kartal evden eve nakliyat maltepe evden eve nakliyat evden eve evden eve nakliyat kibarli panax clavis panax panax
 

kmdld

  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก นำเสนอองค์ความรู้ นำเสนอผลงานทั่วไป พันธุ์หญ้าและถั่วที่ใช้เลี้ยงสัตว์

พันธุ์หญ้าและถั่วที่ใช้เลี้ยงสัตว์

E-mail Print PDF

 

พันธุ์หญ้าและถั่วที่ใช้เลี้ยงสัตว์

 

1. หญ้ารูซี่ (Brachiaria ruziziensis)

เป็นหญ้าที่มีอายุหลายปี ต้นกึ่งเลื้อยกึ่งตั้ง  สามารถเจริญเติบโตในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำได้ ขึ้นได้ดีในพื้นที่ดอน ดินมีการระยายน้ำดี ทนแล้งพอสมควร ทนต่อการเหยียบย่ำของสัตว์ ไม่ทนน้ำท่วมขัง ผลผลิตน้ำหนักแห้ง 2.0 – 2.5 ตันต่อไร่ปี  โปรตีน 7-10 เปอร์เซ็นต์

การเตรียมดิน 

ไถย่อยดินให้ละเอียด จะเหมาะกับการฝังตัวของเมล็ด โดยไถพรวน 2 ครั้ง ปรับหน้าดินให้ราบเรียบสม่ำเสมอ  แปลงหญ้าเก่าควรไถพรวนทุก 3 ปี ต้นฤดูฝน

การปลูก

                ใช้เมล็ดพันธุ์หญ้ารูซี่อัตรา 2 กิโลกรัมต่อไร่  โดยการหว่าน  หรือปลูกเป็นแถว ๆ ห่างกัน 50 เซนติเมตร

การใส่ปุ๋ย

ก่อนปลูกควรมีการใส่ปุ๋ยรองพื้นสูตร 15-15-15 หรือ 16-16-8 อัตรา 50-100 กิโลกรัมต่อไร่ และใส่ปุ๋ยคอกร่วมด้วย ควรใส่ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) อัตรา 10-20 กิโลกรัมต่อไร่ หลังการตัดทุกครั้ง

การกำจัดวัชพืช

ควรมีการกำจัดวัชพืชหลังปลูกหญ้า 2-4 สัปดาห์

การใช้ประโยชน์

การตัดหญ้ารูซี่ไปใช้เลี้ยงสัตว์ ควรตัดครั้งแรก 60-70 วันหลังปลูก โดยตัดสูงจากพื้นดิน 10- 15 เซนติเมตร  สำหรับการปล่อยสัตว์เข้าแทะเล็มในแปลงหญ้า ควรปล่อยเข้าครั้งแรกเมื่อหญ้าอายุ 70-90 วัน หลังจากนั้นจึงทำการตัดหรือปล่อยสัตว์เข้าแทะเล็มหมุนเวียนทุก 30-45 วัน ในช่วงฤดูฝนหญ้าโตเร็ว อาจตัดได้ที่อายุน้อยกว่า 30 วัน หญ้ารูซี่เหมาะสำหรับใช้เลี้ยงโค กระบือ ในรูปหญ้าสด หญ้าแห้งหรือหญ้าหมัก

 

2. หญ้ากินนีสีม่วง (Panicum maximum  TD58)

       เป็นหญ้าที่มีอายุหลายปี ต้นเป็นกอตั้งตรง แตกกอดี ใบใหญ่ ใบดกอ่อนนุ่ม เติบโตได้ในสภาพร่มเงา  เหมาะสำหรับปลูกในเขตชลประทาน ผลผลิตน้ำหนักแห้ง 2.5 – 3.0 ตันต่อไร่ต่อปี โปรตีน 8-10 เปอร์เซ็นต์

การเตรียมดิน

ไถย่อยดินให้ละเอียด โดยไถพรวน 2 ถึง 3 ครั้ง ปรับหน้าดินให้ราบเรียบสม่ำเสมอ 

การปลูก

ใช้เมล็ดอัตรา 1-2 กิโลกรัมต่อไร่ โรยเป็นแถว ๆ ห่างกัน 50 เซนติเมตร  

 

การใส่ปุ๋ย

ก่อนปลูกควรใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 50-100 กิโลกรัมต่อไร่ เป็นปุ๋ยรองพื้น และควรใส่ปุ๋ยคอกร่วมด้วย ควรใส่ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) อัตรา 10-20 กิโลกรัมต่อไร่ หลังการตัดทุกครั้ง

การกำจัดวัชพืช

กำจัดวัชพืชครั้งแรกหลังจากปลูกหญ้า 3-4 สัปดาห์ และหลังจากนี้ 1-2 เดือน หากยังมีวัชพืชขึ้นอยู่หนาแน่น ควรทำการกำจัดวัชพืชอีกครั้งหนึ่ง

การใช้ประโยชน์

                การตัดหญ้ากินนีสีม่วงไปใช้เลี้ยงสัตว์ ควรตัดครั้งแรก 60 วัน หลังปลูกและตัดครั้งต่อไปทุก ๆ 30-40 วัน ในช่วงฤดูฝนหญ้าโตเร็ว สามารถตัดได้ทุก 20-30 วัน โดยตัดสูงจากพื้นดิน 10- 15 เซนติเมตร หญ้ากินนีสีม่วงเหมาะสำหรับใช้เลี้ยงโค กระบือในรูปหญ้าสด หญ้าหมัก หรือจะปล่อยสัตว์เข้าแทะเล็มก็ได้

 

3. หญ้าอะตราตัม (Paspalum atratum)

                เป็นพืชอายุหลายปี ต้นตั้งเป็นกอ กอใหญ่ ใบกว้าง ขอบใบคม ทนต่อสภาพดินที่เป็นดินกรด ทนน้ำท่วมขัง ทนแล้ง ผลผลิตน้ำหนักแห้ง 2.5–3.5  ตันต่อไร่ต่อปี โปรตีน 7–8 เปอร์เซ็นต์ 

การเตรียมดิน  ไถย่อยดินให้ละเอียด โดยไถพรวน 2 ถึง 3 ครั้ง ปรับหน้าดินให้ราบเรียบสม่ำเสมอ 

การปลูก

ใช้เมล็ดพันธุ์อัตรา 1-2 กิโลกรัมต่อไร่ โดยการหว่าน หรือโรยเมล็ดเป็นแถว ๆ ห่างกัน 50  เซนติเมตร 

