าความสว่าง ความแดง และเหลือง (ค่า L๐ , a๐ และ b๐ ตามลำดับ) มีค่าอยู่ในช่วง 24-25, 18-20 และ 9-10 ตามลำดับ โดยชนิดของเนื้อ ภาชนะบรรจุ และระยะเวลาไม่มีผลต่อค่าต่าง ๆ ดังกล่าว ยกเว้นเมื่อระยะเวลาการเก็บรักษานานขึ้น พบว่าค่าความสว่าง (L๐ ) มีค่าลดต่ำลง (p<0.05)

          ดังนั้น เมื่อผ่านเรื่องราวทั้งหมดแล้ว คงพอจะทำให้ท่านผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมองเห็นความสำคัญ ที่ชัดเจน กล้าที่จะตัดสินใจแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับควายไทย เพราะมีสินค้าหลากหลายชนิดที่ใช้โลโก้ หรือตราสัญลักษณ์ควาย สร้างเงินสร้างงาน
สร้างความเข้มแข็งให้ท่านแล้วอย่าลืม เศรษฐกิจระดับฐานรากให้ได้รับอานิสงส์ทั่วหน้าด้วย เพราะกลุ่มเกษตรกรที่กำลังรอการแก้ปัญหาความยากจน ให้ทุกคนมองเห็นคุณค่าที่แท้จริง เกิดการพัฒนาควายไทย ให้ใช้ประโยชน์ได้ครบวงจรและยั่งยืนต่อไป

         กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้ความสำคัญในเรื่องดังกล่าว จึงได้เชิญผู้มีส่วนเกี่ยวข้องไปเสวนาหรือจับเข่าคุยกัน หาทางออกร่วมกัน ให้ตลาดก้าวหน้า ผู้ประกอบการสดใส เกษตรกรได้ดีใจ ควายไทยพ้นวิกฤต เชื่อมโยงธุรกิจต่อเนื่องอีกมากมาย หากท่านผู้ประกอบการ ตัวแทนกลุ่มเกษตรกร นักวิชาการ นักท่องเที่ยว และประชาชนทั่วไปท่านใดที่สนใจ เรามีเวทีให้ท่านเสนอ ความคิดเห็นได้ ในงานงานกระบือแห่งชาติ ครั้งที่ 10 ซึ่งได้จัดนิทรรศการภาครัฐ/เอกชน/เกษตรกร การสาธิต การแสดงวิถีชีวิตประจำวันเพื่อการพัฒนา การออกร้านสินค้าผลิตภัณฑ์ OTOP มากมาย หากท่านอยากเป็นคนหนึ่งที่มีส่วนร่วม ขอเชิญไปแสดงพลังร่วมคิดร่วมกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ได้ที่งานดังกล่าว ที่จัดขึ้นที่ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์สุรินทร์ ระหว่างวันที่ 5-7 มีนาคม 2547 ภายใต้คำขวัญที่ว่า “เลี้ยงควายปลดหนี้ วิถีอินทรีย์ชีวีปลอดภัย”


 
 เรียบเรียงโดย : นายสุพจน์ ศรีสร้อย ส.พ.ท. 15 มกราคม 2547