นวตกรรมการผลิตพืชอาหารสัตว์ ปี 2000 : มุมมองจากภาคใต้

                        ภาคใต้มีฝนตกชุกและต่อเนื่องกันตลอดทั้งปี จึงมักถูกคาดหวังว่าเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงในการผลิตพืชอาหารสัตว์ หลายท่านมีความรู้สึกว่าสามารถผลิตพืชอาหารสัตว์ให้มีสีเขียวได้อย่างพอเพียงตลอดทั้งปี และเป็นความรู้สึกว่าเป็นข้อได้เปรียบที่แตกต่างจากภาคอื่นๆ ของประเทศ แต่จากประสบการณ์ของผู้เขียนเองกลับพบว่า ปัจจุบันมีความก้าวหน้าในเรื่องพืชอาหารสัตว์ของภาคใต้ยังมีน้อย และมีปัญหาอุปสรรคที่แตกต่างจากภาคอื่น โดยสรุปดังนี้

                        ภาคใต้มีปริมาณน้ำฝนตั้งแต่ 1800 ถึงกว่า 2000 มม. ต่อปี มีการกระจายเกือบตลอดทั้งปี (หลายท่านบอกว่าเป็นภาคที่มี ฝน 8 แดด 4) ดังนั้นจึงพบว่าในช่วงฤดูฝนภาคใต้มักพบปัญหาน้ำท่วมฉับพลันได้บ่อยครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ราบลุ่ม และอาจมีน้ำท่วมขังได้นานวัน หากเป็นช่วงที่น้ำทะเลหนุน ตัวอย่างเช่นพื้นที่ด้านตะวันออกของจังหวัดพัทลุง ปัตตานี และนราธิวาส และลุ่มน้ำปากพนัง การมีน้ำฝนตกชุกติดต่อกันหลายวันในช่วงฤดูฝนและการที่อาจมีฝนตกกระทันหันในช่วงฤดูแล้ง อันเนื่องมาจากอิทธิพลของลมมรสุมและร่องความกดอากาศ ได้ก่อให้เกิดปัญหาในการปฏิบัติงานต่าง ๆ ตั้งแต่การเตรียมดินเพื่อปลูกการตัดและการตากเพื่อผลิตหญ้าแห้ง ตลอดจนการผลิตเมล็ดพันธุ์ ดังนั้นนักพืชอาหารสัตว์ที่เคยทำงานในพื้นที่หลายท่านตระหนักถึงการทำงานด้านนี้ว่า “ต้องช่วงชิงนาทีทอง” นั่นคือนักพืชอาหารสัตว์ควรต้องอดทนและติดตามสถานการณ์สำหรับการผลิตพืชอาหารสัตว์อย่างใกล้ชิด

                        สำหรับปัจจัยด้านแสงแดดภาคใต้มีปริมาณพลังงานรังสีดวงอาทิตย์เฉลี่ยประมาณ 17 – 18 MJ/m2/d ซึ่งก็น้อยกว่าภาคอื่น เพราะมีเมฆฝนปกคลุมชั้นบรรยากาศอยู่ตลอดเวลาในทางทฤษฎีปริมาณพลังงานรังสีดวงอาทิตย์ขนาดนี้จัดว่าเพียงพอสำหรับทั้งหญ้าและถั่วอาหารสัตว์เขตร้อน แต่ในความเป็นจริงพบว่า สภาพที่ฝนตกชุกติดต่อกันส่งให้ดินมีความชื้นสูง แต่ไม่มีพลังงานรังสีดวงอาทิตย์พอเพียง กลับทำให้ความสามารถในการดูดใช้ธาตุอาหาร เช่น N,P หรือ K ของพืชอาหารสัตว์มีน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ทั้งนี้เพราะพืชขาดพลังงานหรือเพราะรากพืชอยู่ในสภาพสำลักน้ำ นอกจากนี้ธาตุอาหารพืชโดยเฉพาะ N ถูกฝนละลายชะล้างออกไปจากบริเวณรากพืชทำให้พืชไม่สามารถดูดมาใช้ได้

                        อุณหภูมิในภาคใต้เฉลี่ยอยู่ระหว่าง 18- 28 องศาเซลเซียส จัดว่าพอเหมาะสำหรับพืช อาหารสัตว์เขตร้อนทั่วไป และไม่มีปัญหาเรื่องอากาศเย็นจัดหรือน้ำค้างแข็ง

