ความรู้เรื่องช้าง ในหัวข้อ "....ลักษณะและธรรมชาติของช้างเอเชีย ..........."
 
หน้าแรก  
 
ลักษณะและธรรมชาติของช้างเอเชีย
1. ลักษณะของช้าง
        ช้างเป็นสัตว์บกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดมีอยู่ในปัจจุบันนี้ เป็นสัตว์เลือดอุ่นและเลี้ยงลูกด้วยนม ปกติออกลูกครั้งละ 1 ตัว
กินพืชเป็นอาหาร มองจากภายนอกจะเห็นว่าช้างมีลักษณะที่แตกต่างจากสัตว์อื่นๆ เช่นรูปร่างที่ใหญ่โต มีงวงที่ยื่นยาวออก
มามีงาสีขาว 1 คู่ อยู่ช้างริมฝีปาก มีใบหูที่กว้างใหญ่โบกพัดไปมา ศีรษะที่โต ตาเล็ก ขาใหญ่และหางที่เกือบยาวละพื้นดิน

      ศรีษะ ศีรษะของช้างเอเชียจะกว้างมี 2 โหนกหรือลอน ส่วนช้างแอฟริกาจะแหลมเล็กและมีหโลกหรือลอนเดียว
จะเรียกโหนกนี้เรียกว่า "โหนกน้ำเต้า" มีมันสมองเล็ก เมื่อเทียบกับขนาดตัวสมองมีขนาดกว้าง x ยาว x สูง =
15 x 20 x 12.50 เซนติเมตร หนักประมาณ 5 กิโลกรัม กะโหลกศีรษะมีลักษณะเป็นโพรงอากาศคล้ายรังผึ้งจึงมีน้ำหนัก
เบามีสมองอยู่ตรงส่วนกลางความฉลาดของช้างไม่ได้สัมพันธ์กับขนาดศีรษะหรือสมอง ช้างมีศีรษะใหญ่เพื่อรองรับแรง
กระแทกกระทั้นที่เกิด จากการออกแรงของงวง กราม และงา ศีรษะกับวงสัมพันธ์กันคือถ้าศีรษะใหญ่งวงก็ใหญ่ด้วย
ช้างที่มีศีรษะที่ใหญ่โตถือเป็นลักษณะ อุตมะ เป็นมงคลเป็นลักษณะดีในตัวช้าง หน้าที่ของศีรษะช่วงป้องกัน
การกระทบกระเทือนอันอาจเป็นอันตรายต่อระบบประสาทหู ต่อสมองในช้างที่มีอายุน้อยศีรษะจะมนหรือกลม
เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้นศีรษะจะโตตามและพองขึ้นเป็นโหนกหรือลอน 2 ลอน โบราณว่าถ้าร่องกลางโหนกแคบเกือบติดกัน
แสดงว่า เป็นช้างสอนง่ายไม่เกเร แต่ถ้าร่องกว้างเป็นแอ่งน้ำขังได้จะดื้อ สอนยาก

        หู ช้างมีใบหูที่กว้างใหญ่ เส้นผ่าศูนย์กลางเฉลี่ยประมาณ 65 -85 เซนติเมตร มีรูหูขนาดเล็กมากขอบใบหูอยู่ต่ำกว่าศีรษะโคนใบหูจะหนาแล้วค่อยๆ ลดบางลงทางขอบปลายหู ส่วนล่างซึ่งบางที่สุด มีลักษณะขาดเว้าๆ แหว่งๆ กะรุ่งกะริ่ง ลักษณะเช่นนี้ สามารถบอกว่าได้ว่าช้างมีอายุน้อยหรือมาก ปกติช้างจะโบกหูไปมาเพื่อรับรู้เสียงต่างๆ ถ้าใบหูกางนิ่ง แสดงว่ากำแสดงว่ากำลังชั่งใจ แต่ถ้าหูลู่เข้าลำคอแสดงว่าช้างกำลังจะโถมเข้าใส่ ช้างเอเชีย (A) จะมีขนาดเล็กกว่า ช้างแอฟริกา (B) และขอบบนของใบหูช้าง