การใส่ปุ๋ย

ก่อนปลูกควรใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 50-100  กิโลกรัมต่อไร่ เป็นปุ๋ยรองพื้น และควรใส่ปุ๋ยคอกร่วมด้วย ควรใส่ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) อัตรา 10-20 กิโลกรัมต่อไร่ หลังการตัดทุกครั้ง

การกำจัดวัชพืช

กำจัดวัชพืชครั้งแรกหลังจากปลูกหญ้า 3-4 สัปดาห์ และหลังจากนี้ 1-2 เดือน กำจัดวัชพืชอีกครั้งหนึ่ง ถ้ามีวัชพืชขึ้นหนาแน่น

การใช้ประโยชน์

หญ้าอะตราตัมมีการเจริญเติบโตรวดเร็ว ถ้าปล่อยไว้ให้มีอายุมากใบจะหยาบกระด้างและขอบใบคม ควรตัดครั้งแรกประมาณ 60 วันหลังปลูก และตัดครั้งต่อไปทุก ๆ 30-40 วัน  โดยตัดสูงจากพื้นดิน 5- 10 เซนติเมตร ช่วงฤดูฝนโตเร็ว สามารถตัดได้ทุก 25-30 วัน หญ้าอะตราตัมเหมาะสำหรับใช้เลี้ยงโค กระบือ ในรูปหญ้าสด หรือทำหญ้าหมัก แต่ไม่เหมาะสำหรับทำหญ้าแห้ง

                เป็นหญ้าอายุหลายปี ต้นตั้งเป็นกอ เจริญเติบโตได้ในดินทรายที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ทนต่อสภาพแห้งแล้ง ทนน้ำท่วมขัง  ผลผลิตน้ำหนักแห้ง 1.5-2.0 ตันต่อไร่ต่อปี  โปรตีน 7-8 เปอร์เซ็นต์

การเตรียมดิน  ไถย่อยดินให้ละเอียด โดยไถพรวน 2 ถึง 3 ครั้ง ปรับหน้าดินให้ราบเรียบสม่ำเสมอ 

การปลูก

ใช้เมล็ดพันธุ์อัตรา 2 กิโลกรัมต่อไร่ โดยการหว่าน หรือปลูกเป็นแถว ๆ ห่างกัน 50 เซนติเมตร

การใส่ปุ๋ย

ก่อนปลูกควรมีการใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หรือ 16-16-8 อัตรา 50-100 กิโลกรัมต่อไร่ เป็นปุ๋ยรองพื้น และควรใส่ปุ๋ยคอกร่วมด้วย ควรใส่ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) อัตรา 10-20 กิโลกรัมต่อไร่ หลังการตัดทุกครั้ง

การกำจัดวัชพืช

ควรมีการกำจัดวัชพืชหลังปลูกหญ้า 2-4 สัปดาห์

การใช้ประโยชน์

การตัดหญ้าพลิแคทูลั่มไปใช้เลี้ยงสัตว์ ควรตัดครั้งแรก 60-70 วันหลังปลูก โดยตัดสูงจากพื้นดิน 10- 15 เซนติเมตร สำหรับการปล่อยสัตว์เข้าแทะเล็มในแปลงหญ้า ควรปล่อยเข้าครั้งแรกเมื่อหญ้าอายุ 70-90 วัน หลังจากนั้นจึงทำการตัด หรือปล่อยสัตว์เข้าแทะเล็มหมุนเวียนทุก 30-45 วัน  หญ้าพลิแคทูลั่มเหมาะสำหรับใช้เลี้ยงโค กระบือ ในรูปหญ้าสด หญ้าแห้ง หรือหญ้าหมัก

 

5. หญ้าโร้ด (Chloris gayana)

                เป็นหญ้าอายุหลายปี ทนแล้งได้ดี ทนต่อสภาพน้ำขังได้เป็นครั้งคราว ทนต่อการแทะเล็มได้ดี ทนต่อสภาพดินเค็มได้ดีกว่าหญ้าอื่น ๆ หลายชนิด ผลผลิตน้ำหนักแห้ง 2.0-2.5 ตันต่อไร่ต่อปี โปรตีน 8-10 เปอร์เซ็นต์

การเตรียมดิน 

ไถย่อยดินให้ละเอียด โดยการไถพรวน 2 ถึง 3 ครั้ง ปรับหน้าดินให้ราบเรียบสม่ำเสมอ 

การปลูก

ใช้เมล็ดพันธุ์อัตรา 2 กิโลกรัมต่อไร่ โดยการหว่าน หรือปลูกเป็นแถวห่างกัน 50 เซนติเมตร เมล็ดพันธุ์หญ้าโร้ดมีขนและเบามากก่อนหว่านแนะนำให้ผสมเมล็ดพันธุ์กับขี้เลื้อยหรือทราย

การใส่ปุ๋ย

ก่อนปลูกควรมีการใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หรือ 16-16-8 อัตรา 50-100 กิโลกรัมต่อไร่ เป็นปุ๋ยรองพื้น และควรใส่ปุ๋ยคอกร่วมด้วย ควรใส่ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) อัตรา 10-20 กิโลกรัมต่อไร่ หลังการตัดทุกครั้ง

การกำจัดวัชพืช

ควรมีการกำจัดวัชพืชหลังปลูกหญ้า 2-4 สัปดาห์

 

การใช้ประโยชน์

การตัดหญ้าโร้ดไปใช้เลี้ยงสัตว์ ควรตัดครั้งแรก 60-70 วันหลังปลูก โดยตัดสูงจากพื้นดิน 10- 15 เซนติเมตร สำหรับการปล่อยสัตว์เข้าแทะเล็ม ควรปล่อยเข้าครั้งแรกเมื่อหญ้าอายุ 70-90 วัน หลังจากนั้นจึงทำการตัด หรือปล่อยสัตว์เข้าแทะเล็มหมุนเวียนทุก 30-45 วัน ในช่วงฤดูฝนหญ้าโตเร็ว อาจตัดใช้ประโยชน์ได้ที่อายุน้อยกว่า 30 วัน หญ้าโร้ดเหมาะสำหรับใช้เลี้ยงโค กระบือ ในรูปหญ้าสดหญ้าแห้งหรือหญ้าหมัก

 

6. หญ้าเนเปียร์ (Pennisetum purpureum)