                        เนื่องจากภาคใต้อยู่ในเขตร้อนชื้นและมีฝนตกชุก ดังนั้นดินจึงมักมีความเป็นกรดค่อนข้างจัด ดินหลายชุดมี pH ต่ำกว่า 5 ดินหลายชุดมีวัตถุต้นกำเนิดเป็นทรายมีอินทรีย์วัตถุและความอุดมสมบรูณ์ต่ำตัวอย่างเช่น สุมาลี (2535) สุมาลีและคณะ (2535) ศึกษา (2537) ปันชัย (2538) Nilnond et al. (1986) Egara et al. (1989) ได้ทำการทดลองแบบ Omission trial พบว่าดินหลายชุดในภาคใต้ขาดธาตุฟอสฟอรัสอย่างรุนแรงและนอกจากนี้พืชอาหารสัตว์ยังแสดงอาการขาดธาตุรองอื่นๆ เช่น S,Mg,Mn หรือ Cu เป็นต้น หากมีการใส่เฉพาะปุ๋ยธาตุหลักโดยไม่คำนึงถึงการใส่ปุ๋ยธาตุรองด้วย

แปลงหญ้าปลูกในดินชุดบ้านทอน

                       สภาพพื้นที่และการใช้ประโยชน์ที่ดินของภาคใต้อาจจัดแบ่งเป็นที่ราบลุ่ม ที่สันดอนชายทะเล ที่ลาดเชิงเขา ที่ควนเขาและภูเขาสูง โดยที่ในปัจจุบันแต่ละสภาพพื้นที่เหล่านี้ได้ถูกใช้ประโยชน์ในการปลูกข้าว ใช้ปลูกมะพร้าวหรือปล่อยรกร้าง ใช้เป็นที่อยู่อาศัยและปลูกยางพาราหรือปาล์มน้ำมัน ตลอดจนปลูกไม้ผลยืนต้น ตามลำดับ แต่มีพื้นที่เพื่อการปลูกพืชอาหารสัตว์น้อยมาก (ตารางที่ 1) ทั้งนี้เพราะอาชีพหลักของเกษตรกรในภาคใต้คือการปลูกยางพารา ปาล์มน้ำมัน ไม้ผลยืนต้น และการทำนา โดยที่มีการเลี้ยงสัตว์จำพวกโค กระบือน้อย และมักเป็นอาชีพรองเสริมกับอาชีพอื่น ๆ สิ่งเหล่านี้ทำให้สภาพเศรษฐสังคมของเกษตรกรในภาคใต้ถูกกำหนดด้วยการใช้แรงงานส่วนใหญ่ในอาชีพหลัก และด้วยราคาของผลผลิตหลักดังกล่าว

 ตารางที่ 1 การใช้พื้นที่เพื่อการเกษตรของภาคใต้ ในปี พ.ศ. 2539 (สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร,2541)

 ลักษณะการใช้ประโยชน์ที่ดิน

 พื้นที่(ไร่)

ที่นา

3,382,768

ที่ปลูกพืชไร่

92,985

ที่ปลูกยางพาราและไม้ยืนต้น

13,411,814

ที่ปลูกผักและไม้ดอก

89,397

ที่ปลูกทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์

47,248

ที่รกร้างว่างเปล่า

392,663

ที่อื่น ๆ

240,136

                                จังหวัดพัทลุงมีการเลี้ยงโคนมมากที่สุด รองลงมาคือจังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี และ นครศรีธรรมราช ตารางที่ 2 แสดงภาพรวมของโคและกระบือในภาคใต้ เกือบทุกจังหวัดนั้นมีความหนาแน่นของจำนวนสัตว์ต่อพื้นที่เลี้ยงสัตว์ค่อนข้างสูง ในอดีตสภาพเลี้ยงสัตว์มักเกิดขึ้นโดยการส่งเสริมและแนะนำของหน่วยราชการเพียงด้านเดียว และมักไม่ค่อยได้มีการวางแผนอย่างเป็นระบบ โครงการส่งเสริมจึงไม่ยั่งยืน คุณสมจิตร อินทรมณี อดีตผู้อำนวยการศูนย์วิจัยอาหารสัตว์นราธิวาสได้เคยเขียนไว้ว่า “เลี้ยงวัวปีหน้า ต้องปลูกหญ้าในปีนี้” สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการเตรียมการเรื่องอาหารสำหรับการเลี้ยงโคได้เป็นอย่างดี แต่แนวคิดนี้ก็ยังไม่ถูกยึดถือปฏิบัติเท่าที่ควร