        ตา ช้างจะมีตาขนาดเล็ก มีขนตาค่อนข้างยาว แต่มีสายตาไม่ค่อยดีระยะแค่ 15 - 20 เมตร ็อาจมองไม่ค่อย เห็นศัตรูหรือ สิ่งแปลกปลอมแล้ว อาศัยทีมีจมูกดีใช้ในการดมกลิ้นแทน ำแหน่งตาจะตั้งอยู่ในแนวขนานกับใบหูเลนซ์ตา ของช้าง เป็นเลนซ์นูนทำให้ช้างมองเห็นสิ่งต่างๆ ค่อนข้างใหญ่ ดังนั้นช้างจึงเห็นควาญใหญ่กว่าความเป็นจริง คนเราจึงสามารถควบคุมช้างได้ ้ ม่านตาของช้างมีสีเขียว น้ำตาลจนถึงสีน้ำเงินม่วง (Evans et al.,1910) มีผู้ศึกษาว่าช้างเอเชียมองเห็นสีแดง เหลืองขาวได้ดีกว่า สีเขียวหรือน้ำเงิน

        งวง เป็นส่วนที่เจริญมาจากจมูกและริมฝีปากบน ี่ปลายงวงของช้างเอเชียมีจงอยเดียวต่างจากช้างแอฟริกาที่มี
2 จงอยและ มีรูจมูก 2 รู งวงทำหน้าที่เป็นทั้งจมูกและมือใช้หายใจ ดมกลิ่น ดูดน้ำ หยิบจับสิ่งของ งวงมีความยาวกว่า ขาเล็กน้อย โคนงวงจะใหญ่ แล้วค่อยๆ เรียวเล็กลงมา งวงประกอบด้วยกล้ามเนื้อ ประมาณ 100,000 มัด สามารถงอและ บิดได้ทุกทิศทาง เพราะไม่มีกระดูก จงอยทำหน้าที่แทนนิ้วมือ หยิบหรือคืบของเล็กๆ ได้ ช้างใช้งวงดูดน้ำพ่นน้ำเข้าปาก พ่นใส่ตัวเองเพื่อระบายความร้อน ช้างสามารถดูดหรือพ่นน้ำได้โดยไม่สำสักเพราะมีระบบปิดเปิดที่โคนงวงที่มีประสิทธิภาพ งวงยังเป็นเรด้ารับรู้กลิ่นได้ไกลถึง 50 เมตร ด้วยการส่ายงวงหา ตำแหน่งที่มาของกลิ่น ประสานสัมผัสของช้างที่มีสัดส่วน
ระหว่างกลิ่น : เสียง : ภาพ = 60: 30 : 10 แสดงว่าการได้กลิ่นดีกว่างการมองเห็น มื่อยามมีภัยอันตรายช้างจะใช้งวงเคาะพื้น
เพื่อส่งสัญญาณระแวงภัยแก่ลูกโขลง หรือบอกเจ้าของในการเดินทางค่ำคืนว่าถึงจุดมุ่งหมายปลายทางแล้ว
งวงยังช่วยตรวจสอบพื้นที่ๆ จะเหยียบว่าสามารถเหยียบได้ ้หรือไม่ เมื่อถูกแมลงรบกวนจะใข้งวงพ้นทรายไล่

