ในปี พ.ศ.2538
ได้มีการนำกวางพันธุ์รูซ่า (Cervus timorensis) จากประเทศนิวคาลิโดเนีย ซึ่งเป็นกวางที่ไม่ได้อยู่ในบัญชีอนุสัญญาการค้าระหว่างประเทศเพื่อคุ้มครองสัตว์ป่าที่หายาก
The Convention on International Trade in Endangered Species (CITES) หรือในพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า
พ.ศ.2535 โดยสหกรณ์กวางแห่งประเทศไทย จำนวนกว่า 1,500 ตัว ให้กับเกษตรกรสมาชิก
240 ราย ปัจจุบันคาดว่า (2538-2544) มีกวางรูซ่าเลี้ยงขยายพันธุ์อยู่ทั่วประเทศประมาณ
5,000 ตัว ขณะที่สถิติจำนวนกวางในประเทศไทยแสดงตามภาคต่างๆ ระหว่างปี 2541-2542
มีกวางจำนวน 2,000 ตัว
ตารางที่ 1 สถิติจำนวนกวางในประเทศไทยแสดงตามภาคต่างๆ ระหว่างปี
2541-2542
|
ปี
พ.ศ. |
ภาคกลาง |
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ |
ภาคเหนือ |
ภาคใต้ |
รวมทั้งประเทศ |
|
2541 |
2,082 |
65 |
6 |
20 |
2,173 |
|
2542 |
1,766 |
179 |
6 |
53 |
2,004 |
ที่มา : กองแผนงาน
กรมปศุสัตว์
ขณะนี้คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้ปรับปรุง
แก้ไขกฎหมายอนุญาตให้เลี้ยงกวางไทยเป็นสัตว์เศรษฐกิจได้แล้ว เนื่องจากกวางไทยมีขนาดใหญ่ให้ผลผลิตเขา
เนื้อ และหนังมากกว่ากวางรูซ่า จึงนับว่าเป็นข่าวดีของวงการเลี้ยงกวาง
อย่างไรก็ตามการเลี้ยงกวางต้องใช้ต้นทุนสูง
ค่ารั้ว โรงเรือน อาหาร และค่าพันธุ์กวางรูซ่า ตัวละ 15,000 -25,000 บาท ขึ้นอยู่กับอายุ
ขนาด และสภาพตัวสัตว์ สำหรับในการทำฟาร์มกวางมีการประมาณค่าใช้จ่ายลงทุน จะเป็นค่าที่ดิน
55% ค่าพันธุ์กวาง 23% ค่ารั้ว 11% อุปกรณ์ 4% และค่าอาหารแปลงหญ้า 7% ผลการเลี้ยงจะคืนทุนเมื่อเข้าสู่ปีที่
5-6 ดังนั้น จึงต้องมีเงินลงทุนระยะยาว แต่อาจสามารถลดต้นทุนลงได้โดยใช้กวางที่เกิดในประเทศเป็นแม่พันธุ์
ใช้วัสดุพื้นบ้านในการกั้นคอก และจัดหาวัสดุเหลือใช้จากการเกษตรเลี้ยงกวาง
โดยทั่วไปเกษตรกรจะจำหน่ายลูกวางรูซ่าเพื่อนำไปเลี้ยงขยายพันธุ์ต่อตัวละ
15,000-25,000 บาท ขึ้นอยู่กับขนาด อายุ และความสมบูรณ์พันธุ์ การจำหน่ายเขากวางอ่อนอบแห้ง
ราคาส่ง กก.ละ 8,000-10,000 บาท
ราคาการจำหน่ายเขาให้กับผู้บริโภคแบ่งตามสรรพคุณเป็น
3 ส่วน
-