                       ในด้านการตลาดเนื้อ และนมของภาคใต้ยังเป็นตลาดที่ใหม่และมีศักยภาพขยายให้ใหญ่ขึ้นได้ เพราะมีโอกาสในการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศเช่นมาเลเซีย และสิงคโปร์ เนื่องจากในเขตนี้ยังไม่สามารถมีผลผลิตได้เพียงพอกับความต้องการของตลาด และยังมีจุดเด่นเพื่อการส่งออกเนื่องจากการเป็นเขตปลอดโรค แต่ความรู้เรื่องการตลาดยังมีน้อย และมักมีข้อมูลที่ไม่ค่อยชัดเจนถูกต้อง

                       งานวิจัยและพัฒนาด้านพืชอาหารสัตว์ในภาคใต้จัดว่าเพิ่งเริ่มต้น มีข้อจำกัดในเรื่องต่าง ๆ ที่กล่าวมา รวมทั้งจำนวนบุคลากรในด้านนี้ แต่ก็ได้มีความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดระหว่าง กองอาหารสัตว์ (ศูนย์วิจัยอาหารสัตว์นราธิวาสและนครศรีธรรมราช สถานีวิจัยอาหารสัตว์พัทลุงและสตูล เป็นต้น) กับมหาวิทยาลัย (สงขลานครินทร์ วลัยลักษณ์ เทคโนโลยีพระจอมเกล้าลาดกระบังวิทยาเขตชุมพร และเทคโนโลยีราชมงคลนครศรีธรรมราช เป็นต้น)และกับสหกรณ์โคนมพัทลุง ตลอดจนปศุสัตว์เขตและปศุสัตว์จังหวัดในภาคใต้ ตัวอย่างเช่นเมื่อปี 2541 ที่ผ่านมา

ตารางที่ 2 จำนวนโค กระบือและความหนาแน่นของจำนวนโคและกระบือต่อพื้นที่เลี้ยงสัตว์ของจังหวัดในภาคใต้ ในปี พ.ศ. 2539 (สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร 2542)

 จังหวัด

 โค

(ตัว)

 กระบือ

(ตัว)

พื้นที่ปลูกทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์

และที่รกร้างว่างเปล่า(ไร่)

ความหนาแน่นของโคจำนวนโค

และกระบือต่อพื้นที่เลี้ยงสัตว์(ตัว/ไร่)

ระนอง

5,091

5,247

37,389

0.276

พังงา

7,869

5,028

7,625

1.691

ภูเก็ต

1,183

863

3,760

0.544

กระบี่

18,289

6,196

22,519

1.087

ชุมพร

46,949

16,103

44,168

1.428

สุราษฎ์ธานี

67,675

14,886

47,485

1.732

นครศรีธรรมราช

196,365

16,637

129,713

1.642

ตรัง

51,382

2,335

10,378

5.176

สตูล

32,830

1,544

10,263

3.349

พัทลุง

95,843

1,198

30,456

3.186

สงขลา

117,453

3,823

41,069

2.953

ปัตตานี

73,977

2,552

11,159

6.858

ยะลา

40,514

4,051

18,106

2.461

นราธิวาส

100,439

7,969

25,812

4.199

รวม

855,859

88,432

439,902

36,582

                                 สำนักงานกองทุนวิจัยและพัฒนาและท่านเมธีวิจัยอาวุโส (ศ.จรัญ จันทรลักขณา) ได้สนับสนุนให้จัดตั้งเครือข่ายวิจัยและพัฒนาโคนมภาคใต้ (ควนภต) ทำให้มีความคึกคักในการทำงานกันมากขึ้น สำหรับเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยด้านพืชอาหารสัตว์นั้นอ่านดูได้จากเอกสารที่กลุ่มงานวิจัยพืชอาหารสัตว์กองอาหารสัตว์ได้แจกไปแล้ว (ธำรงศักดิ์ และคณะ,2542; วิรัช และคณะ,2542) ซึ่งจะเห็นว่าปัจจุบันการวิจัยและการผลิตพืชอาหารสัตว์ในภาคใต้มีศักยภาพอยู่ในระดับหนึ่งแล้ว