        งา เป็นส่วนของฟันตัดที่พัฒนาเจริญงอกยาวออกมาจากขากรรไกรบนมี 2 กิ่งอยู่ตรงมุมปาก 2 ข้าง ช้างเอเชียมี
เฉพาะใน ช้างเพศผู้ ช้างเพศผู้ ที่มีงาเรียกว่า "ช้างพลาย" ช้างเพศผู้ที่ไม่มีงาเรียกว่า "ช้างสีดอ" ช้างพังหรือช้างเพศเมีย
จะมีงาที่ไม่พัฒนางอก ออกมาพ้นริมฝีปากหรือออกมาสั้นประมาณ 10 - 15 เซนติเมตร เรียกว่า "ขนาย" ดังนั้นช้างสีดอ
และช้างพังจึงถือไม่มีงา
       งา มี 2 ชนิด คือ
        1.งาปลี มีลำใหญ่วัดรอบประมาณ 15 นิ้ว แต่ยาวไม่มาก
        2. งาหวาย หรืองาเครือ ขนาดวัดโดยรอบประมาณ 14 นิ้ว แต่ยาวรี
        ช้างอายุ 2 - 5 ปี งาจะออกเป็นตุ่มนิ่มๆ มีเลือดมาเลี้ยงคล้ายฟันน้ำนมเด็กต่อมามีฟอสฟอรัสมาเกาะทำให้แข็งแรงขึ้น
งาช้างมีหลายชั้นสวมกันเป็นหลอกติดแน่นแยกไม่ได้ ซึ่งชั้นในสุดเกิดทีหลังสุด งาส่วนที่โผล่ออกมาเป็น 2/3 ของงาทั้งหมด
อีก 1/3 จะฝังอยู่ในกระโหลก (มีความยาวเท่ากับระยะวัดจากตาไปยังริมฝีปากตรงตำแหน่งที่งางอกออกมา) ส่วนนี้กลวง
มีเส้นประสาทและ เลือดมาเลี้ยง เส้นประสาทนี้ไปสิ้นสุดที่ปลายงาๆ จึงมีความรู้สึกเหมือนกับฟันของคน งาช้างเอเชียหนัก
ประมาณ 45 - 50 กิโลกรัม ยาวประมาณ 9 ฟุต
        ส่วนงาช้างแอฟริกาหนักประมาณ 100 กิโลกรัม ยาวประมาณ 10 ฟุต ถือกันว่างาเปรียบเสมือนเครื่องประดับ
ทำให้ช้างดูน่า เกรงขาม (ธีรภาพ,2541) ช้างบางเชือกอาจมีงาช้างเดียวและถ้ามีข้างขวาถือว่านำโชคให้เจ้าของ
งาจะเจริญในอัตรา 17 เซนติเมตรต่อปี งามีคุณสมบัติแข็งแรงมาก ไม่ไหม้ไฟ ซึมน้ำเล็กน้อยและเปลี่ยนสีน้อย อีกอย่าง
สามารถใช้ทดสอบอาหารที่มีพิษได้ โดยงาจะเปลี่ยนเป็นสีดำ ถ้าอาหารนั้นมีพิษ

        ฟัน
ช้างมีฟันทั้งหมด 6 ชุด เป็นฟันน้ำนม 3 ชด ฟันแท้ 3 ชุด ฟันน้ำนมชุดแรกจะติดมากับลูกตั้งแต่เกิด ฟันช้าง
ประกอบด้วย ฟันตัด (งา) มี 1 คู่บน ฟันกรามล่างมี 6 ซี่ ฟันกรามบน 6 ซี่ เขี้ยวไม่มี ฟันมีลักษณะเป็นแผ่นและ
มีสันร่องเป็นรูปวงรีซ้อนกันในช้างเอเชีย (ช้างแอฟริกาจะมีสันร่องเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน) สันร่องนี้สามารถบอก
อายุของช้างได้ ฟันชุดใหม่จะงอกมาด้านในแล้วดัน ชุดเก่าหลุดออกไป ฟันชุดสุดท้ายหลุดหมดเมื่อใด ช้างจะกินอาหารไม่ได้
ร่างกายจะซูบผอมอ่อนแอและตายในที่สุด ช้างเอเชียและช้างแอฟริกามีสูตรฟันเหมือนกัน

        ต่อมน้ำมัน เรียกว่า Temparal gland อยู่บริเวณขมับระหว่างตากับรูหูข้างละต่อม จะมีทั้งในช้างเพศผู้และเพศเมีย
ช่วงที่ช้างกำลังจะเริ่มมีอาการตกมันต่อมนี้จะบวมใหญ่ขึ้นขนาดผลมะนาว มีรูเปิดให้น้ำมันไหลออกมา เมื่อช้างแสดงอาการ
ตกน้ำมันมีกลิ่นเหม็นแรงมากลักษณะคล้ายน้ำมันหมูข้นๆ ควาญช้างจะต้องน้ำแยกออกไปอยู่ไกลๆ จากช้างตัวอื่นๆ
ให้ช้างอยู่ในที่เงียบสงบและล่ามด้วยโซ่เส้นใหญ่ ควาญจะก่อกองไฟเพื่อกลบกลิ่นป้องกันช้างตัวอื่นเข้าไปทำร้ายช้างที่ตกมัน
หากน้ำมันไหลเข้าปากช้างที่กำลังตกมัน ช้างจะยิ่งแสดงอาการดุร้ายยิ่งขึ้น

