Header image  
ORGANIC LIVESTOCK  
line decor
  
line decor
           
 
 
 
 

 
 
กระบวนการสารธรรมชาติทดแทนการใช้เคมีภัณฑ์สังเคราะห์ในการเลี้ยงสัตว์  »
 
 
เรียบเรียงโดย : จินตนา อินทรมงคล
  หลักการและเหตุผล
           ในปัจจุบันผู้คนทั่วโลกได้ให้ความสำคัญต่อสุขภาพจากการบริโภคอาหาร  โดยเฉพาะอาหารจากสัตว์ เนื้อ นม ไข่   จุดเสี่ยงของอาหารต่อสุขภาพคนบริโภค คือ ประการแรก :ได้แก่ สารเคมีสังเคราะห์ ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพจากการใช้อย่างไม่ถูกต้องในการผลิตการเกษตร เช่น ยาฆ่าแมลง สารเคมีสังเคราะห์ที่ใช้ในการเลี้ยงสัตว์ เป็นต้น ประการที่ 2: ได้แก่ เชื้อก่อโรคที่ติดมากับอาหาร (Food-borne pathogenic bacteria)ในปัจุบันนี้เป็นปัญหาสำคัญต่อสุขภาพมนุษย์ ดังนั้นระบบความปลอดภัยของอาหาร จึงเกิดขึ้น  เป็นแนวทางหนึ่งที่จะทำให้เกิดความมั่นใจต่อผู้บริโภค   อย่างไรก็ตามจากสถิติประเทศสหรัสอเมริกา มีประชากรป่วยจากสาเหตุโรคติดเชื้อจากอาหารปีละมากกว่า 76 ล้านคน และต้องรักษาในโรงพยาบาลกว่า  3 แสนคน และตาย กว่า 5 พันคนต่อปี  การแพร่ระบาดของโรคส่วนมากพบว่าเกิดมาจากการบริโภคอาหารเนื้อ นม ไข่ และผลิตภัณฑ์จากสัตว์(food animals)ที่ติดเชื้อ   ส่วนมากกระบวนการจัดการป้องกันการติดเชื้อนั้นนักวิจัยมักให้ความสำคัญกระบวนการจัดการเนื้อหลังจากฆ่าแล้ว (postslaughter)  แต่กระบวนการเลี้ยงสัตว์ก่อนถึงโรงฆ่าเพื่อป้องกันกันไม่ให้เกิดเชื้อก่อโรคในเนื้อสัตว์ตั้งแต่ต้นทาง จะเป็นแนวทางสำคัญที่ขจัดปัญหาดังกล่าวอย่างแท้จริง
เชื้อก่อโรคที่สำคัญที่พบในเนื้อสัตว์และก่อให้เกิดโรคในคนบริโภค ได้แก่   Salmonellosis ,Escherichia coli ,Campyrobacteiosis ,Shigellosis,Typhoid และเชื้ออหิวาห์ เป็นต้น เชื้อโรคเหล่านี้มักตรวจพบในระบบทางเดินอาหารของสัตว์ ดังนั้นกลยุทธสำคัญในกระบวนการจัดการเลี้ยงสัตว์ให้ปลอดจากเชื้อก่อโรคที่ติดในเนื้อสัตว์ ได้แก่ การทำวัคซีน การป้องกันเชื้อโรคโดยการกำจัดกันเอง  การใช้ Prebiotics และ Probiotics  หรือการใช้สมุนไพรบางชนิดจึงเป็นทางเลือกที่สำคัญในวงการเลี้ยงสัตว์ที่ปลอดภัยสำหรับคนบริโภค
ระบบการผลิตสัตว์สำหรับบริโภคจะต้องปรับตัว เพื่อให้ได้ผลิตผลที่มีคุณภาพ  มีมาตรฐาน ด้านสุขอนามัย สิ่งแวดล้อม และสวัสดิภาพสัตว์        อันเป็นมาตรการที่ประเทศคู่ค้านำมาเป็นการกีดกันการค้า และปกป้องผู้ผลิตและผู้บริโภคภายในประเทศตนเอง การเลี้ยงสัตว์โดยทั่วไปมีการใช้ปฏิชีวนะสาร (antibiotic growth promoter )ผสมในอาหารสัตว์ระดับต่ำเพื่อเร่งการเจริญเติบโตและควบคุมโรค รวมทั้งการใช้สารสังเคราะห์เสริมในอาหาร(feed additives) ซึ่งเป็นที่ยอมรับอย่างใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลกมานานกว่า 50 ปี (Gustafson และ Bowen,1997)  เพื่อประสิทธิภาพการให้ผลผลิตสูงสุด  แต่ปัจจุบันพบว่า ทำให้เกิดผลเสียตามมามีสารเคมีตกค้างในผลิตภัณฑ์ ทำให้ผู้บริโภคดื้อยา และก่อเกิดโรคมะเร็ง (Corpet,1996 ; Williams และ Heymann,1998)  ภายในมกราคม 2006 เป็นต้นไปประเทศกลุ่มสหภาพยุโรปมีนโยบายห้ามใช้ปฏิชีวนะสารทุกชนิดผสมในอาหารสัตว์สำหรับคนบริโภค  ประกอบกับแนวโน้มผู้บริโภคทั่วโลกนิยมอาหารที่ผลิตในระบบปลอดจากการใช้สารเคมีเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะผลิตภัณฑ์อินทรีย์  
         ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตเนื้อไก่ส่งออกเป็นอันดับที่ 5 ของโลก จึงทำให้มีการนำเข้ายาเคมีและผลิตภัณฑ์เคมีเพื่อใช้ในการเลี้ยงสัตว์ ดังเช่นปี 2547 มีมูลค่ารวม 12,539 ล้านบาท แยกเป็น สารต้านจุลชีพ ชนิดผสมในอาหาร 955 ล้านบาท สารเร่งการเจริญเติบโต 625 ล้านบาท สารสังเคราะห์เสริมอาหาร                (feed additives) 3,818 ล้านบาท ยาปฏิชีวนะ 1,740ล้านบาท ยากันบิด 234 ล้านบาท ยาฆ่าพยาธิภายในและภายนอก 499 ล้านบาท สารเหล่านี้ส่วนมากใช้ในอุตสาหกรรมการเลี้ยงไก่และสุกร  จากการที่ประเทศกลุ่มสหภาพยุโรปตรวจพบสารเคมีตกค้างในเนื้อไก่และกุ้งจากประเทศไทย ทำให้ฟาร์มเลี้ยงสัตว์หันมาสนใจใช้สมุนไพรมากขึ้น ดังที่ในปี 2546 เริ่มมีการนำสมุนไพรจากต่างประเทศมาใช้ผสมในอาหารสัตว์ มีมูลค่าการนำเข้า 24 ล้านบาท(ที่มาสมาคมผู้ค้ายาเวชภัณฑ์สำหรับสัตว์แห่งประเทศไทย)จะเห็นว่าในเชิงอุตสาหกรรมมีความต้องการสารธรรมชาติทดแทนสารสังเคราะห์  แต่สมุนไพรไทยมีข้อจำกัดและปัญหาการนำมาใช้เชิงอุตสาหกรรม  คือ ขาดมาตรฐานของคุณภาพ  ทำให้ผู้ใช้ไม่มั่นใจในประสิทธิผล และความแม่นยำของการใช้สมุนไพรแต่ละครั้ง  ปริมาณไม่เพียงพอ ขาดข้อมูลหลักฐานทางวิทยาศาสตร์สนับสนุน เช่นความเป็นพิษหรือสารตกค้าง  เป็นต้น
        น้ำหมักชีวภาพ เป็นเทคโนโลยีชีวภาพพื้นบ้านที่เกษตรกรใช้ในการเลี้ยงสัตว์มากขึ้น เช่น การใช้สมุนไพรผง  และการใช้น้ำหมักชีวภาพผสมน้ำให้สัตว์กิน โดยเฉพาะการเลี้ยงไก่และสุกรในฟาร์มขนาดเล็กและขนาดกลาง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อดูแลสุขภาพองค์รวม คือการเสริมสร้างสุขภาพให้กับสัตว์ให้มีภูมิคุ้มกันโรคตามธรรมชาติ  ลดกลิ่นมูลสัตว์ ทำให้สัตว์ไม่เครียด มีผลทำให้สัตว์มีสมรรถนะการให้ผลผลิตสูง โตเร็ว  ลดการใช้ยาในการป้องกันและรักษาโรคมาก สมุนไพรไทย หลายชนิดนอกจากมีสรรพคุณและการออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อและต้านเชื้อก่อโรค ควบคุม   จุลินทรีย์แล้ว  ยังสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันโรค ช่วยย่อยอาหาร กระตุ้นการกิน สารต้านอนุมูลอิสระ ต่อต้านสารพิษ เป็นต้น ทำให้สามารถป้องกันการเกิดโรคทางเดินอาหารและโรคทางเดินหายใจในสัตว์ได้     ประเทศไทยเป็นแหล่งสมุนไพรที่มีตามธรรมชาติ มีศักยภาพที่ปลูกพืชสมุนไพรได้  
  ปัญหาในการเลี้ยงสัตว์อุตสาหกรรม
          ปัญหาที่สำคัญของการเลี้ยงไก่และสุกรเชิงอุตสาหกรรมในปัจจุบัน คือการเร่งผลผลิตให้ได้สูงสุดตามพันธุกรรม จำเป็นต้องให้สัตว์กินอาหารที่มีคุณภาพสูง และต้องใช้สารสังเคราะห์ผสมอาหารเพื่อเร่ง  การเจริญเติบโต และใช้ในการควบคุมโรค อีกทั้งในสัตว์ให้เนื้อ เช่น ไก่เนื้อ สุกรขุน โคขุน สัตว์จะถูกบังคับให้กินอาหารจำนวนมาก  ทำให้เกิดปัญหาสารเคมีตกค้างในผลิตภัณฑ์ และทำให้ผู้บริโภคดื้อยา  ดังที่ ยุทธนา และคณะ (2545 )  สำรวจเกษตรกรเลี้ยงสุกรในภาคใต้พบว่า ส่วนมากปัญหาการเลี้ยงสุกรคือโรคท้องเสีย ซึ่งโรคนี้มีผลให้ลูกสุกรมีอัตราการตายสูงถึง 8-12 % ทำให้ต้องใช้ยาปฏิชีวนะในการรักษาโรค  นอกจากนี้พบว่าสุกรดื้อยาปฏิชีวนะทำให้รักษาไม่ค่อยได้ผลต้องเปลี่ยนชนิดของยาไปเรื่อยๆ และพบว่ามี  ยาปฏิชีวนะตกค้างในเนื้อแดง 69 % ในตับ 82% จากตัวอย่างกว่า 200 ตัวอย่าง 
 