การตัดวัดผลผลิตในแปลงทดลอง

สำหรับแนวคิดเรื่องนวตกรรมการผลิตพืชอาหารสัตว์ ปี 2000 ผู้เขียนเองมีความเห็นดังนี้

                        1. ควรต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพเป็นหลัก คำว่า “คุณภาพ” ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเฉพาะคุณค่าทางโภชนะเท่านั้น แต่หมายถึง “ความสามารถที่ตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า” ดังที่ท่านอดีตผู้อำนวยการกองอาหารสัตว์ (อาจารย์ชาญชัย มณีดุลย์) ได้กล่าวว่าการผลิตพืชอาหารสัตว์ต้องเริ่มจาก “ต้องปรึกษาโค” เพราะโคคือลูกค้าในการผลิตพืชอาหารสัตว์ นักพืชอาหารสัตว์อาจมีหน้าที่ต่าง ๆ กันเช่น เป็นนักวิจัย ครู/อาจารย์ นักพัฒนา/ส่งเสริม ตลอดจนเป็นเกษตรกร/นักธุรกิจ แต่ละคนต่างมีลูกค้าภายในที่แตกต่างกัน แต่ทุกคนมีลูกค้าสุดท้ายคือโค

                        2. ทุกคนที่เกี่ยวข้องควรปรับเปลี่ยนแนวคิดให้เป็น”เชิงระบบ” มากยิ่งขึ้นเพราะทุกคนมีลูกค้าสุดท้ายร่วมกัน และทุกคนเกี่ยวข้องกับการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ อาชีพ งาน คน และวัฒนธรรม ตลอดจนการตลาด เศรษฐกิจและการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงและยุ่งยากมากยิ่งขึ้น

                        ดังนั้นนวตกรรมการผลิตพืชอาหารสัตว์ ปี 2000 ควรคำนึงถึงหลักของการปรับปรุงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยชูเป้าหมายการพัฒนาคุณภาพ และใช้ฐานความรู้และวัฒนธรรมการทำงานเชิงระบบ นำแนวทางการทำงานแบบวิทยาศาสตร์โดยวงจร PDCA (Plan Do Check Act) มาใช้ ตลอดจนมีการทำงานอย่างเป็นทีมและมีส่วนร่วมของทุกคนที่เกี่ยวข้อง (รูปที่ 1) นักวิชาการและนักพัฒนาจำเป็นต้องนำแนวคิดเหล่านี้มาใช้อย่างจริงจัง เพื่อลดสภาพ NPP (Non Performing Project) ที่แต่ละคนเคยก้มหน้าทำเพื่อมุ่งประโยชน์หรือความพอใจของตนเองเป็นหลัก เปลี่ยนเป็นเงยหน้ามองรอบข้างและสร้างภาพ PP (Performing Project) ที่คำนึงถึงคุณภาพในแง่ความพอใจของลูกค้าต่อบทบาทหรือผลงานของแต่ละคน (Quality is goodness of forages and our works as accepted by farmers and cattle)

คุณภาพ

 แนวคิดเชิงระบบ         ทีมและวัฒนธรรมของเกษตรกร

รูปที่ 1 แนวคิดการปรับเปลี่ยนระบบการทำงานและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สำหรับนวตกรรมการผลิตพืชอาหารสัตว์ ปี 2000