        รูปร่าง ช้างเอเชียมีรูปร่างอ้วนป้อม หลังจะโค้งเป็นโค้มตรงกลาง ช้างเอเชียเพศผู้ ที่โตเต็มที่จะมีความสูงเฉลี่ย
2.4 - 2.9 เมตร (สูงสุด 3.2 เมตร) มีน้ำหนักประมาณ 3,500 - 4,500 กิโลกรัม ช้างเพศเมียที่โตเต็มที่มีความสูงประมาณ
2.1 - 2.4 เมตร (สูงสุด 2.7 เมตร) มีน้ำหนักประมาณ 2,300 - 3,700 กิโลกรัม ความยาวของลำตัววัดจากหัวจรดหางประมาณ
4 เมตร ในช้างป่าวัดความสูง โดยการวัดรอบรอยเท้าหน้าจากร้อยเท้าบนพื้นดินแล้วคูณด้วย 2 จะได้เป็นความสูงของช้างเชือกนั้น
ในช้างเพศเมียหรือช้างพังจะมี เต้านม 1 คู่อยู่ตรงบริเวณอกระหว่างขาคู่หน้า ส่วนอวัยวะเพศเมียจะอยู่ระหว่างขาคู่หลัง
ซึ่งต่างจากสัตว์ชนิดอื่นที่อยู่ใต้รูเปิดทวารหนัก เปิดใกล้โคนหาง อวัยวะเพศผู้จะอยู่ค่อนมาทางหน้าท้อง

        ผิวหนัง ของช้างเอเชียปกติจะมีสีน้ำตาลเช้มถึงเทา (Lekakul dt al., 1977 b.) ความหนาของผิวหนังตามส่วนต่างๆ
ไม่เท่ากัน มีความหนาประมาณ 0.5 - 1นิ้ว ผิวหนังบริเวณศีรษะและหลังบางส่วนหนาประมาณ 2 นิ้ว ลักษณะผิวหนัง
มีรอยย่นคล้ายผิวน้อยหน่า และมีความไวต่อการสัมผัสทุกจุด ต่อมเหงื่อตามผิวหนังขนาดเล็กมากซึ่องขับเหงื่อออกมาเพียงเล็กน้อย
จะพบเห็นชัดบริเวณโคนเล็ก โดยสังเกตจากรอยเปียกที่มีฝุ่นเกาะอยู่ ขนตามผิวหนังจะพบได้น้อย แต่จะพบมากในลูกช้าง
โดยเฉพาะบริเวณหน้าผาก ริมฝีปากล่าง และบน รูหู บนหลังและปลายหาง เมื่อช้างโตขึ้นขนจะค่อยๆ หลุดร่วงไปยังเหลือ
ประปรายห่างๆ ขนมีลักษณะเส้นโต แข็ง ตั้งชันยากต่อ การถอน ผิวหนังสามารถเคลื่อนไหวได้โดยอาศัยกล้ามเนื้อพิเศษ
ด้านล่างที่มีชื่อว่า Camosus