เป็นหญ้าที่มีอายุหลายปี สายพันธุ์ที่นิยมปลูก คือ หญ้าเนเปียร์แคระ (P. purpureum. Cr. Mott.) หญ้าเนเปียร์ (ธรรมดา) และหญ้าเนเปียร์ลูกผสม (P. Purpureum x P. americanum) ซึ่งมี 2 สายพันธุ์ คือ หญ้าเนเปียร์ยักษ์ และหญ้าบาน่า หญ้าเนเปียร์แคระสูง 1- 2 เมตร แตกกอดี ใบมาก ส่วนหญ้าเนเปียร์ธรรมดา และเนเปียร์ลูกผสมสูง 3- 4 เมตร ทุกสายพันธุ์เจริญเติบโตได้ดีในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง เหมาะสำหรับปลูกในเขตชลประทาน ผลผลิตน้ำหนักแห้ง 3-4 ตันต่อไร่ต่อปี โปรตีน 8–10 เปอร์เซ็นต์

การเตรียมดิน     

ไถพรวน 2 ถึง 3 ครั้ง ย่อยดินให้มีขนาดเล็กและร่วนซุย

การปลูก

ปลูกได้ด้วยท่อนพันธุ์ ระยะปลูก 75x75 เซนติเมตร ปลูกหลุมละ 2 ท่อน ให้ข้ออยู่ใต้ดินลึก 1- 2 นิ้ว ในพื้นที่ 1 ไร่ ใช้ท่อนพันธุ์ 300- 500 กิโลกรัม

การใส่ปุ๋ย

ก่อนปลูกควรใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 50  กิโลกรัมต่อไร่ เป็นปุ๋ยรองพื้น และควรใส่ปุ๋ยคอกร่วมด้วย ควรใส่ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) อัตรา 10-20 กิโลกรัมต่อไร่ หลังการตัดทุกครั้ง

การกำจัดวัชพืช

ควรกำจัดวัชพืชภายหลังจากปลูกหญ้า 2-4 สัปดาห์

การใช้ประโยชน์

การตัดหญ้าเนเปียร์ไปเลี้ยงสัตว์ ควรตัดครั้งแรก 60-70 วันหลังปลูก และตัดหญ้าครั้งต่อไปทุก 30-45 วัน  ช่วงฤดูฝนหญ้าโตเร็ว อาจตัดอายุน้อยกว่า 30 วัน โดยตัดชิดดิน หญ้าเนเปียร์เหมาะสำหรับใช้เลี้ยงโค กระบือ ในรูปหญ้าสด หรือหญ้าหมัก ไม่เหมาะสำหรับทำหญ้าแห้ง

 

7. หญ้าแพงโกล่า (Digitaria decumbens)

 

ความเป็นมา

                หญ้าแพงโกล่า หรือ แพนโกล่า (Pangola) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Digitaria eriantha (ชื่อเดิม คือ D.decumbens)  ถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบแคว้นทรานสะวาลตะวันออก ของอัฟริกา ชื่อดั้งเดิมที่รู้จักกันในอัฟริกาคือ หญ้าพงโกล่า (Pongola) นำเข้ามาปลูกในประเทศไทยครั้งแรก เมื่อปี 2496 จากประเทศฟิลิปปินส์ โดยกองอาหารสัตว์กรมปศุสัตว์ และในปี 2526 กรมปศุสัตว์ โดยนายเสรี เขมะศิริ ได้นำเข้าหญ้าแพงโกล่า อีกหลายสายพันธุ์จากประเทศฟิลิปปินส์และไต้หวัน แล้วปลูกขยายพันธุ์ที่สถานีพืชอาหารสัตว์ปากช่อง และแจกจ่ายไปยังแหล่งต่าง ๆ ทั่วประเทศ จนกระทั่งในปี 2535 Dr. T.Yu ชาวไต้หวัน ซึ่งทำงานอยู่กับบริษัทเจริญโภคภัณฑ์เมล็ดพันธุ์ได้นำหญ้าแพงโกล่าสายพันธุ์ 254A จากไต้หวันมาปลูกบริเวณจังหวัดกำแพงเพชร เพื่อผลิตหญ้าแห้งจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งต่อมาในปี 2542 กรมปศุสัตว์ได้นำหญ้าแพงโกล่าสายพันธุ์นี้ไปเผยแพร่สู่เกษตรกร และมีการใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน

ลักษณะทั่วไป

                หญ้าแพงโกล่า เป็นหญ้าประเภทเลื้อย (stoloniferous) อายุหลายปี มีลำต้นทอดนอนไปตามพื้นผิวดิน มีรากเจริญออกมาตามข้อที่สัมผัสผิวดินและแตกหน่อเจริญเติบโตเป็นต้นใหม่ ต้นอ่อนจะตั้งตรง แต่เมื่ออายุมากขึ้นลำต้นจะทอดนอนไปตามผิวดิน ปกคลุมพื้นที่ได้หนาแน่น ลำต้นมีขนาดเล็กสูง 40 60 เซนติเมตร ไม่มีขน ใบดก อ่อนนุ่ม มีลักษณะเล็กเรียวยาว ไม่สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ได้ จึงขยายพันธุ์ด้วยท่อนพันธุ์  หญ้าแพงโกล่าเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ชุ่มชื้น มีฝนตกเฉลี่ยมากกว่า 1,000 มิลลิเมตรต่อปี ขึ้นได้ในดินหลายชนิดตั้งแต่ดินทรายจนถึงดินเหนียวทนแล้งได้ดีพอสมควร แต่สามารถเจริญเติบโตได้ในพื้นที่ชื้นแฉะชุ่มน้ำ ทนน้ำท่วมขัง

หญ้าแพงโกล่าเป็นหญ้าให้ผลผลิตมาก จึงควรปลูกในพื้นที่ที่สามารถให้น้ำและระบายน้ำได้สะดวก เหมาะสำหรับปลูกในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์และสามารถระบายน้ำได้สะดวกตลอดทั้งปี จึงสามารถปลูกหญ้าแพงโกล่าได้ทั้งในพื้นที่ลุ่ม และพื้นที่มีน้ำน้อยควรปลูกแบบที่ดอน

 

