งานวิจัยพืชอาหารสัตว์กับการพัฒนาโคนมไทย

   

                         การเลี้ยงโคนมเป็นอาชีพที่ได้รับการสนับสนุนและส่งเสริมจากทุกรัฐบาลอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดเป็นระยะเวลากว่า 30 ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาการเลี้ยงโคนมมีการขยายตัวในอัตราที่สูง รวมทั้งอุตสาหกรรมนมและผลิตภัณฑ์นมในประเทศได้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังจะเห็นได้จากในปี 2534 ประเทศไทยมีโคนมอยู่ 178,236 ตัว ผลิตน้ำนมดิบได้ 215,475 ตัน ในปี 2539 จำนวนโคเพิ่มขึ้นเป็น 327,165 ตัว ผลิตน้ำนมดิบได้ 474,090 ตัน แม้ว่าปริมาณการผลิตน้ำนมดิบของประเทศจะเพิ่มขึ้น แต่สามารถสนองความต้องการบริโภคภายในประเทศได้เพียงประมาณ 30% เท่านั้น ในขณะเดียวกันปริมาณการดื่มนมและการบริโภคผลิตภัณฑ์นมได้เพิ่มขึ้นมาโดยตลอดทุก ๆ ปี ในปี 2534 คนไทยดื่มนมเฉลี่ย 4.3 ลิตร/คน/ปี เพิ่มขึ้นเป็น 9.2 ลิตร/คน/ปี ในปี 2539 ส่งผลให้ประเทศไทยต้องนำเข้าสินค้านมและผลิตภัณฑ์นมจากต่างประเทศในปี 2539 สูงถึง 9,371 ล้านบาท ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายว่า ถ้าหากเงินจำนวนดังกล่าวกระจายไปสู่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ตลอดจนธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เช่น โรงงานแปรรูปน้ำนม อาหารสัตว์ ยาและเวชภัณฑ์สัตว์ เป็นต้น ก็จะก่อให้เกิดการสร้างเงิน-สร้างงานภายในประเทศอย่างมหาศาล นอกจากนั้นแล้วน้ำนมดิบจัดว่าเป็นสินค้าเกษตรที่เสถียรภาพด้านราคามากที่สุดชนิดหนึ่ง โดยจะมีการประกันราคารับซื้อขั้นต่ำขององค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย ซึ่งโรงงานของเอกชนจะใช้เป็นฐานกำหนดราคารับซื้อการเลี้ยงโคนมเป็นกิจกรรมที่ให้ผลตอบแทนค่อนข้างสูง กล่าวคือน้ำนมดิบที่ผลิตได้แต่ละลิตรจะให้ผลกำไร 25% โดยประมาณ ดังนั้นการเลี้ยงโคนมจึงเป็นที่ดึงดูดความสนใจของเกษตรกรไทยมาโดยตลอด

                        แม้การเลี้ยงโคนมของประเทศจะมีการขยายตัวอย่างมาก แต่เมื่อพิจารณาถึงความสามารถในการให้ผลผลิตของแม่โคนมไทย จัดได้ว่าอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างต่ำคือ แม่โคให้นมเฉลี่ย 9-10 กก./ตัว/วัน หรือประมาณ 2,700 – 3,000 กก./ระยะการให้นม (8-10 เดือน) ค่าเฉลี่ยนี้คงที่มานานนับสิบ ๆ ปี แล้ว แสดงว่าปริมาณน้ำนมดิบที่เพิ่มขึ้นได้มาจากการเพิ่มจำนวนแม่โคนม มิใช่มาจากการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตแต่อย่างใดไม่ โคนมในประเทศที่การเลี้ยงเขาพัฒนาแล้วแม่โคจะผลิตน้ำนมจะได้ประมาณ 7,000 – 8,000 กก./ระยะการให้นม มีทางเป็นไปได้หรือไม่ที่โคนมไทยจะผลิตนมได้ 4,000 – 5,000 กก.? ถ้าได้ ทำอย่างไร ? นี่คือโจทย์ที่ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายต้องช่วยกันคิดและหาคำตอบ