        ขา ช้างมีขาที่ใหญ่ ตรงคล้ายต้นเสา ขาหน้าจะรับน้ำหนักมาก เพราะมีส่วนหัวอยู่ ขาหน้าจะยาวกว่าขาหลังเล็กน้อย
ดังนั้นเวลา ยืนปกติหน้าจะเชิด การย่างก้าวแต่ละครั้งจะสม่ำเสมอเท้าหลังจะก้าวเหยียบซ้ำรอยเท้าหน้าเสมอ เท้าหน้ายัง
ทำหน้าที่สำรวจตรวจสอบ พื้นที่ๆ จะเหยียบว่าจะมีอันตรายหรือไม่ ช้างที่แก่ขาจะโก่งหรือถ่างออก ฝ่าเท้าหน้ามีสัณฐานกลม
ส่วนเท้าหลังจะรี ในช้างเอเชียเท้าหน้า แต่ลข้างมี 5 เล็บ เท้าหลังแต่ละข้างมี 4 เล็บ แต่บางตัวเท้าหลังมี 5 หน้าข้างละ 4 เล็บ
เท้าหลังข้างละ 3 เล็บนี้ว่า "ครอบกระจอก" ส่วนช้างแอฟริกาจะมีเล็บเท้าหน้าข้างละ 4 เล็บ เท้าหลังข้างละ 3 เล็บ อุ้งเท้าม
ีหนองรอง เหมือนซ่นรองเท้า ช้างจึงเดินเงียบและ สามารถเดินบนถนนที่แข็งแรงหรือพื้นทรายหรือผิวถนนขณะแดดร้อนจัดได้

        หาง ช้างจะมีโคนหางใหญ่ มีกระดูกหางอยู่ภายใน ลูกช้างที่เกิดใหม่จะมีหางยาวละพื้นเมื่อโตขึ้นหางจะอยู่ระดับ
ข้อเท้าหลัง มีช้างบางรายที่หางระดินซึ่งถือว่าเป็นลักษณะที่ไม่ดี แต่หางก็ต้องไม่สั้นเกินไป ปลายหางมีขนเป็นแผงตั้ง ไม่ขนาน
กับพื้นดินขน เหล่านี้งอกออกเป็นพวงตรงปลายประมาณ 2 - 31 นิ้ว เส้นขนหางยาวประมาณ 7 - 8 นิ้ว ออกมาจากรูขนละ
2 - 3 เส้น

