ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ชัยนาท

c

โครงการอนุรักษ์อาชีพเลี้ยงกระบือไทย PDF Print E-mail
Written by Sopon Chinvaroj   
Saturday, 22 October 2011 10:49

หลักการและเหตุผล

ในช่วงเวลา 20 ปีที่ผ่านมาประชากรกระบือในประเทศไทยลดน้อยลงไปมากเนื่องจากเกษตรกรเปลี่ยนจากการใช้แรงงานสัตว์ทำนามาใช้เครื่องจักรกลการเกษตรแทน และขาดแคลนพื้นที่สำหรับเลี้ยงกระบือ

ดังนั้นหน่วยงานรัฐและเอกชนจึงตระหนักถึงปัญหานี้และร่วมมือกันอนุรักษ์กระบือไว้มิให้สูญหายไปจากประเทศไทย เช่น ดำเนินการตามหลักการเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง จัดตั้งหมู่บ้านควาย โรงเรียนควายเป็นต้น จากการสำรวจข้อมูลเบื้องต้นของศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ชัยนาท พบว่าในบริเวณรอบๆพื้นที่ 1,500 ไร่ ของแปลงผลิตที่ 2 ดงเกณฑ์หลวง ตำบลหนองขุ่น อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท มีเกษตรกรผู้เลี้ยงกระบือเป็นอาชีพหลักอยู่จำนวน 16 ราย ประชากรกระบือ 460 ตัว กระบือเหล่านี้ถูกเลี้ยงด้วยวิธีการดั้งเดิมโดยการไล่ต้อนไปเลี้ยงตามทุ่งนา หรือทุ่งหญ้าสาธารณะ ไม่มีพื้นที่เลี้ยงสัตว์เป็นของตนเอง บางรายไม่มีแม้กระทั่งคอกสำหรับกักขังกระบือของตน การเลี้ยงแบบนี้ลงทุนน้อย ผลิตลูกกระบือและเลี้ยงจนโตอายุ 2 ปีขึ้นไปจึงขายเป็นกระบือเนื้อ ฝูงหนึ่งๆ มีตั้งแต่ ๑๐ – ๕๐ตัว เกษตรกรยึดเป็นอาชีพหลักมานานหลายปี แต่ปัจจุบันทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์สาธารณะลดน้อยลง ผู้เลี้ยงจึงประสบปัญหาขาดแคลนพื้นที่เลี้ยงสัตว์โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลทำนา และมักจะลักลอบปล่อยกระบือรุกล้ำเข้ามากินพืชอาหารสัตว์ของศูนย์ฯชัยนาทอยู่เป็นประจำ เกิดเป็นกรณีพิพาทกันระหว่างเจ้าหน้าที่กับเกษตรกรผู้เลี้ยงกระบืออยู่เป็นประจำ หากไม่แก้ไขจะเกิดปัญหารุกลามมากขึ้น แปลงผลิตพืชอาหารสัตว์ของศูนย์ฯชัยนาทก็จะเสียหาย และเกษตรกรจะหันไปประกอบอาชีพอื่นทำให้ประชากรกระบือในท้องถิ่นลดลงไป

 

ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ชัยนาท จึงหาแนวทางที่จะให้เกิดประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย โดยใช้พื้นที่แปลงผลิตที่ 2 ดงเกณฑ์หลวงประมาณ 500 ไร่ซึ่งเป็นบริเวณที่มีความอุดมสมบูรณ์ของดินต่ำพื้นที่บางส่วนมีน้ำท่วมขังอยู่เป็นประจำทุกปี ไม่เหมาะที่จะใช้ผลิตพันธุ์พืชอาหารสัตว์ซึ่งหว่านถั่วฮามาต้าปรับปรุงดินไว้เท่านั้น หากทำความตกลงกับเกษตรกรผู้เลี้ยงกระบือ อนุญาตให้นำกระบือเข้ามาเลี้ยงในพื้นที่ดังกล่าวได้ และให้เกษตรกรทำคอกพักกระบือชั่วคราวให้ถ่ายมูลทิ้งไว้ในแปลงก็จะทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์เพิ่มขึ้น และใช้เป็นแนวกันชนมิให้เกษตรกรรุกล้ำเข้าไปในบริเวณแปลงผลิตพันธุ์พืชอาหารสัตว์ของศูนย์ฯชัยนาท ก็จะช่วยอนุรักษ์อาชีพเลี้ยงกระบือไทยบริเวณรอบพื้นที่แปลงผลิตที่ 2 ดงเกณฑ์หลวงไว้ได้ ช่วยให้มีวิถีชีวิตการเลี้ยงกระบือไทยคงอยู่ในสังคมชนบทไทยต่อไป