                        การใช้หญ้าและถั่วอาหารสัตว์คุณภาพดี น่าจะเป็นกุญแจสำคัญตัวหนึ่งในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโคนมของประเทศไทย จากรายงานโดยทั่วไปพบว่าพืชอาหารสัตว์คุณภาพดีอย่างเดียวให้โภชนะเพียงพอสำหรับแม่โคที่ ผลิตนมวันละ 8-10 กก. โดยไม่ต้องเสริมอาหารข้น กล่าวคือถ้าแม่โคให้นมสูงกว่าระดับดังกล่าวจึงค่อยเสริมอาหารข้น ซึ่งเมื่อเทียบราคาต่อหน่วยโภชนะที่เท่ากันแล้วจะเห็นได้ว่า หญ้าและถั่วอาหารสัตว์มีราคาถูกกว่าอาหารข้นมาก ยกตัวอย่างเช่นการผลิตหญ้าและถั่วอาหารสัตว์โปรตีน 12% โดยน้ำหนักแห้งใช้ต้นทุนประมาณ 2-2.50 บาท/กก. ในขณะที่อาหารข้นที่ใช้กันทั่วไปเช่น ปลาป่น (22-25 บาท/กก.) กากถั่วเหลือง (14-16 บาท/กก.) ปลายข้าว (6-7 บาท/กก.), รำละเอียด (5-6 บาท/กก.), ข้าวโพด (5-6 บาท/กก.), มันเส้น (3-3.5 บาท/กก.) เมื่อนำอาหารข้นเหล่านี้มาผสมกันให้ได้โปรตีน 15% ราคาจะตกประมาณ 7-8 บาท/กก. ถ้าระดับโปรตีนสูงขึ้นราคาก็สูงขึ้นตามไปด้วย ถ้าเกษตรกรเลี้ยงโคด้วยอาหารหยาบคุณภาพต่ำก็จำเป็นต้องเสริมอาหารข้นในปริมาณมากตามไปด้วย ซึ่งวัตถุดิบอาหารสัตว์เหล่านี้นอกจากมีราคาแพงแล้วหลายอย่างยังต้องนำเข้าจากต่างประเทศ อาหารข้นเหล่านี้น่าจะนำไปใช้เลี้ยงสุกรหรือเลี้ยงไก่หรือสัตว์กระเพาะเดี่ยวอื่น ๆ มากกว่า แทนที่จะนำมาใช้เลี้ยงโค-กระบือซึ่งเป็นสัตว์ที่กินและใช้ประโยชน์จากพืชอาหารสัตว์ได้เต็มที่อยู่แล้ว นอกจากนั้นแล้วพืชอาหารสัตว์ยังอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุ ที่สัตว์มักจะขาดในช่วงฤดูแล้งและส่งผลให้สุขภาพทรุดโทรมและให้ผลผลิตต่ำ

                        คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เห็นว่าควรมีงานวิจัยด้านพืชอาหารเพื่อพัฒนาการเลี้ยงปศุสัตว์ของประเทศ จึงได้เสนอแนวคิดข้างต้นไปยังสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ซึ่ง สกว. ได้ส่งโครงการวิจัยไปให้ผู้เชี่ยวชาญด้านพืชอาหารสัตว์ระดับประเทศหลายท่านเป็นผู้พิจารณาถึงความสำคัญและความเป็นไปได้ของโครงการวิจัย ในที่สุดโครงการฯ ก็ผ่านความเห็นชอบจากทุกฝ่ายและ สกว. ได้อนุมัติเงินอุดหนุนงานวิจัยให้แก่คณะเกษตรศาสตร์ ม.อุบลฯ ตั้งแต่ปี 2538 เป็นต้นมา