ส่วนปลายยอดของเขาอ่อนมีราคาแพงที่สุด เนื่องจากมีคุณค่าทางโภชนะมากกว่าส่วนอื่น
-
ส่วนกลางใช้รักษาโรคไข้ข้อ
-
ส่วนโคนเขาใช้รักษาในผู้ชราที่ขาดแร่ธาตุแคลเซี่ยม
ผลผลิตน้ำหนักของเขากวางและคุณภาพแตกต่างกันไปตามสายพันธุ์และอายุกวาง
คุณภาพของเขากวางสามารถแบ่งได้เป็นเกรด โดยเขากวางคุณภาพดีจะมีความยาวของลำเขา
(beam) ไม่น้อยกว่า 40 ซ.ม. ขนาดเส้นรอบวงของลำเขาไม่น้อยกว่า 18 ซ.ม. หรือสามารถทำเป็นผลิตภัณฑ์เขากวางอ่อนในรูปแคปซูลจำหน่าย
เม็ดละ 12-25 บาท (ขณะที่ต่างประเทศขายในราคา 50 บาท) สำหรับราคาจำหน่ายเนื้อกวางชำแหละ
กก.ละ 300-600 บาท ขึ้นอยู่กับคุณภาพและชิ้นเนื้อส่วนต่างๆ นอกจากนี้ยังสามารถจำหน่ายหนังกวางส่งโรงฟอกเพื่อทำเครื่องหนังเป็นสินค้าส่งออกราคาแพง
ในปี 2541-2542
มีการนำเข้าเนื้อกวางปีละจำนวนกว่า 2,000 กก. เป็นเงินประมาณ 500,000 บาท รวมทั้งในปี
2542 มีการนำเข้าเขากวางอ่อน 1 ตัน เป็นเงินกว่า 440,000 บาท เนื่องจากธุรกิจฟาร์มเลี้ยงกวางในประเทศยังอยู่ในช่วงระยะเริ่มต้น
เกษตรกรส่วนใหญ่จำหน่ายพันธุ์กวางระหว่างเกษตรกรด้วยกันเพื่อนำไปใช้ขยายพันธุ์
แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งที่ปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาด ผู้บริโภคมากขึ้น อาจทำให้ต้องหาตลาดต่างประเทศรองรับ
การเลี้ยงกวางรูซ่าในประเทศออสเตรเลียมีวัตถุประสงค์เพื่อผลิตเนื้อเขากวางอ่อนเป็นเพียงผลพลอยได้
ซึ่งรายได้ส่วนใหญ่ได้จากการจำหน่ายเนื้อกวางสูงถึง 90% เขากวาง 6% และกวางมีชีวิต
4% ตลาดการส่งออกของเนื้อกวางส่วนใหญ่อยู่ในแถบประเทศยุโรปและอเมริกาซึ่งนิยมบริโภคเนื้อกวางเพื่อสขภาพกันมาก
เนื่องจากเนื้อกวางมีไขมันปริมาณค่อนข้างค่ำและมีไขมันประเภทอิ่มตัว (คลอเรสเตอรอลที่เป็นสาเหตุไขมันอุดตันในเส้นเลือดน้อยมาก
ขณะเดียวกันกรดไขมันในเนื้อกวางเป็น essential fatty acid ที่จำเป็นต่อร่างกายมีอยู่ในปริมาณค่อนข้างสูง)
ตารางที่ 2 สถิติการนำเข้า-ส่งออกกวาง ระหว่างปี 2541-2542
| รายการ |
หน่วย
|
นำเข้า
|
ส่งออก
|
| 2541 |
2542 |
2541 |
2542 |
1.
กวางมีชีวิต
|
ตัว
บาท |
-
- |
2
50,042 |
-
- |
-
- |
2.
ผลิตภัณฑ์
- เนื้อกวาง
- เขากวาง
|
กก.
บาท
กก.