                        ท้ายที่สุด เนื่องจากข้อจำกัดของแรงงาน ที่ดิน และทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนลักษณะการประกอบอาชีพของเกษตรกรในภาคใต้ แต่ความต้องการในการพัฒนาปศุสัตว์กลับเพิ่มขึ้น ผู้เขียนจึงคิดว่านวตกรรมของระบบการผลิตปศุสัตว์ ปี 2000 น่าจะต้อง Diversify ให้มีความหลากหลายมากขึ้น ในลักษณะคล้ายกับระบบอุตสาหกรรมที่ได้แบ่งเป็น อุตสาหกรรมย่อยๆ ซึ่งแต่ละอันต่างก็มีความชำนาญเฉพาะ เมื่อส่วนย่อยนำมาประกอบกันเข้าจึงกลายเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่มั่นคง ยกตัวอย่างเช่น โคนม อาจต้องมีเกษตรกรผู้รีดนม เกษตรกรผู้ส่งน้ำนมดิบ สหกรณ์ผู้แปรรูปนมดิบ พ่อค้าหรือผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์นมเกษตรกรผู้เลี้ยงฝูงวัวทดแทน เกษตรกรผู้ขุนลูกโคตัวผู้ขาย เกษตรกรผู้ปลูกและขายพืชอาหารสัตว์ ฯลฯ โดยที่ทุกคนมีหัวใจของการปรับปรุงและสร้างคุณภาพงานของตนเองให้ลูกค้าพอใจมากที่สุด

                        ในส่วนของการผลิตพืชอาหารสัตว์แล้ว พบว่าปัจจุบันเรามีเทคโนโลยี ความรู้ และความชำนาญในระดับหนึ่งแล้ว นวตกรรมสำหรับกระบวนการผลิตพืชอาหารสัตว์ ในปี 2000 น่าจะต้องคำนึงถึงเรื่องการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value-added) ให้แก่พืชอาหารสัตว์ อันน่าจะได้แก่ การทำทุ่งหญ้าผสมถั่ว การใส่ปุ๋ยที่เหมาะสมแก่ทุ่งหญ้า การทำหญ้าแห้ง หรือถั่วแห้ง คุณภาพสูง การทำอาหารหมัก หรือการทำ TMR (Total Mixed Ration) อย่างไรก็ตามกระบวนการทางพืชศาสตร์ เช่น การนำพันธุ์พืชใหม่เข้ามาทดสอบ คัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์ การใช้เทคโนโลยีชีวภาพ และการเขตกรรม ก็ยังคงต้องเป็นแนวทางที่จำเป็นต้องได้รับการศึกษาและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

1 คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ 90112

เอกสารอ้างอิง

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร. 2541. สถิติการเกษตรของประเทศไทย ปีเพาะปลูก 2539/40.

                     ศูนย์สารสนเทศการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.กรุงเทพฯ.

สุมาลี สุทธิประดิษฐ์. 2535. ปุ๋ยและธาตุอาหารพืชสำหรับแปลงพืชอาหารสัตว์. 

                     เอกสารประกอบการอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่องการพัฒนาผลผลิตพืชอาหารสัตว์สำหรับภาคใต้. 3-5

                            กรกฎาคม 2535. ณ คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หาดใหญ่.

สุมาลี สุทธิประดิษฐ์, ประวิตร โสภโณดร และปฐมพงษ์ วงค์เลี้ยง. 2535.

                       ความต้องการธาตุอาหารของถั่วอาหารสัตว์สามชนิด. ว.ดินและปุ๋ย.14:146-156 .

ปันชัย สุขทั้งปี. 2538. ผลของธาตุอาหารพืชต่อการตั้งตัวของหญ้ามอริชัสที่ปลูกบนดินตะกอนน้ำท่วม

                    จังหวัดสงขลา.วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต (เกษตรศาสตร์) สาขาวิชาพืชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์.

ศึกษา มาลากาญจน์.2537. ผลผลิตและการปรับปรุงพืชอาหารสัตว์ธรรมชาติบริเวณชายฝั่งทะเล

จังหวัดสงขลา.วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต (เกษตรศาสตร์) สาขาวิชาพืชศาสตร์ มหาวิทยาลัย สงขลานครินทร์.

Egara,K.,W.Kodpat, and S. Intaramanee. 1989. Development of Technology for pasture

establishment in Thailand. Tropical Ariculture Research Center, & Department of Livestock Developmement.

Nilnond, C.,N. Panapitakkul, C. Nualsri, W. Patanahirun, R.L. Aiken, and C.J. Asher.

1986. Soil fertility assessment in southern Thailand. Trans. Xll Congress International Society of Soil Science. Vol.lll:887-888. Aug. 13-18,1986.Hamgurg.

กองอาหารสัตว์ E - mail address : nutrition1@dld.go.th