การปลูกหญ้าแพงโกล่าในพื้นที่ลุ่ม

                ช่วงเวลาปลูก

                สามารถปลูกหญ้าแพงโกล่าได้ตลอดทั้งปี ในพื้นที่ให้น้ำได้

                การเตรียมดิน

                การเตรียมดินคล้ายการทำนาหว่านน้ำตม เริ่มจากปล่อยน้ำเข้าแปลงขังน้ำไว้ประมาณ 2 วัน  จึงระบายน้ำออกจากแปลงจนแห้ง ทิ้งไว้ประมาณ 7 10 วัน เพื่อให้วัชพืชงอก หลังจากนั้นปล่อยน้ำเข้าแปลง แช่ทิ้งไว้ 2 – 3 วัน จนดินอิ่มตัวไถพลิกกลับหน้าดินและตีเทือก ถ้ามีวัชพืชให้ทิ้งไว้ประมาณ  7 วัน ก่อนจะตีเทือกอีกครั้งหนึ่ง แล้วลูบเทือกและปรับผิวหญ้าดินให้สม่ำเสมอพร้อมปลูกได้ทันที สำหรับในกรณีที่มีวัชพืชและฟางข้าวมากควรหมักดินอีก 7 10 วัน แล้วตีเทือกอีกครั้งหนึ่ง และลูบเทือกก่อนที่จะปลูกหญ้า

การเตรียมท่อนพันธุ์

หญ้าแพงโกล่า ที่จะใช้ทำพันธุ์ควรมีอายุประมาณ 60 วันขึ้นไป ท่อนพันธุ์ที่ใช้ต้องปลอดจากวัชพืชอื่น ท่อนพันธุ์ที่ตัดแล้วควรนำไปหว่านหรือปลูกได้ทันที หรือถ้าปลูกไม่ทันควรเก็บไว้ในที่ร่ม รดน้ำให้ชุ่ม และไม่ควรวางทับถมท่อนพันธุ์หญ้า จนกองสูงเกินไป จะทำให้หญ้าตายนึ่ง เพราะเกิดความร้อนจากกระบวนการหายใจ

                                   

การปลูกและการจัดการแปลงหญ้าในช่วงแรก

                หลังจากเตรียมดิน และทำเทือกได้ที่แล้ว ปรับระดับน้ำให้สูง 10 - 15 เซนติเมตร ใช้ท่อนพันธุ์หญ้าอัตราไร่ละ 200 250 กิโลกรัม หว่านอย่างสม่ำเสมอให้ทั่วแปลงแล้วใช้ท่อนไม้ไผ่หรือท่อพีวีซี นาบกดท่อนพันธุ์หญ้าให้จมน้ำ แช่ทิ้งไว้ประมาณ 1 สัปดาห์ จึงระบายน้ำออกจากแปลงจนหมด ท่อนพันธุ์จะสัมผัสดิน และตามข้อจะมีรากหญ้าสีขาวงอกยาวประมาณ 3 5 เซนติเมตร จึงระบายน้ำออก แล้วปล่อยแปลงทิ้งไว้ประมาณ 1 เดือนจนดินแห้งกรัง จึงเริ่มให้น้ำขังไว้ 2 คืน และใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตราไร่ละ 15-25 กิโลกรัมหว่านให้ทั่วแปลง หลังจากนั้น 10 - 15 วัน เมื่อดินเริ่มแห้ง จึงให้น้ำครั้งที่ 2  และหว่านปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) อัตราไร่ละ 10 กิโลกรัม หากใช้ในรูปของปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต (21-0-0) ต้องใช้อัตรา 20 กิโลกรัม หลังจากปลูกแล้วประมาณ 60 วัน ก็สามารถตัดหญ้าไปใช้ประโยชน์ได้

การปลูกหญ้าแพงโกล่าในที่ลุ่มอาจมีวัชพืชหลายชนิด เช่น กก เทียนนา หนวดปลาดุก โสน และ อื่นๆ  การเตรียมดินที่ดีจะช่วยลดปัญหาเกี่ยวกับวัชพืชได้ ในกรณีที่มีวัชพืชขึ้นไม่มากนัก ตัดหญ้าไป 1-2 รอบ วัชพืชจะลดลง และถูกหญ้าแพงโกล่าขึ้นปกคลุมในที่สุด กรณีที่มีวัชพืชขึ้นในแปลงมาก ควรรีบกำจัดวัชพืชขณะดินมีความชื้นโดยใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช ชนิดใบกว้าง เช่น 2, 4 D (Disodium Salt) ควรใช้ในช่วงที่หญ้าอายุประมาณ 20-30 วัน หลังปลูก ฉีดพ่นในอัตรา 150 กรัมต่อไร่ ฉีดพ่นอย่างสม่ำเสมอให้ทั่วทั้งแปลง ขณะที่ดินยังมีความชื้น (ใช้สาร 2, 4 D อัตรา 30 กรัม ผสมน้ำสะอาด 20 ลิตร (1 ปี๊บ) ซึ่งในพื้นที่ 1 ไร่ จะใช้น้ำผสมสารเคมีกำจัดวัชพืชประมาณ 100 ลิตร หรือ 5 ปี๊บ )

                การดูแลรักษาแปลงหญ้าแพงโกล่าในแต่ละรอบการตัด

                การให้น้ำ ภายหลังจากตัด และขนย้ายหญ้ารวมทั้งเศษเหลือของหญ้าออกจากแปลงแล้ว ควรมีการให้น้ำหลังจากตัดหญ้าประมาณ 1 สัปดาห์  และให้น้ำครั้งต่อไปทุก 10 15 วัน  โดยวิธีปล่อยน้ำเข้าแปลงในปริมาณที่คาดว่าจะแห้งภายใน 1 2 วัน หรือครั้งละประมาณ 65 ลูกบาศก์เมตร (คิวบิกเมตร) ต่อไร่ 

                การใส่ปุ๋ยเคมีในแต่ละรอบ ควรใส่ปุ๋ยยูเรีย 46-0-0 อัตรา 20 กิโลกรัมต่อครั้ง โดยแบ่งใส่ 2 ครั้ง ครั้งแรกหลังตัด ครั้งที่ 2 ห่างจากครั้งแรก 15-20 วัน และในแต่ละรอบการตัดควรใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตราไร่ละ 15-25 กิโลกรัม ใส่ภายหลังจากตัดและนำหญ้าออกจากแปลงแล้ว ทั้งนี้เพื่อให้การใช้ปุ๋ยเคมีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เกษตรกรสามารถขอรับคำแนะนำเพิ่มเติมเรื่องอัตราปุ๋ยที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ได้จากหมอดินอาสาของกรมพัฒนาที่ดิน

                การใส่ปุ๋ยคอก เพื่อปรับปรุงบำรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืชและได้ผลผลิตจากแปลงหญ้านานขึ้นควรใส่ปุ๋ยคอกภายหลังจากตัดหญ้าในอัตรา 2,000-4,000 กิโลกรัมต่อไร่ โดยแบ่งใส่ปีละประมาณ 3-4 ครั้ง   