        ลักษณะของช้างที่ดีต้องประกอบด้วย
        1.ศีรษะ โต แก้มไม่ตอบ หน้าผากกว้างและกลม ลักษณะของศีรษะที่ดีจะแสดงถึงความแข็งแรง ความขยันและ
ความฉลาดด้วย
        2.ตา แจ่มใน สะอาด ไม่ขุนมัว มีน้ำตาหล่อเลี้ยงพอสมควร ถ้าตาเล็กแสดงถึงเป็นช้างโลเล ไม่แน่นอน ตามีอาการ
มองเขม็ง แสดงถึงความดุร้าย โกงและพยศ
        3.งวง ยาวโคนงวงใหญ่ ล่ำสันตลอดลำ ฝาปิดเปิดปลายงวงปิดได้สนิท งวงตอนโคนงานถ้าเป็นโหนกใหญ่และหนา
แสดงว่าเป็นช้าง ที่แข็งแรง
        4. หู ใหญ่ ปลายใบหูหุ้มลง ถ้ามีใบหูใหญ่มักจะมีศีรษะใหญ่ด้วย
        5. คอ สั้นใหญ่ ล่ำสันรับกับศีรษะ
        6. อก กว้าง มีกล้ามเนื้อหนา บ่ายกนูนใหญ่ จะเป็นช้างที่แข็งแรง แต่ถ้าช้างมีอกเป็นร่องจะเป็นช้างที่อ่อนแอ
        7.ขา ขาหน้าทีส่วนโค้งไปข้างหน้าและยาวกว่าขาหลัง ตามลำขาเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ ถ้าข้อเท้าเล็ก
และบานออกแสดงถึงความชรา
        8. หลัง กว้าง โค้ง ลาดลงไปข้างหน้าและข้างหลัง แบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท
           ก. แปก้านกล้วย เป็นลักษณะที่ดีที่สุดคือ กระดูกสันหลังสูงกว่าตรงกลางเล็กน้อยแล้วลาดลงทางหางใน
ลักษณะสม่ำเสมอ
           ข. แปปราสาท คือ สันหลังโครงสูงมาก เป็นช้างที่ดีรองจากช้างประเภทแปก้านกล้วย
           ค. แปขาด คือ สันหลังบุบ แนวไม่สม่ำเสมอ เป็ฯร่อง เป็นลักษณะไม่ดี ในำตำราของพม่า จะแบ่งลักษณะ
หลังช้างออกเป็น 5 ประเภท โดยเพิ่มประเภทหลังตรงและหลังนูน
        9.ลำตัว หนา ล่ำสัน สม่ำเสมอไม่สั้นเกินไป
        10. ตะโพก กลม เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ
        11. เท้ากลม ขนาดเท่าลำขา ไม่แบน ไม่เล็กเกินไป พื้นเท้าแข็ง ปราศจากรอยแตกหรือรูเล็กๆ ช้างที่มีพื้นเท้า
แดงเรื่อๆ และบาง มักจะได้รับอนันตรายจากการถูกไมหรือหินทิ่มตำได้ง่าย
        12. เล็บ โค้งนูน ใสสะอาด ไม่แตก ไม่แข็งกระด้าง ช้างเล็บคุ้มมักขึ้นดอยได้ดี ส่วนช้งเล็บบานมักขึ้นดอยไม่เกิ่ง
ช้างที่มีร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงจะมีเหงื่อที่ออกจากโคนเล็บ ช้างส่วนมากจะมีเล็บเท้าหนาข้างละ 5 เล็บ แต่ช้างที่มีเท้า
ข้างหนึ่ง 4 เล็บ และเท้าหน้าอีกข้างละ 5 เล็บ ถือว่าเป็นช้างอุบาทว์ ส่วนช้างที่เล็บครบ 5 เล็บ ทั้ง 4 เท้า ซึ่งหายากมาก
ส่วนมากมักจะเป็นช้างเผือก
        13. หาง ยาวแต่ไม่จรดดิน ปลายหางเป็นแผงใหญ่ ขนหางยาว ช้างที่ดีหางยาวถึงข้อ (ปัดธรณี) ช้างที่หางจรดดิน
ถือว่าอุบาท์
        14. หนัง อ่อน ย่นและหนาเป็นมันเมื่อมสีดค่อนข้างดำมองดูคล้ายชุ่มชื้นอยู่เสมอ ช้างที่มีหนังหนาคล้ายหนังแรด
เป็นช้างที่นิยมกันมาก และเชื่อว่าเป็นช้างที่อดทน แข็งแรง
        15.งา ล่ำสัน แน่นหนาดี ไม่ยาวเกินไปนัก งาทั้งคู่โตเสมอกันไม่บิดเบี้ยว ช้างบางตัวมีงาข้างเดียว อาจมีข้างซ้าย
หรือข้างขวา งาปลีคืองาใหญ่เหมือนกล้วย งานเครือ คืองาเล็กเรียวยาวงาจะมีเฉพาะในช้างตัวผู้เท่านั้น ส่วนช้างที่ไม่มีงา
เรียกว่าช้างสีด เขี้ยวที่โผล ่เห็นสั้นๆ ที่เดียวกับงาเรียกว่าขนาย
        16. รูต่อมน้ำมันใกล้หู ใหญ่ แสดงว่าเป็นช้างที่แข็งแรง
        17. ความสูง ช้างที่โตเต็มที่แล้ว (วัดจากพื้นถึงไหล่) ควรจะมีส่วนสูงไม่ต่ำกว่า 8 ฟุต สำหรับช้างพลาย และ 7 ฟุต
6 นิ้วสำหรับ พัง (วิธีคำนวนส่วนสูงของช้าง ชาวบ้าน ใช้วัดรอบรอยเท้าหน้า แล้วคูณด้วย 2 จะได้ส่วนสูงของช้างเจ้าของรอยเท้า)
        18. น้ำหนัก ช้างพลายที่สมบูรณ์ (สูง 8 ฟุต 3 นิ้ว) จะมีน้ำหนักประมาณ 3 ตัน ถ้าช้างสูงกว่า 8 ฟุต 3 นิ้ว จะมีน้ำหนัก
เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 50 กิโลกรัม ทุกๆ ความสูงที่เพิ่มขึ้น 1 นิ้ว ถ้าช้างตำกว่า 8 ฟุต 3 นิ้ว จะมีน้ำหนักเฉลี่ยลดลง 37.5 กิโลกรม
ทุกๆ ความสูงที่ลดลง 1 นิ้ว
        19. ลักษณะอื่นๆ
            ก. ช้างที่ดีมักจะกินหญ้าจุและไว ถ้าเป็นช้างพลายที่มีงาจะไม่รอให้หญ้าหมดปากมักหยิบมาเหน็บไว
้ระหว่างงากับงวงถ้าเป็นช้างพังไม่มีงา ก็จะใช้งวงหยิบมาเตรียมไว้แสดงว่าช้างสมบูรณ์แข็งแรง
            ข. ช้างพังที่จะเป็นแม่ช้างที่ดีไว้ทำพันธุ์ดีจะต้องมีฐานนมใหญ่ ช้างที่มีแต่หัวนมเฉยๆ แสดงว่าให้ลูกไม่ดี