สำหรับปัญหาการเกิดโรคแบ่งตามสาเหตุได้ 3 ประการ คือ

  1) การเกิดความเครียด สาเหตุเนื่องจากการจัดการฟาร์มที่ไม่เหมาะสม ได้แก่ การเลี้ยงที่หนาแน่น การจัดการโรงเรือนที่ไม่ถูกสุขลักษณะ  การระบายอากาศไม่ดี มีกลิ่นแก๊สจากมูลสัตว์สะสม และความเครียดจากการจัดการอาหารไม่เหมาะสม มีสารพิษจากเชื้อราในอาหาร มีผลทำให้ภูมิคุ้มกันโรคลดลง และส่งผลต่อประชากรจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในลำไส้ลดลง ส่งเสริมการเพิ่มจำนวนเชื้อก่อโรค
  2) เกิดจากได้รับเชื้อก่อโรคและพยาธิ   ที่ติดมากับอาหาร น้ำ สัตว์พาหะ และจากสิ่งแวดล้อม เช่น เชื้อ E. coli ,Salmonella , Campylobacter ,เชื้อบิด ,เชื้อกัมโบโร, เชื้อหวัดนก พยาธิภายใน และภายนอก เป็นต้น
  3) เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อม เช่นการเปลี่ยนแปลงอากาศกลางวันร้อน กลางคืนเย็น หรือการเปลี่ยนฤดูกาล การจับสัตว์เพื่อทำวัคซีน การย้ายคอก สิ่งเหล่านี้ทำให้สัตว์เครียด ภูมิคุ้มกันโรคลดลงทำให้ติดเชื้อโรคได้ง่าย
 

