โรควัวบ้า

โรควัวบ้า หรือ BSE คือ อะไร
โรควัวบ้า หรือ โรค BSE ย่อมาจากคำว่า (Bovine Spongiform Encephalopathy) เป็นโรคสมองฝ่อในวัว ซึ่งถูกจัดอยู่ในกลุ่มโรคสมองฝ่อที่สามารถแพร่ระบาดจากสิ่งมีชีวิตตัวหนึ่งไปยังสิ่งมีชีวิตอีกตัวหนึ่งได้ (Transmissable Spongiform Encephalopathy , TSE)

โรควัวบ้า จัดเป็นโรคใหม่ที่เพิ่งมีการค้นพบเป็นครั้งแรก เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2529 ในประเทศอังกฤษ โดยการวินิจฉัยทางจุลพยาธิวิทยา ของตัวอย่างเนื้อสมองของวัวที่ตายด้วยอาการทางประสาท โรคนี้มีระยะฟักตัวในสัตว์ยาวนานประมาณ 2-8 ปี โคที่เป็นโรคนี้ส่วนมากมีอายุระหว่าง 4-5 ปี แต่โคที่อายุน้อยที่สุดที่เป็นโรค คือ อายุ 22 เดือน ในขณะที่โคอายุมากที่สุดที่พบโรคนี้คือ 15 ปี ทั้งนี้โคที่ป่วยด้วยโรคนี้จะมีอัตราการตาย 100%

ในทางธรรมชาติ มักพบว่าทำให้เกิดโรคในโค แพะ แกะ โดยการกินเอาเชื้อหรืออาหารที่ปนเปื้อนเชื้อ BSE เข้าไป ส่วนในสัตว์ อื่น ๆ เช่น หนู สุกร ต้องใช้เชื้อ BSE ปริมาณมากฉีดเข้าสมองโดยตรง จึงจะเกิดโรคได้ อย่างไรก็ตามสำหรับไก่ไม่สามารถทำให้เกิดโรค ได้ไม่ว่าจะเป็นการฉีดเชื้อเข้าสมองโดยตรงหรือการกิน

สาเหตุที่ก่อให้เกิดโรค BSE

BSE เกิดจากโปรตีนขนาดเล็กชนิดหนึ่ง เรียกว่า พริออน (Prion) โปรตีนเหล่านี้ มีคุณสมบัติที่แตกต่างจากสิ่งมีชีวิตที่ทำให้เกิดโรคทั่วไป เช่น แบคทีเรีย ไวรัส หรือ โปรโตซัว คือ ไม่มีสารพันธุกรรม เช่น กรดนิวคลีอิก (nucleic acid) เป็นส่วนประกอบแต่สามารถเพิ่มจำนวนได้และแพร่จาก สิ่งมีชีวิตตัวหนึ่งไปยังสิ่งมีชีวิตอีกตัวหนึ่งได้

โรค BSE ติดต่อได้อย่างไร

วงจรของการติดเชื้อโรค BSE ในสัตว์ตามธรรมชาติ เริ่มจากเมื่อมีสัตว์ที่เป็นโรคหรือติดเชื้อ BSE แล้วนำสัตว์ดังกล่าวไปฆ่า ซากสัตว์ส่วนหนึ่งที่ปนเปื้อนเชื้ออาจถูกบริโภคโดยมนุษย์ ซึ่งเป็นวิธีสำคัญในการแพร่โรค BSE จากสัตว์ไปมนุษย์ ซากสัตว์ส่วนอื่น ๆ อาจถูกนำไปแปรรูปเป็นวัตถุดิบ สำหรับผสมอาหารสัตว์ เช่น เนื้อป่น และกระดูกป่น ซึ่งมีผลทำให้เกิดการปนเปื้อนเชื้อ BSE ของอาหารสัตว์ เมื่อนำไปเลี้ยงสัตว์อื่น จะทำให้เกิดการติดเชื้อแพร่โรคต่อไปได้