ลักษณะของช้างที่สมบูรณ์แข็งแรง
       1.ตา สะอาดและแจ่มใส น้ำตาหล่อเลี้ยงพอสมควร
       2.เพดานปาก ลิ้นและเยื่ออ่อนในงวง มีสีชมพูอ่อนๆ
       3.ขณะอยู่ท่ายืน มักไม่ยืนอยู่นิ่งๆ ชอบแกว่งงวงแกว่งหาง กระพือใบหูและยกข้างหนึ่งถูอีกข้างหนึ่งเสมอ
       4.ผิวหนังอ่อน ย่นและหนา เป็นมันเมื่อม คล้ายชุมชื่นอยู่เสมอ
       5.โคนเล็บมีเหงื่อซึมตลอดเวลาทั้ง 4 เท้า ลักษณะเล็บโค้งนูน
       6.ชอบกินหญ้าตลอดเวลา
       7.ปัสสาวะมีปริมาณมาก สีเหลืองอ่อน กลิ่งไม่ฉุน
       8.อุจจาระ สีน้ำตาลอ่อน เมื่อถูกอาการจะกลายเป็นสีค่อนข้างดำ แต่มีอุจจาระอาจจะเปลี่ยนแปลงได้ตามประเภทของอาหารที่ช้างกิน
       9. ช้างที่แข็งแรงจะนอนหลับคืนละครั้งหรือ 2 ครั้ง แต่จะไม่นอนกลางวันเลยจะนอนระหว่างเที่ยงคืนถึงตี 3 ของวันรุ่งขึ้น
    

ลักษณะของช้างเจ็บป่วยหรือไม่สบาย

       1.พับหูช้ากว่าปกติและเบา
       2.ยืนนิ่ง ซึมกว่าที่เคย
       3.หลับตาหรือลืมตาช้าๆ
       4.โคนเล็บแห้งไม่มีเหงือออก
       5.หางแกว่งช้างๆ และอ่อนแรง หางแกว่งตวัดไม่ถึงสันหลัง
       6.ยืนหาวบ่อยๆ
       7.งวง ปล่อยหย่อนอย่างหมดเรี่ยวแรง
       8.กินหญ้าไม่รวดเร็วเหมือนปกติ
       9. นอนกลางวัน แต่กลางคืนมักไม่นอนเลย
      10.ถ้าตัวสั้นแสดงว่าไม่สบายมาก

 

 

2. ธรรมชาติของช้าง

   