โรคที่สำคัญในไก่

  1) โรคระบบทางเดินหายใจ ได้แก่  โรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย โรคหวัดเรื้อรัง (CRD)  แลเกิดจากเชื้อไวรัส ได้แก่ โรคนิวคลาสเซิล โรคกัมโบโร โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง โรคหวัดนก
 

2) โรคทางเดินอาหาร ซึ่งเป็นโรคเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้สัตว์ถึงตาย ได้แก่ เชื้อ               E. coli ,Salmonella , Campylobacter  อหิวาห์ไก่  และโรคบิด   เป็นต้น

 

โรคที่สำคัญในสุกร

 

1) โรคระบบทางเดินอาหาร ที่เกิดจากการติดเชื้อโรค เช่น  โรคติดเชื้อ อีโคไล(Colibacillosis) มักพบในสุกรช่วงหลังหย่านม และที่มีความเครียดสูงจากการเปลี่ยนอาหาร การตอน การทำวัคซีน การรวมฝูง     ทำให้เชื้อที่มีปกติในลำไส้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และสร้างสารพิษขึ้น ทำให้สุกรตายได้ สำหรับเชื้อนี้ดื้อยาง่าย การรักษามักไม่ได้ผล    โรคแซลโมโลซีส(Salmonellosis) เชื้อโรคมากับอาหารสัตว์ที่ปนเปื้อน ติดจากพ่อแม่พันธุ์ที่ป่วย ทำให้สัตว์ท้องร่วง  ถ่ายเหลว โรคนี้สามารถก่อโรคในคน  ฉะนั้นจึงใช้การตรวจหาเชื้อนี้ในเนื้อสุกรและไก่ของกระบวนการอาหารปลอดภัย  โรคบิดมูกเลือดในสุกร (Swine dysentery) นอกจากนี้พบสารพิษจากเชื้อราในอาหาร ที่ไม่ทำให้สัตว์ถึงตายแต่ทำให้ผลผลิตลดลง (อัมพวัน 2547)

 

การใช้อาหารเสริมป้องกันโรคทดแทนปฏิชีวนะสารในอาหารสัตว์

 

         อาหารเสริมสุขภาพ (Nutraceuticals )หมายถึง อาหารเสริมที่มีคุณสมบัติพิเศษต่อการทำงานของระบบย่อยอาหาร และการทำงานของจุลินทรีย์ในทางเดินอาหารที่ไม่มีอยู่ในอาหารสัตว์ทั่วไป สำหรับประเทศไทยอาหารและยาธรรมชาติ ได้แก่ จุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ และสมุนไพรบางชนิด หรือที่เรียกว่า Prophylactic nutrition เป็นอาหารป้องกันโรค  ที่กระตุ้นการทำงานของระบบอาหาร มีผลต่อการป้องกันโรค รักษาโรค และการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ทำให้สัตว์มีสุขภาพดีเป็นอาหารเสริมที่ใช้ในสัตว์ฟาร์ม ในต่างประเทศไม่ถือเป็นยา จำแนกเป็นอาหารเสริมที่สามารถใช้ในฟาร์มได้  Generally Recognized As Safe (GRAS)  การให้กินเป็นประจำจะทำให้สัตว์แข็งแรงไม่เป็นโรค ได้ผลผลิตเนื้อ นม ไข่ ที่ปลอดภัยต่อ          ผู้บริโภค เป็นแนวทางการสร้างตลาดสินค้าใหม่ที่เรียกว่า functional foods  อาหารสุขภาพ แนวคิดการใช้อาหารป้องกันและรักษาโรคได้เกิดขึ้นมานานตั้งแต่สมัยก่อนที่คนไทยยังไม่มีความรู้เรื่องโรคมากนัก มีวิธีการป้องกันโรค เช่น การปรุงยาอายุวัฒนะ การให้ความสำคัญต่ออาหารที่กิน พืช ผัก ผลไม้พื้นบ้านที่มีตามฤดูกาล  ซึ่งเป็นทั้งอาหารและยาป้องกันโรค

 

สุขภาพของระบบย่อยอาหาร (gut health) กับการให้ผลผลิตสัตว์

 

       สัตว์จะให้ผลผลิตดีตามพันธุกรรมขึ้นอยู่กับ อาหารที่ได้รับและประสิทธิภาพการใช้อาหารของสัตว์นั้นๆ  โดยที่อวัยวะภายในของสัตว์ที่เกี่ยวกับการย่อยและดูดซึมอาหาร ประกอบด้วย กระเพาะอาหาร        ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่  เมื่อสัตว์กินอาหารเข้าไปจะถูกย่อยเบื้องต้นในกระเพาะอาหาร แล้วส่งผ่านมายังลำไส้เล็ก การย่อยอาหารและการดูดซึมจะหมดในส่วนปลายของลำไส้เล็ก อาหารที่ไม่ถูกย่อยจะผ่านมายังลำไส้ใหญ่และมีจุลีนทรีย์ช่วยย่อยก่อนถ่าย
ในระบบทางเดินอาหารของสัตว์มีจุลินทรีย์มากมาย ยึดครองอยู่  สำหรับกลไกการใช้ประโยชน์ของอาหารในลำไส้เล็ก มี  villi  ทำหน้าที่เป็นตัวกรองและอนุญาตให้สารอาหารที่ย่อยสมบูรณ์ผ่านเข้ากระแสเลือดไปเลี้ยงเซลล์ต่างๆ ของร่างกาย ถ้าสมดุลย์ของจุลินทรีย์ไม่เหมาะสม หรือมีจุลินทรีย์ก่อโรค หรือ เชื้อโรคมากทำให้ขับสารพิษออกมายึดเกาะ villi  เกิดภาวะทำให้ Villi ไม่สามารถกรองเชื้อโรคได้ ทำให้เข้าไปในกระแสเลือดเกิดโรคต่างๆ ขึ้น ต่อมน้ำเหลืองในลำไส้เป็นส่วนสำคัญต่อการทำงานในการป้องกันการดูดซึมสารพิษ และแบคทีเรียเข้าไปในระบบของร่างกาย       จุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์จะทำลายเชื้อโรคโดยตรง (Hardy,2000) ดังนั้นสุขภาพของระบบย่อยอาหารที่มีประสิทธิภาพจึงมีความสำคัญ ต่อสุขภาพโดยรวมของสัตว์ โดยมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องคือ