อาการของโคที่เป็นโรค BSE

เชื้อ BSE ทำให้โคเกิดความผิดปกติทางระบบประสาทเป็นส่วนใหญ่ โดยเกิดความผิดปกติในลักษณะของการเปลี่ยนแปลงใน ทางเสื่อม เช่น การเกิดเป็นช่องว่าง (vacuolation) ในส่วนของเนื้อเยื่อสมอง ดังนั้น อาการต่าง ๆ ที่สัตว์แสดงออกให้เห็นเด่นชัด จึงเป็นในรูปอาการทางประสาท ทั้งนี้อาการที่โคแสดงออกมานั้น อาจกินเวลาหลายสัปดาห์ หรืออาจยาวนานระหว่าง 1-6 เดือน อาการต่าง ๆ จะแตกต่างกันไปตามเวลาที่เกิดอาการ โดยจะพบว่า จะมีการพัฒนาไปในทางที่รุนแรงขึ้น อาการทางประสาทที่พบได้ในสัตว์ป่วยจะแสดงให้เห็นใน 3 ลักษณะ ดังนี้
  1. การเปลี่ยนแปลงทางจิตใจ (mental status) สัตว์จะแสดงอาการกลัว บ้าคลั่ง ตื่นเต้นเกินไป เมื่อถูกกระตุ้นด้วยสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ
  2. การเปลี่ยนแปลงทางด้านความรู้สึก (sensation) มีการแสดงออกต่าง ๆ มากมายหลายแบบที่อาการที่พบบ่อยคือ สัมผัสหรือได้ยินเสียงจากภาวะรับความรู้สึกมากกว่าปกติ สัตว์จะเตะทั้ง ๆ ที่ปกติก่อนเป็นโรคสัตว์จะไม่เตะ
  3. ท่าทางการเคลื่อนไหวผิดปกติ (posture and movement) สัตว์แสดงอาการขาหลัง ทำงานไม่ประสานงานกัน สั่น และล้มลง
จากอาการทางประสาททั้ง 3 ลักษณะข้างต้น พบว่าโคที่เป็นโรค BSE มิได้แสดงอาการแยกเป็นลักษณะใดลักษณะหนึ่งเสมอไป แต่โรค BSE จะทำให้เกิดอาการทางประสาทได้หลายลักษณะ โดยบางตัวอาจพบแสดงอาการทางประสาททุกลักษณะ แต่บางตัวอาจแสดงอาการลักษณะใดลักษณะหนึ่งก็ได้ ทั้งนี้อาจขึ้นกับระยะเวลาของการเกิดโรค

เราจะทราบได้อย่างไรว่าโคป่วยเป็นโรค BSE

การที่เราจะทราบว่าโคเป็นโรค BSE หรือไม่นั้น ต้องดูจากอาการป่วยที่โคแสดงออกและต้องตรวจวินิจฉัยยืนยัน โดยตรวจหารอยโรคที่เป็น ลักษณะเฉพาะของโรคที่ระบบประสาทส่วนกลาง (central nervous system) อันได้แก่ สมองและไขสันหลัง โดยวิธีจุลพยาธิวิทยา (histopathology) และการตรวจหาเชื้อ คือ Scrapie-associated fibril (SAF) จากสมองโค ด้วยกล้อง จุลทรรศน์อิเลคตรอน หรือ การตรวจด้วยวิธี immunohistochemistry นอกจากวิธีการตรวจดังกล่าว ยังมีวิธีการตรวจอีกมากมาย แต่จะไม่กล่าวถึงในที่นี้ เพราะเป็นวิธีการที่ซับซ้อน และยุ่งยากมาก

อวัยวะและเนื้อเยื่อที่มีความเสี่ยงสูง

จากการศึกษาทางระบาดวิทยาพบว่า อวัยวะและเนื้อเยื่อของสัตว์ที่มีความเสี่ยงสูงเฉพาะต่อโรค BSE (Specified Risk Material , SRM) ได้แก่ สมอง ไขสันหลัง นัยน์ตา ม้าม ลำไส้ และต่อมทอนซิล จึงได้มีการออกกฎหมายห้ามนำ SRM เข้ามาในกระบวนการผลิตอาหารสำหรับทั้งคน และสัตว์ รวมทั้งห้ามนำโปรตีนที่ได้จากสัตว์สี่กระเพาะไปผสมเป็นอาหารสำหรับสัตว์สี่กระเพาะด้วยกัน แต่ยังคงอนุญาตให้นำโปรตีนที่ได้จากสุกรและสัตว์ปีกมาทำเป็น อาหารสัตว์ให้กับสัตว์สี่กระเพาะได้