                การกำจัดวัชพืช ในช่วงฤดูฝนซึ่งไม่สามารถตัดหญ้าได้ อาจมีวัชพืชเช่น กก โสน เซ่ง และอื่น ๆ ให้ตัดปรับ หากพบหญ้าขน (มอริชัส) ให้ขุดออกทั้งกอ

 

การปลูกหญ้าแพงโกล่าในพื้นที่ดอน

                ช่วงเวลาปลูก

                หญ้าแพงโกล่าสามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี ถ้าให้น้ำได้ ส่วนในเขตพื้นที่อาศัยน้ำฝน ควรปลูกหญ้าต้นฤดูฝน ประมาณเดือนพฤษภาคม ถึงเดือนมิถุนายน หญ้าแพงโกล่าจะตั้งตัวเร็วและเจริญเติบโตได้ดี

                การเตรียมดิน

                ควรเตรียมดินในขณะที่ดินมีความชื้นเหมาะสม ถ้าจะรักษาระดับความอุดมสมบูรณ์ของดิน ก่อนเตรียมดินควรใส่ปุ๋ยคอก(ที่ย่อยสลายแล้ว)หรือปุ๋ยหมักอัตรา 2 4 ตันต่อไร่ แล้วไถกลบ ปล่อยทิ้งไว้ 2 3 สัปดาห์ จึงไถพรวนเพื่อกำจัดวัชพืชและย่อยดิน 1 2 ครั้ง ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของวัชพืช ทั้งนี้การไถพรวนแต่ละครั้งควรมีระยะเวลาห่างกันประมาณ 1 สัปดาห์ ปล่อยให้เมล็ดวัชพืชงอกมาก่อนที่จะไถพรวนเพื่อทำลายให้หมด ก่อนไถพรวนดินครั้งสุดท้ายใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 เป็นปุ๋ยรองพื้นในอัตรา 50-100 กิโลกรัมต่อไร่ แล้วพรวนดินกลบก่อนปลูกหญ้า

เตรียมท่อนพันธุ์เช่นเดียวกับการปลูกหญ้าแพงโกล่าในที่ลุ่ม  (ท่อนพันธุ์อายุ 60 วันขึ้นไป)

การปลูกและการจัดการแปลงหญ้าแพงโกล่าในช่วงแรก

                การปลูกหญ้าแพงโกล่าในพื้นที่ดอน ใช้อัตราท่อนพันธุ์เท่ากับในพื้นที่ลุ่มคือประมาณไร่ละ 200-250 กิโลกรัม ควรปลูกในขณะที่ดินมีความชื้นเหมาะสมหรือสามารถให้น้ำได้ทันที การปลูกหญ้าทำได้ 2 วิธี คือ วิธีที่ 1. การปลูกเป็นแถวโดยวางท่อนพันธุ์ทอดนอนไปตามแนวร่องที่ชักร่อง (ระยะ 30-50 เซนติเมตร) ไว้ ใช้ดินกลบท่อนพันธุ์บางส่วนไว้ แล้วเหยียบดินให้แน่น วิธีที่ 2. การปลูกโดยการหว่านท่อนพันธุ์หญ้าอย่างสม่ำเสมอทั่วแปลงแล้ว ไถพรวนกลบด้วยผานพรวนหรือผาน 7 ซึ่งปรับหน้าผานให้เสมอแล้ว

ควรให้น้ำทันทีที่ปลูกเสร็จให้ดินชุ่มชื้นตลอดเวลา ในช่วง 2 สัปดาห์แรก สำหรับแปลงหญ้าที่มีการเตรียมดินดี จะมีวัชพืชขึ้นน้อย สามารถตัดหญ้าได้ครั้งแรกที่อายุ 60-70 วันหลังปลูก ถ้ามีวัชพืชหนาแน่น ควรกำจัดวัชพืชโดยการตัดปรับแปลงหญ้า 

การใส่ปุ๋ยเคมี ต้องใส่ขณะดินมีความชื้นเหมาะสม หรือใส่ปุ๋ยแล้วสามารถให้น้ำได้ ในแต่ละรอบการตัด ควรแบ่งใส่ปุ๋ยยูเรีย 2 ครั้ง ๆ ละ ประมาณ 10 กิโลกรัมต่อไร่ โดยใส่ครั้งแรกภายหลังจากตัดหญ้าและใส่ปุ๋ยยูเรียครั้งที่ 2 หลังจากนี้ 15-20 วัน และควรมีการใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ในปีต่อ ๆ ไป ในช่วงต้นฤดูฝนประมาณ 50-100 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี หรือแบ่งใส่ครั้งละ 15-25 กิโลกรัมต่อไร่ ในแต่ละรอบการตัด

 

                ควรใส่ปุ๋ยคอกใน อัตรา 2,000 4,000 กิโลกรัมต่อไร่ โดยแบ่งใส่ปีละ 3-4 ครั้ง

                การกำจัดวัชพืช ในพื้นที่ดอนมักจะมีวัชพืชขึ้นแข่งขันกับหญ้าแพงโกล่า เช่น สาบเสือ กระเพราป่าหรือหญ้าชนิดอื่น ๆ เช่น หญ้ารูซี่ หญ้าขน หญ้ากินนีสีม่วง และอื่น ๆ หากพบควรขุดออก

การจัดการแปลงหญ้าหลังปลูก

                เมื่อปลูกหญ้าไประยะหนึ่ง ในบางพื้นที่อาจมีปัญหาเกี่ยวกับขุยไส้เดือนดิน ที่เมื่อแห้งจะจับตัวเป็นก้อนแข็งเป็นอุปสรรคต่อการตัดหญ้า ทำให้ใบมีดตัดหญ้าสึกหรอเร็วขึ้น ควรไถสางแปลงหญ้าหรือสลับเปลี่ยนไปปลูกข้าว 1 ฤดูปลูก  

 

 

การใช้ประโยชน์

                ควรมีการจัดการใช้แปลงหญ้าแพงโกล่าอย่างประณีต เพื่อให้ได้ทั้งปริมาณและคุณภาพตลอดจนสามารถใช้ประโยชน์จากแปลงหญ้าได้นานที่สุด