  • ระดับความเป็นกรดเป็นด่าง (pH) ของระบบย่อยอาหาร
  • ระดับและชนิดของเอนไซด์ที่ผลิตได้
  • ผลผลิตจากการย่อยอาหาร
  • สมดุลย์ของจุลินทรีย์ และสารที่ผลิตจากจุลินทรีย์ในทางเดินอาหาร
 

จุลินทรีย์ในสำไส้มี  2 ประเภทคือ.

  -  จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ ( Beneficial microorganisms) กลุ่ม bacteria ได้แก่ Lactobacilli, Bifidobacterium ,Bacilli,Streptococci  ,กลุ่ม yeast ได้แก่ Sacharomyces cerevisiae  จะยึดพื้นที่ในลำใส้กันไม่ให้จุลินทรีย์ก่อโรคเจริญเติบโต

-  จุลินทรีย์ก่อโรค (Pathogenic microorganisms) ได้แก่ Coliforms,  Salmonella, Clostridia ,Shigilla, Staphylococcus ซึ่งทำให้เกิดความสูญเสียต่อเศรษฐกิจ คือทำให้อัตราการตายสูง  น้ำหนักลด  การใช้ประโยชน์อาหารลดลง  การให้ผลผลิตต่ำ
     โดยสภาพปกติ มีจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ : จุลินทรีย์ก่อโรค ที่สมดุลควรเป็น 90 : 10 ปัจจัยที่มีผลต่อสมดุลย์ของ  จุลินทรีย์ในลำไส้ คือ  การให้ยา ความเครียด และสิ่งแวดล้อม เช่นการปรับเปลี่ยนอาหาร อากาศ/อาหารที่ย่อยยาก และการได้รับเชื้อโรค 

        การใช้สารเสริมธรรมชาติผสมในอาหารสัตว์ โดยนำความรู้เรื่องสารออกฤทธิ์ของสมุนไพร และเทคนิคการหมักบ่มด้วยจุลินทรีย์ให้ได้สารที่เป็นประโยชน์ต่อสัตว์     ผนวกกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีชีวภาพการคัดสายพันธุ์จุลินทรีย์  เรียกว่า Probiotics และ Prebiotics ในการหมักบ่มพืชเพื่อสกัด  จุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ และหรือสกัดสารสำคัญจากกระบวนการหมัก  เช่น   เอ็นไซม์   ไวตามิน   แร่ธาตุ เพื่อนำมาผสมอาหารหรือน้ำให้สัตว์กินเพื่อเสริมสร้างสุขภาพให้กับสัตว์
 

     Probiotics เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ต่อสัตว์ที่เมื่อสัตว์กินเข้าไปแล้วทำให้ปรับสมดุลของเชื้อจุลินทรีย์และต้านจุลินทรีย์ก่อโรค    (มีผู้ให้คำจำกัดความหลายท่าน  เช่น   Fuller,1989; Collin และ Gibson,1999) โดยจุลินทรีย์กลุ่มนี้จะเกาะอยู่กับพนังลำไส้และสร้างสภาวะกรดอ่อนๆ ได้แก่   กรดแลคติค ทำให้ยับยั้งการเจริญของแบคทีเรียก่อโรค นอกจากนี้ยังสร้างเอนไซม์ ไวตามิน อีกทั้งเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างการสัตว์และขจัดสารพิษจากจุลินทรีย์ก่อโรคที่ขับออกมา สำหรับ Prebiotics เป็นสารอาหารที่ไม่ถูกย่อยในกระเพาะเป็นประโยชน์ต่อสัตว์โดยส่งเสริมการเติบโตและกิจกรรมจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในลำไส้ สารอาหารบางชนิดจะทำหน้าที่จับกินเชื้อก่อโรค (Gibson และRoberfriod,1995)

 

      ในประเทศแถบตะวันตกพัฒนากระบวนหมักบ่มเพื่อคัดสายพันธ์จุลินทรีย์ Probiotics ที่เป็น       ผลิตภัณฑ์เสริมในอาหารสัตว์ ได้แก่

 

- กลุ่ม Lactobacillus ,Bifidobacter เป็นพวกที่ทนต่อความเป็นกรดและน้ำดี ทำให้สามารถมีชีวิตถึงลำไส้ส่วนปลาย จุลินทรีย์กลุ่มนี้ ผลิต Lactic acid  , Lactase ,acidolin, Hydrogen peroxide, vitamins, ที่เป็นประโยชน์ต่อสัตว์ ผลิตสารคล้ายปฏิชีวนะที่สามารถยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรคกลุ่ม Salmonella , E.coli และ Clostidium botulinium ได้เป็นอย่างดี และส่งเสริมการใช้ประโยชน์ของอาหาร  และกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันโรคในลำไส้ (Gilliland and Spec,1977 ; Hardy,2000 ,Murry และคณะ ,2004)

 

- Bacillus subtilis  ซึ่งสามารถใช้ผสมในอาหารและยังมีความคงตัวอยู่ สร้างเอนไซม์ช่วยย่อยโปรตีนและแป้ง เช่น amylase,protease,hemi-cellulase, ทำให้อาหารดูดซึมไปใช้ประโยชน์ต่อร่างกายสัตว์สูงขึ้น ลดกลิ่นในมูลสัตว์