วัตถุประสงค์

1.       เพื่ออนุรักษ์อาชีพเลี้ยงกระบือไทยให้ยั่งยืนต่อไป

2.       เพื่อปรับปรุงพื้นที่ของศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ชัยนาทให้มีความอุดมสมบูรณ์ดีขึ้น

3.       เพื่อให้หน่วยงานของกรมปศุสัตว์มีส่วนร่วมในการทำประโยชน์ต่อสังคม

เป้าหมาย

1.       อนุรักษ์อาชีพเลี้ยงกระบือ 16 ราย กระบือ 460 ตัว

2.       ปรับปรุงดินในพื้นที่แปลงผลิตที่ 2 จำนวน 506 ไร่

สถานที่ดำเนินงาน        

แปลงผลิตที่ 2 ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ชัยนาท (ดงเกณฑ์หลวง) ต.หนองขุ่น อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท

ระยะเวลาดำเนินงาน     

เริ่มดำเนินการตั้งแต่ ตุลาคม 2554 – กันยายน 2555 ระยะเวลา 1 ปี

หน่วยงานที่รับผิดชอบ   

ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ชัยนาท  ประกอบด้วย

1. นายโสภณ ชินเวโรจน์  ผอ.ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ชัยนาท

2. นายคัมภีร์ ภักดีไทย  นักวิชาการสัตวบาล ปฏิบัติการ

3. นายนคร รักกลิ่น เจ้าพนักงานสัตวบาล ปฏิบัติงาน

4. นายกฤษณะ แช่มอุบล  เจ้าพนักงานสัตวบาล พนักงานราชการ

ขอบเขตในการดำเนินงาน

1. เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการเฉพาะที่ประกอบอาชีพเลี้ยงกระบือ หรือโค อาศัยอยู่บริเวณรอบพื้นที่ แปลงผลิตที่ 2 ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ชัยนาท (ดงเกณฑ์หลวง)

2. ใช้พื้นที่แปลงผลิตที่ 2 ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ชัยนาท (ดงเกณฑ์หลวง) จำนวน 506 ไร่ที่ศูนย์ฯชัยนาทกำหนดให้เท่านั้น

วิธีดำเนินการ

1. นัดประชุมชี้แจงให้เกษตรกรทราบ เจ้าหน้าที่ศูนย์ฯชัยนาทนัดเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯทั้งหมดประชุมชี้แจง

1.1. อธิบายวัตถุประสงค์ของโครงการฯ

1.2. ทำความเข้าใจขอบเขตที่อนุญาตให้เลี้ยงกระบือ

1.3. ขอความร่วมมือให้เกษตรกรคอยดูแลสอดส่อง หากพบผู้ใดบุกรุกพื้นที่ของศูนย์ฯชัยนาท ต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบทันที

2. การจัดการแปลงพืชอาหารสัตว์

2.1. ศูนย์ฯชัยนาทพิจารณาคัดเลือกจัดเตรียมพื้นที่แปลงผลิตที่ 2 จำนวน 6 แปลง คือ น.7 ป.8 ป.9 ป.10 ป.11 และ ป.12 รวมพื้นที่ 506 ไร่ เป็นแปลงหญ้าเก่า ที่หว่านเมล็ดพันธุ์พืชอาหารสัตว์ ไว้ใน ปี 2552-2553 ได้แก่ หญ้ากินนีสีม่วง หญ้ารูซี่ ถั่วคาวาลเคด ถั่วฮามาต้า และกระถินพร้อมสระน้ำสำหรับเป็นแหล่งน้ำกินของกระบือ 1 บ่อพื้นที่ 1 ไร่