                การตัดหญ้าสด

                หญ้าแพงโกล่าสามารถตัดไปใช้ประโยชน์ได้ครั้งแรก เมื่ออายุ 60-70 วันหลังปลูก และตัดครั้งต่อไปทุก 40 วัน สำหรับในช่วงฤดูฝนถ้าหญ้าเจริญเติบโตดีสามารถตัดได้ทุก 30 วัน โดยตัดชิดดิน(ประมาณ 3-5 เซนติเมตร) ได้ผลผลิตน้ำหนักหญ้าสด ครั้งละ 3-4 ตันต่อไร่ ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน เช่น ความอุดมสมบูรณ์ของดิน สภาพภูมิอากาศ ตลอดจนการจัดการ เช่น การใส่ปุ๋ย การให้น้ำ เป็นต้น ในพื้นที่ที่ดินมีความอุดมสมบูรณ์สูง และมีน้ำเพียงพอสามารถตัดหญ้าได้ 7-9 ครั้ง สำหรับในพื้นที่ลุ่ม อาจมีปัญหาดินชื้นแฉะมีน้ำขังในช่วงฤดูฝนไม่สามารถลงไปตัดได้

เครื่องมือที่ใช้ตัดหญ้าสด ส่วนใหญ่ใช้เครื่องตัดหญ้าแบบสะพายไหล่ และแบบปัตตาเลี่ยนติดหน้ารถไถเดินตาม ส่วนเกษตรกรรายย่อยมีพื้นที่น้อย นิยมใช้เคียวเกี่ยว ซึ่งการตัดจะมีอุปสรรคในช่วงฤดูฝนที่ไม่สามารถตัดหญ้าได้ 

 

ผลการใช้ประโยชน์หญ้าแพงโกล่าเลี้ยงสัตว์

การปล่อยสัตว์แทะเล็มในแปลงหญ้า

                หญ้าแพงโกล่าเป็นหญ้าที่ทนต่อการแทะเล็ม เกษตรกรที่ไม่มีแรงงานเกี่ยวหญ้า สามารถปล่อยสัตว์ลงแทะเล็มแปลงหญ้าได้ โดยใช้รั้วไฟฟ้ากั้นแปลงหญ้าแบ่งเป็นแปลงเล็ก ๆ และปล่อยสัตว์ลงแทะเล็มหมุนเวียนกันไป จากการทดสอบปล่อยโคแทะเล็มแปลงหญ้าแพงโกล่า พบว่าให้ผลตอบแทนแตกต่างกันไป ขึ้นกับการจัดการแปลงหญ้าและพันธุ์โคที่ใช้ทดสอบ

                การเลี้ยงโคเนื้อพันธุ์ตากเพศผู้ไม่ตอน จำนวน 3 ตัว ที่สถานีพัฒนาอาหารสัตว์สุโขทัย น้ำหนักเริ่มเลี้ยง 211 กก./ตัว ปล่อยแทะเล็มแปลงหญ้าแพงโกล่าทุกๆ 45 วัน ใช้พื้นที่จำนวน 3 ไร่ และสำรองไว้ผลิตเสบียง 1 ไร่ ในช่วงฤดูฝนเสริมด้วยหญ้าแพงโกล่าหมักใช้เวลาเลี้ยง 1 ปี โคเนื้อมีอัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ย 612 กรัม/ตัว/วัน

                การเลี้ยงโคเนื้อพันธุ์บราห์มันเพศผู้ไม่ตอน จำนวน 3 ตัว ที่สถานีพัฒนาอาหารสัตว์แพร่ น้ำหนักเริ่มเลี้ยง 231 กก./ตัว ปล่อยโคแทะเล็มแปลงหญ้าแพงโกล่า จำนวน 4 ไร่ ทุก ๆ 35 40 วัน ใช้เวลาเลี้ยง 300 วัน โคเนื้อมีอัตราการการเจริญเติบโตเฉลี่ย 560 กรัม/ตัว/วัน

                การเลี้ยงโคพื้นเมืองสายอีสานเพศผู้ไม่ตอน จำนวน 4 ตัว ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์เพชรบุรีน้ำหนักเริ่มเลี้ยงเฉลี่ย 89 กก./ตัว ปล่อยโคแทะเล็มแปลงหญ้าแพงโกล่า จำนวน 2 ไร่ ทุก ๆ 30 วัน และเสริมด้วยหญ้าแห้งในช่วงแล้งใช้เวลาเลี้ยง 1 ปี โคเนื้อมีอัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ย 258 กรัม/ตัว

การใช้หญ้าสดเลี้ยงสัตว์

                หญ้าแพงโกล่ามีลำต้นเล็ก ใบดก อ่อนนุ่ม สัตว์ชอบกินและกินได้ทั้งหมด เกษตรกรจึงนิยมนำไปใช้เลี้ยงสัตว์กันอย่างแพร่หลาย ทั้งโคนม โคเนื้อ โคขุน แพะเนื้อ และแพะนม เป็นต้น

                การใช้หญ้าสดเลี้ยงแพะนม นายณัฎจ์ดนัย มณีโชติฉัตรฤดี  เกษตรกรศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต.สามพระยา อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ซื้อหญ้าแพงโกล่าสดจากกลุ่มเกษตรกรเลี้ยงสัตว์นาวุ้ง อ.เมือง จ.เพชรบุรี วันละ 120 กก. ๆ ละ 1 บาท นำมาใช้เลี้ยงแพะนม จำนวน 80 ตัว สามารถช่วยลดภาระแรงงานลงได้และแก้ปัญหาการขาดแคลนอาหารหยาบในช่วงแล้ง

                การใช้หญ้าสดเลี้ยงโคนม นายศิริชัย  ปัญจานนท์ เกษตรผู้เลี้ยงโคนม ต.ท่ายาง อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี ไม่มีพื้นที่ปลูกหญ้าจึงซื้อหญ้าแพงโกล่าสด แหล่งผลิตที่อยู่ใกล้เคียง คือ กลุ่มเกษตรกรเลี้ยงสัตว์หนองขนาน อ.เมือง จ.เพชรบุรี วันละ 1,500 กก. ๆ ละ 1 บาท ใช้เลี้ยงโคนม จำนวน 70 ตัว  ทำให้ได้อาหารหยาบคุณภาพดีและแก้ปัญหาการขาดแคลนอาหารหยาบได้