 

-  Pediococcus  sp.  สร้างสาร Bacteriocins ที่เรียกว่า Pediocin เป็นสารคล้ายปฏิชีวนะ ทนต่อความร้อนและความเป็นกรด ฆ่าเชื้อก่อโรคได้หลายชนิด ใช้ในอุตสาหกรรมถนอมอาหาร และเป็น feed additive เนื่องจากมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อ Listeria monocytogenes , Clostridium perfringens, Enterococcus feacalis และ Staphylococcus aureus  (Guerra และ Pastana, 2004)

 

-  กลุ่มYeast (Saccharomyces cerevisiae)   มีรายงานว่าผนังเซลล์ของยีสต์ประกอบด้วย mannanoligosaccharides (MOS) 45% (Turner และคณะ 2004)สามารถสร้างสาร Cytokine และ Beta-glucan กระตุ้นให้สร้างสารกระตุ้นภูมิคุ้มกันแบบไม่จำเพาะในลำไส้ได้ (Hardy,2000) และในต่างประเทศได้ใช้เทคโนโลยีชีวภาพพัฒนาผลิตภัณฑ์โดยการหมักบ่มด้วยจุลินทรีย์ผสมทั้งแบคทีเรียและยีสต์ดังได้กล่าวข้างต้นได้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นทั้ง Probiotics และ Prebiotics   ทำให้เพิ่มอัตราการเจริญเติบโต เพิ่มการกินได้ เพิ่มการย่อยของอาหาร กระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกัน และลดอัตราการตาย ในสัตว์ (อ้างโดย Turner และคณะ 2004)

 

ภูมิปัญญาไทยการใช้สมุนไพรและเทคนิคชีวภาพในการป้องกันโรคสุกรและไก่

 

       ในปัจจุบันมีเกษตรกรบางรายได้พัฒนาใช้สมุนไพร และน้ำหมักชีวภาพสมุนไพร มาใช้เลี้ยงสัตว์     ส่งผลทำให้สัตว์โตเร็ว สุขภาพแข็งแรง ลดกลิ่นแอมโมเนียและแมลงวันในฟาร์ม ทำให้สัตว์อยู่สบายไม่มีโรค ทำให้ลดยาเคมีในการรักษา แต่เป็นการใช้ตามภูมิปัญญาและการเรียนรู้การสังเกตของแต่ละฟาร์ม จากการสำรวจเบื้องต้นพบรูปแบบการใช้ดังนี้

 

1) การใช้แบบภูมิปัญญาดั้งเดิม พบใช้ในการเลี้ยงสัตว์หลังบ้าน  เช่นการใช้บอระเพ็ด ฟ้าทะลายโจรแช่น้ำให้สัตว์กินเพื่อป้องกันโรคและบำรุงกำลัง  การใช้หมากสุกให้ไก่กินเพื่อถ่ายพยาธิในไก่ การใช้น้ำคั้นมะเกลือถ่ายพยาธิโค-กระบือ เป็นต้น
2) การใช้สมุนไพรแห้งบดผสมในอาหารไก่และสุกร  พบในการเลี้ยงสัตว์ฟาร์มเพื่อการค้าขนาดเล็กถึงขนาดกลาง เป็นการประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านคัดเลือกสมุนไพรที่มีสรรพคุณตามที่ต้องการใช้ในสัตว์  โดยใช้สมุนไพรหลายชนิดผสมกันเพื่อให้คุณสมบัติป้องกันโรคทางเดินอาหารและทางเดินหายใจ  กำจัดกลิ่นในมูลสัตว์ และกำจัดพยาธิ โดยใช้องค์ความรู้ดั้งเดิมจากสรรพคุณของสมุนไพรจำแนกตามรส  ได้  9 รส ในการป้องกันและรักษาโรคในคน
3) การใช้เทคนิคจุลินทรีย์สกัดสารจากพืชสมุนไพร ที่เรียกว่าน้ำหมักชีวภาพ ซึ่งมีสูตรที่หลากหลายมาก ขึ้นอยู่กับชนิดของพืช สัตว์ และจุลินทรีย์ที่เป็นตัวตั้งต้นให้เกิดกระบวนการหมัก

 

       สมุนไพรไทยที่ผู้เลี้ยงสัตว์ได้นำองค์ความรู้ตามการแพทย์แผนไทยมาประยุกต์ใช้ในการเลี้ยงสัตว์เพื่อป้องกันโรคระบบทางเดินอาหารและระบบทางเดินหายใจ และเป็นยาถ่าย โดยคัดเลือกใช้สมุนไพรตามหลักสรรพคุณเภสัช เป็นรสยา 9 รส  (วุฒิ,2540)  ดังนี้