        ช้างเป็นสัตว์สังคม หากินเป็นหมู่หรือฝูง ไม่ชอบหากินตามลำพัง เมื่อมีอันตรายเกิดขึ้นก็จะช่วยเหลือกัน ช้างป่าชอบอย
ู่เป็นฝูง ซึ่งเรียกว่า "โขลง" โขลงหนึ่งจะมีช้างประมาณ 10 - 20 ตัว หรือ 30 - 50 ตัว ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม น้ำ
และอาหารที่อุดมสมบูรณ์
     ในยามปกติที่ช้างในโขลงกำลังพักผ่อนหรือหากินอาหารอยู่ จ่าโขลงและช้างงาจะแยกออกจากโขลงไปหากินต่างหาก
แต่ไม่ห่าง จากโขลงเท่าใดนัก เพื่อคอยป้องกันอันตรายอยู่รอบนอกบ้างก็ว่า อาจเพราะจ่าโขลงรู้ว่าช้างเชือกอื่นกลัวเวลา
อยู่ใกล้ จึงแยกตัวออกไป บ้างก็ระวังตัวออกจาการพบเห็นของพรานที่ต้องการล่าเอางามัน
     ในโขลงช้างหนึ่งๆ นั้นจะมีช้างพังหรือช้างเพศเมียที่อายุมากซึ่งเรียกกันว่า แม่แปรก (แหรก) เป็นตัวนำฝูงท่องเที่ยวหากิน
หลบภัย เลือกหาที่หลับนอน การที่แม่แปรกเป็นผู้นำฝูงก็คงจะเพราะมีประสบการณ์ ความรู้ความสำนาญในการหาแหล่งอาหาร
และหลบภัย ส่วนช้างในโขลงจะเป็นช้างพังหรือช้างตัวเมียและช้างพลายหรือช้างตัวผู้อายุน้อยยังไม่มีงา หรือมีก็ยังสั้นยาว
พ้นริมฝีปากเพียงเล็กน้อย ประมาณ 10 - 20 เซนติเมตร นอกจากนี้ภายในโขลงอาจจะมีช้างพลายหรือช้างตัวผู้หนุ่มกระทง
งายาวพ้นริมฝีปากประมาณ 20 - 30 เซนติเมตร ส่วนช้างพลายหรือช้างตัวผู้ขนาดใหญ่ที่โตเต็มที่แล้วไม่ว่าจะเป็นช้างสีดอ
หรือช้างพลายงายาวพ้นริมฝีปาก 50 เซนติเมตร ขึ้นไปมักจะแยกตัวออกหากินเฉพาะช้างพลายหรือช้างตัวผู้อยู่ด้วยกัน
2 - 3 เชือก
     ในโขลงช้างแต่ละโขลงจะอยู่กันแบบมีระบบอาวุโส ช้างพังที่มีอายุมาก เรียกว่า "แม่แปรก" (ปะแหรก) สามารถจะขับ
ไล่หรือแย่ง แหล่งอาหารจากเชือกที่อ่อนกว่า ช้างโขลงหนึ่งๆ มักจะมีเชื้อสายทางแม่ใกล้ชิดกัน แต่โดยมากตัวผู้ที่แตกเนื้อ
หนุ่มใหม่ๆ มักจะถูก ไล่ออกจาโขลง บางทีก็ต้องไปหาตัวเมียจากโขลงอื่นเพื่อผสมพันธุ์ ช้างโขลงหนึ่งๆ มีช้างเพศผู้ประมาณ
10 - 15% ช้างที่ถูกไล่ออกจาดโขลงเนื่องจากเกเร มีนิสัยดุร้ายเรีกว่า "ช้างโทน" ช้างโทนจะมีทั้งช้างกลางวัยและช้างแก่
จะท่องเที่ยว ไปตัวเดียวโดดเดียว หากเข้าใกล้โขลงช้างช้างใดที่มีช้างตัวเมียเป็นสัดมันจะเข้าผสมพันธุ์ด้วย บางครั้งก็ต่อ
สู้แย่งชิงกับจ่าโขลง หากชนะก็ได้ผสมพันธุ์กับตัวเมียของโขลงนั้น
2.1การผสมพันธุ์
2.2 การตั้งท้อง
2.3 การตกลูก
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     

 



Copyright © 2007 กรมปศุสัตว์. All rights reserved.

 

 
Copyright 2008 National Institute Of Research And Health. All right reserved.
พัฒนาเว็บไซต์ โดย สถาบันวิจัยและบริการสุขภาพช้างแห่งชาติ กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 
ที่อยู่ กม.สุรินทร์ - ปราสาท ตำบลนาบัว อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ 32000 ::: โทร. 044-546102-3 โทรสาร 044-546102 ::: อีเมล์ : dcontrol7@dld.go.th
เริ่มพัฒนาตั้งแต่ 1 ธันวาคม 2552 :::::: ปรับปรุงล่าสุด 1 ธันวาคม 2552