                การใช้หญ้าแพงโกล่าแห้งเลี้ยงโคเนื้อที่ลุงเชาว์ฟาร์มซึ่งประกอบธุรกิจเลี้ยงโคเนื้อแบบครบวงจร ที่ อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี มีโคเนื้อประมาณ 3,000 ตัว บางช่วงอาหารหยาบไม่เพียงพอจึงซื้อหญ้าแพงโกล่าสดจากกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์หัวนา อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี เดือนละประมาณ 15 ตัน ใช้เลี้ยงโคเนื้อ ซึ่งสามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนอาหารหยาบในช่วงฤดูแล้งได้

 

8.  ถั่วฮามาต้า (Stylosanthes hamata cv. Verano)

                เป็นถั่วอายุ 2-3 ปี มีทรงพุ่มเตี้ยตั้งตรงเหมาะปลูกในพื้นที่ดอน ทนสภาพแห้งแล้ง เจริญเติบโตได้ดีตั้งแต่ดินทรายจนถึงดินร่วนปนเหนียว ทนแทะเล็มและเหยียบย่ำ ไม่ทนสภาพชื้นแฉะและน้ำท่วมขัง  ให้ผลผลิตน้ำหนักแห้ง 1.5-2.0 ตันต่อไร่ต่อปี โปรตีน 16-18 เปอร์เซ็นต์

การเตรียมดิน 

ไถย่อยดินให้ดีเป็นพิเศษ โดยไถพรวน 2 3 ครั้ง ปรับหน้าดินให้สม่ำเสมอ 

การปลูก

ใช้เมล็ดหว่านในอัตรา 1.5 2 กก.ต่อไร่ หรือโรยเป็นแถว ๆ ห่างกัน 30- 50 เซนติเมตร ก่อนปลูกควรเร่งความงอกของเมล็ด โดยแช่เมล็ดในน้ำร้อนอุณหภูมิ 80 องศาเซลเซียส นาน 5-10 นาที

การใส่ปุ๋ย

ควรใส่ปุ๋ยรองพื้นสูตร 12-24-12 ในอัตรา 30 ถึง 50 กิโลกรัมต่อไร่ อาจใส่ปุ๋ยคอกร่วมด้วยเพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน  และควรใส่ปุ๋ยทริปเปิลฟอสเฟต (0-46-0) ในอัตรา 20-30 กิโลกรัมต่อไร่ทุก ๆ ปี ในช่วงต้นฤดูฝน

การกำจัดวัชพืช

กำจัดวัชพืช  3-4 สัปดาห์หลังปลูก หลังจากนั้น 1-2 เดือน กำจัดอีกครั้ง

 

   

การใช้ประโยชน์ในการเลี้ยงสัตว์

ควรตัดครั้งแรก เมื่ออายุ 60-70 วัน โดยตัดสูงจากพื้นดิน 10 15 เซนติเมตร ควรปล่อยสัตว์เข้าแทะเล็มครั้งแรก เมื่ออายุ 70-80 วัน หลังจากนั้นจะตัดหรือปล่อยเข้าแทะเล็มทุก 30-45 วัน เหมาะเลี้ยงโคในรูปสดหรือแห้งได้

 

9. ถั่วท่าพระสไตโล (Stylosanthes guianensis CIAT 184)

                เป็นถั่วอายุสั้น 2–3 ปี มีทรงพุ่มตั้ง ขนาดต้นและทรงพุ่มใหญ่กว่าถั่วฮามาต้า ต้าทานโรคแอนแทคโนส แต่ไม่ชอบดินเค็มและดินด่าง (pH มากกว่า 8.5) ไม่ทนต่อการแทะเล็มเหยียบย่ำ หรือตัดบ่อย ๆ ให้ผลผลิตน้ำหนักแห้ง 1.5 2.5 ตันต่อไร่ต่อปีการปลูก

การเตรียมดิน

ไถย่อยดินให้ดีเป็นพิเศษ โดยไถพรวน 2 3 ครั้ง ปรับหน้าดินให้สม่ำเสมอ 

การปลูก

ใช้เมล็ดพันธุ์อัตรา 2  กิโลกรัมต่อไร่ โรยเป็นแถวให้แต่ละแถวห่างกันประมาณ  30  เซนติเมตร หรือหว่านเมล็ดให้ทั่วทั้งแปลง ก่อนปลูกต้องแช่เมล็ดในน้ำร้อนอุณหภูมิประมาณ 80 องศาเซลเซียส นาน 5 นาที

การใส่ปุ๋ย

ควรใส่ปุ๋ยผสมสูตร 12-24-12 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ เป็นปุ๋ยรองพื้น และอาจจะต้องใส่ปุ๋ยคอก ส่วนในปีต่อ ๆ ไป ควรใส่ปุ๋ยทริปเปิลซุปเปอร์ฟอสเฟต (0-46-0) อัตรา 20-30 กิโลกรัมต่อไร่ ในต้นฤดูฝนของทุกปี

การกำจัดวัชพืช

กำจัดวัชพืชครั้งแรกหลังจากปลูกถั่ว 3-4 สัปดาห์ และหลังจากนี้ประมาณ 1-2 เดือน วัชพืชขึ้นหนาแน่น ควรกำจัดวัชพืชอีกครั้งหนึ่ง

การใช้ประโยชน์ในการเลี้ยงสัตว์

ตัดไปใช้เลี้ยงสัตว์ครั้งแรก เมื่ออายุ 80-90 วัน หลังจากนั้นตัดทุก 60-75 วัน โดยตัดสูงจากพื้นดินประมาณ 15 เซนติเมตร สามารถใช้เลี้ยงโค กระบือในรูปถั่วสดและแห้ง

 

10. ถั่วคาวาลเคด (Centrosema  pascuorum cv. Cavalcade)

                เป็นพืชฤดูเดียว เถาเลื้อยใบดกมีสัดส่วนของใบมากกว่าลำต้น และเมื่อแห้งใบจะไม่ร่วงหล่นง่ายเหมาะสำหรับใช้ทำถั่วแห้งอัดฟ่อน จะให้ผลผลิตน้ำหนักแห้งประมาณ 1 ตันต่อไร่ มีโปรตีน 14-18  เปอร์เซ็นต์

การเตรียมดิน

ไถย่อยดิน  โดยไถพรวน 2 3 ครั้ง ปรับหน้าดินให้สม่ำเสมอ 

การปลูก

ใช้เมล็ดพันธุ์ถั่วคาวาลเคดอัตรา 4  กิโลกรัมต่อไร่ โรยเป็นแถวให้แต่ละแถวห่างกัน 25- 50 เซนติเมตร