 
  • โรคระบบทางเดินหายใจ ใช้ สมุนไพรรสขม ได้แก่  ฟ้าทะลายโจร หญ้าลูกใต้ใบ สะเดา บอระเพ็ด น้ำนมราชสีห์ โทงเทง
    สรรพคุณ บำรุงโลหิตและดี แก้ไข้ แก้โลหิตพิการ เจริญอาหาร   ช่วยย่อยอาหาร  แก้ร้อนใน  กระหายน้ำน
  • โรคระบบทางเดินอาหาร ใช้สมุนไพรรสฝาด ได้แก่  ขมิ้นชัน ไพล ข่า เปลือกลูกมังคุด ใบฝรั่ง  กล้วยน้ำหว้าดิบ
    สรรพคุณ แก้ท้องร่วง   สมานแผล แก้บิด
  • ถ่ายพยาธิ ใช้สมุนไพรรสเมาเบื่อ        ได้แก่ ลูกมะเกลือสด เมล็ดสะแก เนื้อในเมล็ดมะขาม เล็บมือนาง
     สรรพคุณ แก้พิษ พิษดี พิษโลหิต พิษไข้  ฆ่าพยาธิ ใช้คู่กับยาที่มีฤทธิ์ระบาย
           สมุนไพรหลายชนิดมีขอบเขตการใช้ที่ออกฤทธิ์ได้หลายทาง  เนื่องจากสมุนไพรเป็นผลิตภัณฑ์ธรรมชาติไม่ใช่สารเดี่ยว แต่จะออกฤทธิ์เสริมซึ่งกันและกัน  ตามสรรพคุณยาของสมุนไพร ได้แก่  กระตุ้นการกินอาหาร เพิ่มการย่อยอาหาร แก้อาการท้องเสีย แก้อักเสบ ฆ่าเชื้อ ต้านอนุมูลอิสระ ต่อต้านแบคทีเรีย  เป็นสารเสริมภูมิคุ้มกัน ลดไขมันในเลือดและเนื้อสัตว์ สารฆ่าพยาธิภายในและภายนอก ลดกลิ่นในมูลสัตว์ (สำนักงานคณะกรรมการสาธารณะสุขมูลฐาน กระทรวงสาธารณะสุข , 2541,เยาวมาลย์ และ สาโรช ,2545, Hardy,2004))  ซึ่ง mode of action ของสารสกัดสมุนไพรต่อสัตว์เป็นไปได้ใน 3 ทางเสริมกัน คือ 1) สารสกัดสมุนไพร มีฤทธิ์กระตุ้นการกิน ช่วยย่อยและดูดซึมอาหาร 2) จุลินทรีย์ที่ดีในน้ำหมักทำหน้าที่เป็น probiotic โดยเพิ่มจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ทำให้ลดจุลินทรีย์ก่อโรค ทำให้เกิดสมดุลของจุลินทรีย์ที่ดีในกระเพาะอาหาร เพิ่มน้ำย่อย ทำให้สารอาหารย่อยและใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ ลดกลิ่นในมูลสัตว์  3) ฤทธิ์กระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกัน  ทำให้ไก่แข็งแรง ต้านทานโรคได้  
 

สมุนไพรที่คัดเลือกมาวิจัยและพัฒนาทดแทนยาเคมีและผลิตภัณฑ์ในการเลี้ยงสัตว์นั้น ควรมี       คุณสมบัติดังนี้

  • เป็นพืชที่หาได้ง่ายในธรรมชาติได้ง่าย การใช้ไม่ทำลายต้น หรือระบบนิเวศน์ หรือเป็นพืชล้มลุกที่สามารถปลูกขยายพันธุ์ได้ง่าย
  • มีข้อมูลการใช้ที่ได้ผลมาแต่โบราณ มีสรรพคุณที่หลากหลาย เช่นเจริญอาหาร กระตุ้นการกิน ขับพยาธิ ต้านอักเสบ ฆ่าเชื้อ สร้างภูมิคุ้มกัน เป็นต้น การใช้ไม่มีอันตรายตกค้างในผลิตภัณฑ์สัตว์
  • มีข้อมูลทางวิชาการการใช้ในสัตว์ มีสารออกฤทธิ์ ป้องกันและรักษาโรคทางเดินระบบหายใจ และทางเดินอาหาร ในสุกรและไก่  
 

การใช้สมุนไพรในสัตว์

 

       ยุทธนาและคณะ(2547) ได้ทดลองใช้ ฟ้าทะลายโจร ไพล ใบฝรั่ง ในอัตราที่เหมาะสม เปรียบเทียบกับการใช้ปฏิชีวนะเสริม ในอาหารสุกรขุนพบว่ามีแนวโน้มการเจริญเติบโตและประสิทธิภาพการใช้อาหารดีกว่า และต้นทุนค่าอาหารถูกกว่า 1.50 บาทต่อน้ำหนักเพิ่ม 1 กก. และมีแนวโน้มไขมันบางกว่า นอกจากนี้ สาโรช และคณะ(2547)ได้ทดลองใช้สมุนไพรผง กระเทียม ฟ้าทะลายโจร ขมิ้นชัน ทั้งเดี่ยวและผสมกัน      ทดแทนสารปฏิชีวนะเร่งการเจริญเติบโตในอาหารไก่เนื้อ ไก่ไข่ และสุกร พบว่า การใช้สมุนไพรเดี่ยวและผสมระดับต่างๆมีแนวโน้มเพิ่มสมรรถนะการเติบโต และประสิทธิภาพการใช้อาหารดีกว่ากลุ่มเติมยาปฏิชีวนะ   นอกจากนี้ในการเลี้ยงไก่ของบริษัทตะนาวศรีไก่ไทย จำกัด ใช้ ฟ้าทลายโจร ไพล ขมิ้นชัน ผสมในอาหารในระดับป้องกันโรค 1.8 กกต่อตันอาหาร ให้กินตั้งแต่แรกเกิดจนขาย เพื่อป้องกันโรคหวัด CRD หวัดเรื้อรัง โรคท้องเสียทั่วไป โรคบิดมูกเลือด สำหรับในภาวะโรคหวัดนกระบาดได้เพิ่มสมุนไพรผสมในอาหาร อีก  3-4 เท่า เป็นเวลา 5 วัน ทำให้รอดจากการติดโรคได้  อริชญา และคณะ (2548) ได้ทดลองใช้สมุนไพร เฮอร์บาท็อบ-มิกซ์? และมู-พลัส? ในอาหารไก่กระทง เปรียบเทียบกับการใช้ปฏิชีวนะ Avilamycin และไม่เติมปฏิชีวนะ ต่อคุณลักษณะการเจริญเติบโต ซึ่งเฮอร์บาท็อบ-มิกซ์?  ประกอบด้วยสมุนไพรหลัก คือ ฟ้าทะลายโจร ขมิ้นชัน และมูพลัสประกอบด้วย มะระขี้นกและไพล ในอัตราที่บริษัท  แนะนำ พบว่าปริมาณการกิน น้ำหนักเพิ่ม และประสิทธิภาพการใช้อาหารไม่แตกต่างกันทั้ง 3 กลุ่ม

 