2.2. ให้คะแนะนำวิธีปลูกและแจกพันธุ์พืชอาหารสัตว์ให้เกษตรกรนำไปปลูกในพื้นที่ของตนเอง

2.3. เจ้าหน้าที่สุ่มตัวอย่างดินก่อน และหลังดำเนินโครงการฯ หาปริมาณอินทรียวัตถุ แร่ธาตุ N P K

2.4. สุ่ม นับชนิดและปริมาณพืชอาหารสัตว์ วัดส่วนสูง ทั้งก่อนและหลังดำเนินโครงการฯ

 

3. การจัดการกระบือ

3.1. ให้เกษตรกรปล่อยกระบือ หรือโค มาแทะเล็มในแปลงหญ้าที่จัดไว้ให้เฉพาะในเวลากลางวันตั้งแต่เวลา 07.00 – 18.00 น. เท่านั้น

3.2. ให้เกษตรกรที่สมัครใจทำคอกชั่วคราวในบริเวณแปลงหญ้าที่จัดไว้ ปล่อยให้กระบือถ่ายมูลในเวลากลางคืน เพื่อปรับปรุงความอุดมสมบูรณ์ของดินให้ดีขึ้น

3.3. เกษตรกรต้องจัดคนคอยดูแลเลี้ยงกระบืออยู่เฉพาะในพื้นที่ที่ศูนย์ฯชัยนาทกำหนดให้เท่านั้น หากมีกระบือรุกล้ำเข้าไปในพื้นที่ต้องห้าม ในบริเวณแปลงผลิตพันธุ์พืชอาหารสัตว์ของศูนย์ฯชัยนาท ผู้เลี้ยงต้องรับผิดชอบ

3.4. ให้คำแนะนำวิธีการให้อาหารกระบือ การผสมเทียม การถ่ายพยาธิ และฉีดวัคซีน

งบประมาณ

ใช้งบประมาณปกติของศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ชัยนาท                                                                                                                                                                                       

ผลที่คาดว่าจะได้รับ                                                               

1. เกษตรกรบริเวณรอบแปลงผลิตที่2 จำนวน 16 รายมีรายได้จากการผลิตลูกกระบือเนื้อ ที่มีคุณภาพจำหน่ายได้อย่างยั่งยืน

2. พื้นที่ของศูนย์ฯชัยนาท บริเวณที่ดำเนินโครงการฯ มีความอุดมสมบูรณ์ดีขึ้น

3. เกษตรกรและเจ้าหน้าที่อาศัยอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข และช่วยกันดูแลรักษาพื้นที่ของทางราชการมิให้มีผู้ใดบุกรุก

การติดตามประเมินผล

1.  วิเคราะห์เปรียบเทียบ ความอุดมสมบูรณ์ของดิน ชนิด ปริมาณ และความสูงของพืช ก่อนและหลังจากดำเนินโครงการฯ

2.  ออกแบบสอบถามเกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการฯ ความพึงพอใจ ปริมาณและรายได้จากการเลี้ยงกระบือ

 

ควายของเกษตรกรลงอาบน้ำในปลักที่ ศูนย์ฯเตรียมไว้ให้

 

ต้นถั่วฮามาต้าที่ถูกกระบือของเกษตรกรแทะเล็มจนสั้นติดดิน

ปล.แนวความคิดนี้ผมได้มาจากหลายท่านด้วยกัน คือ คุณอภินันท์ คุณกฤษณะ และคุณพิเชษฐ์ (สอส.กาฬสินธุ์) ขอขอบคุณ ณ ที่นี้ด้วยครับ

Last Updated on Thursday, 14 March 2013 18:39
 
 
Joomla 1.5 Templates by Joomlashack