                        จังหวัดอุบลราชธานีรวมทั้งจังหวัดที่อยู่ตามแนวแม่น้ำโขงและจังหวัดในเขตอีสานตอนใต้ มีสภาพแวดล้อมค่อนข้างแตกต่างจากจังหวัดอื่น ๆ ของอีสาน กล่าวคือมีฝนชุก (1,500-1,600 มม./ปี) พื้นที่หลายส่วนเป็นที่ลุ่ม ดินชื้นแฉะในหน้าฝนแต่จะแห้งมากในหน้าแล้ง ลักษณะดินเป็นดินปนทรายมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำพืชอาหารสัตว์ที่ทางราชการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกโดยทั่วไปคือหญ้ารูซี่และถั่วฮามาต้า ซึ่งพบว่าหญ้าและถั่วพันธุ์นี้ไม่ค่อยเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่มีลักษณะดังกล่าว จึงควรวิจัยหาชนิดและพันธุ์พืชอาหารสัตว์อื่น ๆ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้เลี้ยงปศุสัตว์ในภูมิภาคนี้ ดังนั้นตั้งแต่ปี 2538 เป็นต้นมาโครงการฯ ได้เริ่มทำการวิจัยเพื่อทดสอบและประเมินพันธุ์พืชอาหารสัตว์ โดยทำการรวบรวมชนิดและพันธุ์พืชอาหารสัตว์จากทั้งในและนอกประเทศจำนวนมาก นำมาปลูกเพื่อเปรียบเทียบถึงความสามารถในการปรับตัว ความคงทน การให้ผลผลิต และคุณค่าทางโภชนะ

                        จากผลการวิจัยในระยะ 3 ปีที่ผ่านมา (2538-2540) พบว่ามีหญ้าใหม่ ๆ หลายชนิดที่ปรับตัวได้ดีและมีศักยภาพสูงอาทิ หญ้าพาสพาลัม อะตราตัม, หญ้าสเปลนด้า เซทาเลีย, หญ้าจารา ดิกิท, หญ้าซิกแนล ฯลฯ สำหรับหญ้าที่พบว่ามีความดีเด่นเป็นพิเศษคือ พาสพาลัม อะตราตัม ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศบราซิล ปัจจุบันได้ตั้งชื่อเป็นภาษาไทยว่า “อุบล พาสพาลัม” เป็นหญ้าที่ให้ผลผลิตน้ำหนักสดสูงถึง 12,000 กก./ไร่/ปี ถ้าหากเกษตรกรมีการทำหญ้าหมัก-หญ้าแห้งในช่วงฤดูฝนที่มีหญ้าเกินความต้องการและเก็บไว้ให้โคกินในหน้าแล้ง ก็จะทำให้มีหญ้าเพียงพอที่จะเลี้ยงแม่โครีดนม 1 ตัวได้ตลอดปีอย่างสบาย

                        ในขณะที่สภาวะเศรษฐกิจของประเทศตกต่ำและถดถอยเช่นในปัจจุบัน คณะผู้วิจัยและสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ตระหนักดีถึงความคุ้มค่าของการนำเงินภาษีอากรของประชาชนมาใช้เพื่อการวิจัยและคำนึงเสมอว่าทำอย่างไรจึงจะให้ผลการวิจัยนั้นสามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานได้อย่างแท้จริงโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเกษตรกรรายย่อยผู้ยากไร้และด้อยโอกาสในชนบท ดังนั้น สกว. จึงอนุมัติให้มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีทำการวิจัยในระยะที่ 2 (2541-2542) โดยเน้นที่การทดสอบผลการวิจัยในระดับหมู่บ้าน และถ่ายทอดเทคโนโลยีการจัดการและการใช้ประโยชน์พืชอาหารสัตว์ไปสู่ผู้ใช้งานระดับต่างๆ ทั้งนักวิชาการของรัฐ ตลอดจนเกษตรกรทั่วไป

                        งานวิจัยที่กำลังดำเนินการอยู่ได้แก่ งานส่งเสริมให้เกษตรกรจำนวน 20 รายในหมู่บ้านรอบ ๆ มหาวิทยาลัยปลูกหญ้าอุบล พาสพาลัมผสมถั่วชนิดต่าง ๆ เพื่อใช้เลี้ยงโค-กระบือของตนเอง หรือปลูกหญ้าอุบล พาสพาลัม แล้วตัดต้นสดนำมาขายให้มหาวิทยาลัย (กก. ละ 75 สตางค์) เพื่อนำไปทำเป็นหญ้าหมัก-หญ้าแห้งต่อไป นอกจากนั้นมีเกษตรกรอีกกลุ่มหนึ่งจำนวน 20 รายปลูกหญ้าอุบลพาสพาลัม รายละหนึ่งไร่เพื่อเก็บเมล็ดพันธุ์ขายให้กับโครงการฯ ในราคา กก. ละ 100 บาท