       นอกจากนี้มีผลการวิจัยทดสอบสรรพคุณของสมุนไพรในสัตว์ นันทิยา และคณะ (2547)  พบว่าสมุนไพรบอระเพ็ด มีผลต่อระบบภูมิคุ้มกันโรคนิวคลาสเซิล (.2-.8% ในอาหาร) และโรคกัมโบโร (.4%)   ในไก่เนื้อ  บังอรและคณะ  (2547) ศึกษาระดับและชนิดของสมุนไพร กระชาย  ไพล ใบฝรั่ง ทดสอบความเป็นพิษและผลต่อการป้องกันโรคบิดในไก่ พบว่า ค่า LC50 (letal concentration)  มีค่าสูงกว่ายากันบิดAmprolium และพบว่า การเสริมใบฝรั่ง 3% ในอาหารมีแนวโน้มว่าช่วยลดการวิการของโรคบิดในไก่ได้  ชัยวัฒน์ และคณะ(2547) ทดลองใช้ขมิ้นชันเป็นสารต้านออกซิเดซั่นต่อสถานะภาพภูมิคุ้มกัน และสมรรถภาพการเจริญเติบโตของไก่เนื้อที่อยู่ในภาวะเครียด พบว่าการเพิ่มความหนาแน่นในการเลี้ยงไก่เนื้อมี      แนวโน้มที่จะทำให้ไก่เกิดความเครียดสูงส่งผลให้เกิด lipid peroxidationในพลาสมาเพิ่มขึ้น เกิดภาวะ       กดภูมิคุ้มกันและการฟ่อตัวของอวัยวะน้ำเหลืองเพิ่มขึ้น และให้ผลตอบสนองทางลบต่ออัตราแลกเนื้อในช่วงอายุ 22-45 วัน การเสริมขมิ้นชัน อัตรา 2 กก/ตันอาหารหรือ คิดเป็น curcuminiod 100 ppm เพื่อเป็นสารต้านออกซิเดชั่นมีแนวโน้มช่วยเพิ่มการเจริญเติบโต และลดภาวการณ์กดการตอบสนองของภูมิคุ้มกันในไก่เนื้อที่เกิดภาวะเครียดได้ นอกจากนี้ กิติมา และคณะ (2548)  ทดลองเสริม ขมิ้นชันและบอระเพ็ด ในอาหารไก่เนื้อในระดับที่เหมาะสมสามารถลดความเครียด ในขณะที่กระตุ้น๓มิคุ้มกันในกระแสเลือดต่อเชื้อไวรัสนิวคลาสเซิลได้ 

 

การใช้เทคนิคจุลินทรีย์ในการเลี้ยงสัตว์ในประเทศไทย

 

       ขณะนี้มีเกษตรกรผลิตน้ำหมักชีวภาพใช้ด้วยตนเอง มีกระบวนการผลิตหลายรูปแบบ และใช้พืช   ตั้งต้นที่แตกต่างกัน ส่วนมากนำไปใช้ในการเกษตร ปศุสัตว์ ประมง และรักษาสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ  เช่น ฟาร์มสุกรแห่งหนึ่งในจังหวัดสุรินทร์ได้ผลิตน้ำหมักชีวภาพจากผลไม้ใช้ผสมน้ำให้สุกรกิน ทำให้สุกรมีสุขภาพแข็งแรง ลดอาการท้องเสีย และลดกลิ่นและแมลงวันและน้ำเสียจากการเลี้ยงสุกร ทำให้ลดค่าใช้จ่ายในการซื้อยารักษาโรค และสามารถเลี้ยงในชุมชนได้  นอกจากนี้มีฟาร์มไก่ไข่ในจังหวัดสระบุรี  ใช้น้ำหมักชีวภาพ และสมุนไพรเลี้ยงไก่ไข่ทำให้เลิกใช้ปฏิชีวนะผสมในอาหารไก่ไข่ โดยการจัดการฟาร์มที่ได้มาตรฐานร่วมด้วย นอกจากนี้มีหัวเชื้อชีวภาพที่เรียกว่า  EM  (effective microorganism) ผลิตภัณฑ์ของมูลนิธิคิวเซและและ  พด. ของกรมพัฒนาที่ดิน ใช้ในการเกษตรและปศุสัตว์  แต่ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับองค์ประกอบทางเคมี และชีวภาพมีน้อยมาก  ผลของการใช้มีความผันแปรหลากหลาย ไม่มีข้อบ่งใช้ที่จะยืนยันคุณภาพและประสิทธิผล ส่วนมากเป็นการใช้ตามภูมิปัญญาที่ได้พัฒนาด้วยตนเองมาตลอด 

 

       สำหรับข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ของน้ำหมักชีวภาพนั้น กรมวิชาการเกษตร (2547) ได้เก็บตัวอย่างน้ำหนักชีวภาพทั่วประเทศ 200 ตัวอย่างมาวิเคราะห์ พบว่าแบคทีเรียที่พบในน้ำหมักชีวภาพที่หมักนานกว่า 1 ปี ส่วนมากเป็นแบคทีเรียแกรมบวก ได้แก่ กลุ่มBacillus ,Lactobacillus  พบปริมาณน้อยได้แก่ Pediococcus, Streptococcus และ Lueconostic และเชื้อราที่พบเป็นพวกยีสต์ Saccharomyces cerevisiae ซึ่งสอดคล้องกับ Probiotics ที่มีการผลิตป็นการค้าในต่างประเทศที่กล่าวมาแล้ว นอกจากนี้ผลการวิเคราะห์วิจัย พบว่ากระบวนการที่เกิดขึ้นเมื่อนำ พืช สัตว์ที่เป็นวัสดุอินทรีย์ไปหมักกับกากน้ำตาลทำให้สารอินทรีย์ไหลออกมาจากเซลล์โดยกระบวนการพลาสโมไลซีส จุลินทรีย์ที่ติดมากับวัสดุที่หมักจะเจริญเติบโตโดยใช้กากน้ำตาลและสารประกอบอินทรีย์เป็นแหล่งอาหารและย่อยสลายสารอินทรีย์ให้มีโมเลกุลเล็กลง สารอินทรีย์และ     จุลินทรีย์ที่ได้จึงมีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับ วัสดุหลักที่ใช้ สภาพแวดล้อมในการหมัก