การใส่ปุ๋ย

ควรมีการใส่ปุ๋ยผสมสูตร 12-24-12  เป็นปุ๋ยรองพื้นในอัตราประมาณ 50 กิโลกรัมต่อไร่ และอาจจะต้องมีการใส่ปุ๋ยคอกร่วมด้วย 

การกำจัดวัชพืช

การกำจัดวัชพืชครั้งแรกเมื่อถั่วมีอายุ 3-4  สัปดาห์ และหลังจากนี้ถ้าวัชพืชขึ้นหนาแน่น ควรมีการกำจัดวัชพืชอีกครั้งหนึ่ง

การใช้ประโยชน์ในการเลี้ยงสัตว์

การตัดถั่วคาวาลเคดเพื่อนำไปใช้เลี้ยงสัตว์ ควรตัดเมื่อถั่วมีอายุ 60-90 วัน และตัดสูงจากพื้นดิน 10- 20 เซนติเมตร สามารถตัดถั่วได้ 2-3 ครั้ง สามารถใช้เลี้ยงโคในรูปถั่วสดและแห้ง

 

11. ถั่วไมยรา (Desmanthus virgatus)

                ถั่วไมยราหรือถั่วเดสแมนธัส หรือ เฮดจ์ลูเซอร์น เป็นพืชมีอายุหลายปี เป็นไม้ทรงพุ่มค่อนข้างตั้งตรง สูง  2.0–3.5 เมตร  ใบและดอกคล้ายกระถิน แต่มีขนาดเล็กกว่า เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนในดินเหนียวที่มีความอุดมสมบูรณ์ค่อนข้างสูง ไม่ทนต่อสภาพน้ำท่วมขัง และดินกรดจัด ให้ผลผลิตน้ำหนักแห้ง  2 – 3 ตันต่อไร่ต่อปี มีโปรตีนประมาณ 17 เปอร์เซ็นต์

การเตรียมดิน

 ไถย่อยดิน  โดยไถพรวน 2 3 ครั้ง ปรับหน้าดินให้สม่ำเสมอ 

การปลูก

ใช้เมล็ดพันธุ์อัตรา 2 กิโลกรัมต่อไร่ ก่อนปลูกแช่น้ำร้อนอุณหภูมิ  80 องศาเซลเซียส นาน 5 นาที โรยเมล็ดเป็นแถว แต่ละแถวห่างกัน 30- 60 เซนติเมตร

การใส่ปุ๋ย

ควรใส่ปุ๋ยผสมสูตร 12-24-12 อัตราประมาณ 50 กิโลกรัมต่อไร่ เป็นปุ๋ยรองพื้น และอาจมีการใส่ปุ๋ยคอกร่วมด้วย ส่วนในปีต่อ ๆ ไป ควรใส่ปุ๋ยเช่นเดียวกันกับปีแรกในช่วงต้นฤดูฝน

การกำจัดวัชพืช

ควรกำจัดวัชพืชครั้งแรกหลังจากปลูก 2-4 สัปดาห์ และหากมีวัชพืชขึ้นหนาแน่น ควรมีการกำจัดวัชพืชตามความจำเป็น

การใช้ประโยชน์ในการเลี้ยงสัตว์  ารตัดถั่วไมยราครั้งแรก ควรตัดหลังจากปลูก 60-70 วัน และตัดครั้งต่อไปทุก ๆ 30-45 วัน โดยตัดสูงจากพื้นดินประมาณ 30 เซนติเมตร  สามารถนำไปใช้เลี้ยงโค กระบือ ที่ทั้งในรูปถั่วสดและแห้ง

 

12. กระถิน  (Leucaena leucocephala)

                เป็นพืชที่ขึ้นได้โดยทั่ว ๆ ไป  เป็นไม้ยืนต้นปัจจุบันมีกระถินยักษ์หลายพันธุ์ที่มีโปรตีนสูง สัตว์ชอบกิน นิยมให้กินทั้งในรูปของกระถินสดและทำใบแห้งสำหรับผสมในอาหารข้น ซึ่งในใบกระถินแห้งจะมีโปรตีนประมาณ 24% ถ้าให้กินสด ควรให้ผสมกับหญ้าสดหรือหญ้าแห้งประมาณ 3 5 กก./วัน ไม่ควรให้กระถินอย่างเดียวกับสัตว์ เพราะในกระถินมีสารมิมโมซีน ซึ่งถ้าได้รับมากจะทำให้เป็นพิษโดยมีอาการขนร่วง ต่อมไทรอยด์ขยายโตผิดปกติ แต่อย่างไรก็ตามในโคมักไม่ค่อยพบอาการเป็นพิเศษมากนัก

การเตรียมดิน

ไถพรวน 2 3 ครั้ง ปรับหน้าดินให้สม่ำเสมอ 

การปลูก

ใช้เมล็ดหยอดเป็นแถวชิด ประมาณ 30 เซนติเมตร หยอดเป็น 4 แถว เมล็ดที่ใช้ปลูกควรแช่น้ำร้อนอุณหภูมิ 80 องศาเซลเซียส นาน 2-3 นาที นำออกผึ่งแดดให้แห้ง หรืออาจปลูกโดยเพาะกล้าไว้ก่อน ถอนต้นกล้าไปปลูกเป็นแถว โดยเพาะกล้าให้สูง 60 เซนติเมตร แล้วจึงถอนโดยริดใบออก ไปปลูก

การใส่ปุ๋ย

อาจใช้ปุ๋ยคอก 3 ตันต่อไร่  หว่านกับดินให้เข้ากันดี และใช้ปุ๋ยฟอสเฟตและ          โปแตสเซียมเมื่อเริ่มปลูก สำหรับดินร่วนปนทรายใช้อัตรา 25- 30 กก. ต่อไร่  โดยเฉพาะในแหล่งดินทรายและกรดจัด ควรแก้ไขโดยใช้ปูนขาว เพราะจะมีธาตุอะลูมิเนียมซึ่งเป็นพิษกับกระถิน ซึ่งทำให้กระถินไม่เจริญเติบโต

การตัดใช้ประโยชน์

หลังจากงอกควรปล่อยให้สูงประมาณ 1.5 เมตร จึงเริ่มตัด หลังจากนั้น การตัดครั้งต่อไป อาจตัดต่ำกว่านี้  แล้วแต่ความต้องการ สำหรับช่วงการตัดริดใบ อาจใช้ช่วง 50-60 วัน ถ้าปล่อยนานไปจะแตกกิ่งรุงรัง อาจตัดให้โคกินใบสด วันละ 3- 4 กก. ปนกับหญ้าสดหรือฟาง