เม่นทะเล
หากกล่าวถึง
เม่นทะเล หลายคนอาจไม่รู้จัก
แต่หากบอกว่า เม่นทะเล ก็คือ สิ่งมีชีวิตที่คนไทยหลายคนเรียกว่า หอยเม่น หลายคนก็อาจร้องอ๋อ
จริงๆ
แล้ว เม่นทะเล ไม่ใช่ หอย
จึงไม่ควรเรียกว่า หอยเม่น
หอยกับเม่นทะเล
อยู่กันคนละกลุ่ม หรือที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่าอยู่กันคนละไฟลัม
(ช่างคล้ายกับการเรียกปลาดาว
ซึ่งจริงๆ ก็ไม่ใช่ปลา ควรเรียกว่า ดาวทะเล)

หนามรอบตัวเหมือนเม่นที่พบเห็นบนบก
จึงเป็นที่มาของชื่อ เม่นทะเล

:: เม่นทะเล ในห้องครัว
คอกเทลไข่หอยเม่นในวุ้นมะเขือเทศ ไข่หอยเม่นห่อสาหร่ายทอด ข้าวปั้นหน้าไข่หอยเม่น
สั่งตรงความอร่อยจากตลาดชิสึกิ
กรุงโตเกียว อาหารทะเลที่หาทานยากในเมืองไทย ข้อความประชาสัมพันธ์เมนูอาหารของโรงแรมในกรุงเทพฯ
บ่งบอกว่า
เม่นทะเลหรือหอยเม่นมีประโยชน์ต่อมนุษย์ในแง่ของการเป็นอาหาร โดยเฉพาะอาหารญี่ปุ่น
ชาวญี่ปุ่นนิยมนำไข่เม่นทะเล หรืออูนิ
(Uni)
มาทำข้าวปั้น หรือ ซูชิ (Sushi)
...ทำให้นักวิทยาศาสตร์บางท่านเรียกโครงการศึกษาจีโนมของเม่นทะเล
ว่า Sushi
Genome Project
หอยเม่นที่นิยมมาใช้ทำอาหารเป็นหอยเม่นหนามเขียว
(Green Sea Urchin) และหอยเม่นหนามดำ (Black Sea Urchin) ชาวญี่ปุ่นนิยมรับประทานสดโดยใช้มีดปลายแหลม
หรือใช้ของแข็งทุบเอาเปลือกออกแล้วรับประทานส่วนสีเหลืองๆ ภายในเปลือก
ซึ่งเรียกว่าไข่หอยเม่น (
เม่นทะเลเป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังที่ปล่อยไข่และสเปิร์มนอกลำตัว
ทำให้เกิดการปฏิสนธิในน้ำทะเล โดยที่พ่อและแม่อาจไม่เคยพบกันเลย
นักวิทยาศาสตร์ทดลองให้เม่นทะเลอยู่รวมกันหลายสายพันธุ์ในบริเวณเดียวกัน
และก็พบว่า สเปิร์มและไข่แม้มีการปฏิสนธิภายในน้ำทะเลที่มีพื้นที่ไม่จำกัด แต่จะเกิดการปฏิสนธิเฉพาะในสายพันธุ์เดียวกันเท่านั้น
...ธรรมชาติเลือกสรรแล้วให้เม่นทะเลใช้วิธีนี้ดำรงเผ่าพันธุ์
ด้วยขนาดของสเปิร์มและไข่ที่ใกล้เคียงกับในคน
อีกทั้งการปฏิสนธิก็คล้ายกัน นักวิทยาศาสตร์จึงนำเม่นมาศึกษาปัจจัยสำคัญต่างๆ
ที่มีผลต่อการปฏิสนธิ และการพัฒนาไปเป็นตัวอ่อน...ทราบไหมว่า
การคิดค้นวิธีการโคลนโดยการย้ายฝากนิวเคลียส (Nuclear Transfer) เป็นครั้งแรกบนโลกนี้ ก็เริ่มต้นจากการศึกษาทดลองในไข่ของเม่นทะเล

แม้เม่นทะเลเป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง
แต่ในสายวิวัฒนาการ โดยเฉพาะลักษณะพัฒนาการของตัวอ่อน ทำให้นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า
เม่นทะเล มนุษย์ และสัตว์มีกระดูกสันหลังอื่นๆ มีจุดวิวัฒนาการร่วมกันที่เรียกว่า
ดิวเทอโรสโตม (Deuterostome) มามากกว่า 540 ล้านปี
และจากการศึกษาจีโนมเม่นทะเลหนามสีม่วง
Strongylocentrotus
purpuratus
ทำให้นักวิทยาศาสตร์ทราบว่า
เม่นทะเลมียีนทั้งสิ้น 23,500 ยีน ซึ่งใกล้เคียงกับจำนวนยีนของมนุษย์
ในจำนวนนี้พบว่าเป็นยีนที่พบในมนุษย์และสัตว์มีกระดูกสันหลังอื่นด้วย
นอกจากนี้ยังพบว่า
ในระยะเจริญเติบโตของตัวอ่อน ต้องอาศัยยีนเข้ามาเกี่ยวข้องถึง 11,500 ยีน
เมื่อศึกษายีนที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้า เช่น แสง กลิ่น
พบว่ามียีนที่เกี่ยวข้องในจำนวนใกล้เคียงกับสัตว์มีกระดูกสันหลัง
ซึ่งมากกว่าที่พบในสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังทั้งหมดที่นักวิทยาศาสตร์เคยศึกษามา

เมื่อศึกษายีนในระบบภูมิคุ้มกัน
ก็ยิ่งทำให้นักวิทยาศาสตร์แปลกใจยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อพบว่า
เม่นทะเลมีระบบภูมิคุ้มกันโดยกำเนิด เหมือนในคน
(ซึ่งสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังอื่นไม่มี) มียีน SRCR และมีแม้กระทั่งยีน
Rag ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสร้างสารก่อภูมิคุ้มกัน
หรือ แอนติบอดี (Antibody)
เรื่องที่มนุษย์ไม่เคยรู้ แต่ก็รู้ได้
และรู้มากขึ้นได้เรื่อยๆ ซึ่งหากนำไปประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสม
แล้วล้วนเกิดประโยชน์ต่อมนุษย์...นี่คือคุโณปการของการทำวิจัย
****************************************************************************