 

      น้ำหมักชีวภาพ เป็นเทคโนโลยีชีวภาพท้องถิ่นที่ชาวบ้านสามารถทำเองได้ โดยการนำเอา พืช ผัก ผลไม้ ซากสัตว์ ไปหมักกับกากน้ำตาล โดยจุลินทรีย์ที่มีในบรรยากาศ หรือการใช้หัวเชื้อ EM หรือ พด. ผ่านกระบวนการหมักบ่มในอุณหภูมิที่เหมาะสม ในระยะเวลาหนึ่ง  คุณภาพของน้ำหมักชีวภาพมีความหลากหลายมาก

 

       จากข้อมูลทางวิชาการและข้อมูลการใช้ในฟาร์มเกษตรกรดังได้กล่าวมาแล้ว  สามารถสรุปได้ในเบื้องต้น กล่าวคือ การใช้สารสกัดจากสมุนไพร และสารสกัดจากพืชโดยกระบวนการหมักบ่มด้วยจุลินทรีย์ที่มีลักษณะจำเพาะ ด้วยระยะเวลาและวิธีการหมักบ่มที่เหมาะสม จะได้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นประโยชน์กับสัตว์ ซึ่งเป็นกลไกซับซ้อนส่งเสริมซึ่งกันและกัน (synergistic effects)   ดังนี้ คือ

 
    • เอ็นไซม์ (enzymes) ช่วยย่อยอาหารโปรตีน คาร์โบไฮเดรท ไขมัน เยื่อใยต่างๆ กระตุ้นกระบวนการใช้ประโยชน์อาหาร ทำให้สัตว์ใช้ประโยชน์อาหารที่กินเข้าไปได้อย่างมี         ประสิทธิภาพ และลดกลิ่นในมูลสัตว์
 
    • สารคล้ายปฏิชีวนะ (Bacterocins)  ที่ผลิตได้จากจุลินทรีย์ เช่น Pediocins  จาก  Pediococcus  sp., และ lactic acid  และ Hydrogen peroxide จากกลุ่มผลิตกรดแลคติค    ซึ่งสามารถทำลาย     เชื้อก่อโรคได้หลายชนิดได้แก่  Vibrio, E.coli, Salmonella, Camphylobactor, Pseudomonas , Staphylococcus,และ Clostridium
 
    • สารทำลายสารพิษของเชื้อก่อโรค (Toxin Killer) ซึ่งผลิตได้จากแบคทีเรียและยีสต์ บางชนิด
 
    • ไวตามิน บีรวม Thiamine,riboflavin,pyridoxine,niacin,biotin,cholin,B12 ,pantothenic,
 
    • แร่ธาตุบางชนิด
 

        ดังนั้นการใช้สารสกัดชีวภาพ       และสารสกัดสมุนไพรจึงมีผลทำให้สุขภาพสัตว์แข็งแรง เจริญเติบโตเร็ว ลดการเกิดโรค ได้ผลผลิต เนื้อ นม ไข่ที่ปลอดภัยจากเชื้อก่อโรคในคน (E.coli, salmonlla) ซึ่งเป็นเชื้อที่ถูกกำหนดในการตรวจคุณภาพเนื้อตามกระบวนการ Food safety
ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ทำให้เกิดกระบวนการทำงาน (mode of action) ที่มีประโยชน์ต่อสัตว์ ดังนี้

  1. Prebiotic effect  สารสกัดจากสมุนไพร และจากพืช มีผลส่งเสริมการทำงานของจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในทางเดินอาหาร ทำลายจุลินทรีย์ก่อโรค และช่วยย่อยอาหารและดูดซึมอาหารได้ดี เช่น เอนไซน์ ไวตามินต่างๆ
2. Probiotic effect  จุลินทรีย์ที่ทนต่อความเป็นกรดสูงได้แก่ กลุ่มที่ผลิตกรดแลคติก ทำให้เพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วในทางเดินอาหาร (ลำไส้)
3. Immnological effect ในระหว่างกระบวนหมักจุลินทรีย์กลุ่มสร้างกรดแลคติค จะผลิตโปรตีนสายสั้น ที่มีคุณสมบัติกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย หรือจากผนังเซลล์ของยีสต์จะผลิต Beta-glucan ที่มีคุณสมบัติกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มแบบไม่จำเพาะเช่นกัน
4. ปรับสมดุลย์ของความเป็นกรดด่างในทางเดินอาหาร  ส่งเสริมสุขภาพของทางเดินอาหาร ทำให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
 

        ดังนั้นจะเห็นได้ว่า สมุนไพรไทย และน้ำหมักชีวภาพตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน สามารถกำจัดเชื้อก่อโรคในระบบทางเดินอาหารของสัตว์ได้ จึงเป็นวิธีการที่ส่งเสริมการผลิตในท้องถิ่น มีศักยภาพให้สัตว์เลี้ยงปลอดจากเชื้อก่อโรคที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ อย่างไรก็ตามการศึกษาผลของการใช้สารธรรมชาติทั้ง สมุนไพร สารสกัดจากพืช และสารสกัด  ชีวภาพในการเลี้ยงสัตว์ที่มีผลต่อการเร่งการเจริญเติบโต การกระตุ้นภูมิคุ้มกัน หรือการฆ่าและทำลายเชื้อยังให้ประสิทธิผลที่ไม่คงที่ ซึ่งมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องหลายประการ ตั้งแต่วัตถุดิบไม่สม่ำเสมอ  สภาพการจัดการฟาร์ม ความสะอาด คอกโรงเรือนการถ่ายเทอากาศ การสัมผัสเชื้อโรค ฉะนั้นจึงทำให้ผลการศึกษาที่ได้มีความผันแปรมาก  

 

 


 
 
               
 
2006 Copyright Information | โครงการพัฒนาปศุสัตว์อินทรีย์ กรมปศุสัตว์