                        สำหรับผลการดำเนินงานในเบื้องต้นพบว่า เกษตรกรที่ปลูกหญ้าเพื่อใช้เลี้ยงโค-กระบือของตนเองมีความพอใจมากในการใช้เวลาเพียงวันละ 20-30 นาทีเกี่ยวหญ้ามาใช้โค-กระบือกิน (รายละ 2-3 ตัว) ทำให้มีเวลาเหลือไปประกอบอาชีพอย่างอื่นได้อีก สำหรับเกษตรกรที่ปลูกหญ้าเพื่อตัดขายต้นสดหรือขายเมล็ดพันธุ์ในรายที่ดูแลเอาใจใส่ดีและปฏิบัติตามคำแนะนำของโครงการอย่างเคร่งครัด สามารถขายผลผลิตได้ถึง 10,000 บาท/ไร่ โดยมีต้นทุนการผลิตเฉลี่ยประมาณ 3,000-4,000 บาท จะเห็นได้ว่าผลตอบแทนอยู่ในเกณฑ์ที่สูงเมื่อเปรียบเทียบกับพืชไร่ชนิดอื่น ๆ นอกจากนั้นเพื่อเป็นการขยายผลการวิจัย พัฒนาบุคลากรและสร้างเครือข่ายงานวิจัยด้านพืชอาหารสัตว์ โครงการวิจัยฯ จึงได้ร่วมมือกับวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีอุบลราชธานี ยโสธร และศรีสะเกษ สังกัดกรมอาชีวศึกษา สถานีอาหารสัตว์อุบลราชธานี ยโสธร และมุกดาหาร สังกัดกรมปศุสัตว์ ทำการวิจัยด้านพืชอาหารสัตว์โดยเฉพาะการหาชนิดและพันธุ์ถั่วที่เหมาะสมในแต่ละท้องที่ทั้งนี้เนื่องจากถั่วมีคุณสมบัติในการเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินและเป็นแหล่งโปรตีนที่สำคัญของสัตว์

                        ในแง่การนำไปใช้เลี้ยงโคนม ขณะนี้โครงการฯ กำลังดำเนินการวิจัย เปรียบเทียบการเจริญเติบโตของโคนมสาวที่ปล่อยแทะเล็มหญ้าชนิดต่าง ๆ โดยปล่อยโคในแปลงหญ้าทั้งวันและไม่มีการเสริมอาหารข้นแต่อย่างใด มีเพียงแร่ธาตุก้อนให้โคเลียกินเท่านั้น จากข้อมูลเบื้องต้นที่ทำการทดลองมาได้ 3 เดือน (งานทดลองยังไม่สิ้นสุด) พบว่า โคที่กินหญ้าอุบล พาสพาลัม เจริญเติบโตได้ถึงวันละ 500 กรัม เมื่อคิดต้นทุนค่าปุ๋ยบำรุงแปลงหญ้าแล้วเป็นเงินเพียง 8 บาท/ตัว/วัน เท่านั้น ในปี 2542-2543 ทางโครงการฯ มีแผนที่จะทำการวิจัยเพื่อทดสอบการย่อยได้ของหญ้าชนิดต่าง ๆ รวมทั้งการตอบสนองในด้านการให้ผลผลิตน้ำนมของแม่โคนม ซึ่งเมื่องานวิจัยสิ้นสุดคาดว่าจะมีคำตอบให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมว่า เมื่อใช้หญ้าแต่ละชนิดเลี้ยงโคแล้ว จะต้องประกอบสูตรอาหารเลี้ยงโคอย่างไร โคจึงจะให้ผลผลิตสูงและใช้ต้นทุนต่ำที่สุด

 1 คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี อ.วารินชำราบ จ. อุบลราชธานี 34190

ท่านที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่

โครงการวิจัยพืชอาหารสัตว์

คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
อ. วารินชำราบ จ. อุบลราชธานี 34190
โทรศัพท์ (045) 288374 – 5
โทรสาร (045) 288374 – 5

กองอาหารสัตว์ E - mail address :nutrition1@dld.go.th