บาท
|
2,409
466,360
2
40,000
|
1,925
497,484
985
440,587
|
-
-
-
-
|
-
-
-
-
|
ที่มา : กองแผนงาน
กรมปศุสัตว์
กวางเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม
กีบคู่ เคี้ยวเอื้อง จัดอยู่ใน
| ลำดับ
Order : Artioduatgla |
| |
วงศ์
Family : Cervidae |
| |
|
วงศ์ย่อย
sub-family : 4 วงศ์ย่อย |
| |
|
|
สกุล
Genus : 16 สกุล |
| |
|
|
|
ชนิด
Species : 37 ชนิด |
กวางสามารถอาศัยอยู่ในทุกสภาพภูมิอากาศ
มีการกรจายพันธุ์ตั้งแต่ทวีปอเมริกา เอเชีย ยุโรป และแอฟริกา สำหรับกวางในสกุล
Cervus ที่พบในประเทศไทย มี 4 ชนิด คือ สมัน (Schomburk's deer, Cervus
schomburhki ) ละองละมั่ง (Brow-antlered deer, Cervus eldi
) เนื้อทรายและกวางป่า กวางป่าเป็นชนิดย่อย (sub-species) Cervus uniculor
equinus (สวัสดิ์,2527)
|
ฟัน |
โตเต็มที่มีฟันแท้
32-34 ซี่
- ฟันบนประกอบด้วย ฟันเขี้ยว 0-2 ซี่ ฟันเคี้ยว 6 ซี่ ฟันบด 6 ซี่
- ฟันล่างประกอบด้วย ฟันตัด 6 ซี่ ฟันเขี้ยว 2 ซี่ ฟันเคี้ยว 6 ซี่ ฟันบด
6 ซี่ |
|
ต่อมน้ำตา
(facial gland) |
อยู่ใต้หัวตาทั้ง
2 ข้าง ลักษณะเป็นร่อง ทำหน้าที่คัดหลั่งสิ่งขับที่มีกลิ่นฉุน ไหลตามร่องน้ำตา
เพื่อปล่อยกลิ่น โดยกวางจะเอาหน้าถูกตามต้นไม้เป็นการแสดงอาณาเขต |
|
เขา
(antler) |
กวางมีเขาเฉพาะตัวผู้
ยกเว้นกวางเรนเดียร์ ตัวเมียจะมีเขาด้วย และกวางมัสค์ จะไม่มีเขาทั้งตัวผู้และตัวเมีย |
|
กระเพาะอาหาร
|
มี 4 กระเพาะ
กวางไม่มีถุงน้ำดี ยกเว้นกวางมัสค์ที่มีถุงน้ำดี |
|
เต้านม |
มี 4 เต้า |
พันธุ์กวางที่สามารถนำมาเลี้ยงเป็นสัตว์เศรษฐกิจในประเทศไทย |
การทำฟาร์มกวางในประเทศไทย
มีข้อจำกัดในการห้ามเลี้ยงกวางป่า เนื่องจากเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง และได้มีการแก้ไขพระราชบัญญัติให้ทำการเพาะเลี้ยงในเชิงการค้าได้
โดยต้องขออนุญาตจากกรมป่าไม้ เพื่อป้องกันควบคุมการลักลอบจับสัตว์ป่าเพื่อการซื้อขาย
พันธุ์กวางที่เลี้ยงทั่วไป ได้แก่
| กวางป่า
หรือกวางม้า |
มีถิ่นกำเนิดในประเทศมาเลเซีย
เกาะสุมาตรา อินเดีย จีน ไต้หวัน กัมพูชา ลาว และไทย เป็นกวางที่มีขนาดใหญ่
สีน้ำตาลเข้ม |
เนื้อทราย |
มีถิ่นกำเนิดในเอเชีย
พบได้ใน พม่า กัมพูชา ลาว เวียดนาม และไทย มีขนาดเล็ก-กลาง |
|
กลางดาว |
เป็นกวางที่มีขนาดเล็ก
เลี้ยงอยู่ในประเทศไทยมานานกว่า 50 ปี อุปนิสัยค่อนข้างเชื่องกว่าพันธุ์อื่นๆ |
กวางรูซ่า |
มีถิ่นกำเนิดในประเทศอินโดนีเซียและมาเลเซีย
ขนาดกลาง สีขนเทาจนถึงน้ำตาลเหลือง |
|
กวางซีก้า |
มีถิ่นกำเนิดในประเทศญี่ปุ่น
จีน เวียดนาม เป็นกวางที่มีขนาดกลาง ขนสีเหลืองอมน้ำตาล นิยมเลี้ยงเพื่อตัดเขากวางอ่อน |
กวางฟอลโล |
มีถิ่นกำเนิดในยุโรป
ลำตัวสีเทา-น้ำตาล มีจุดสีขาวหางยาว |
|
กวางแดง |
มีถิ่นกำเนิดในยุโรป
ขนสีน้ำตาลแดง มีขนาดใหญ่ |
ตารางที่ 3 ชนิดพันธุ์กวางที่สามารถเลี้ยงเป็นสัตว์เศรษฐกิจในประเทศไทย
|
พันธุ์กวาง |
ชื่อสามัญ |
ชื่อวิทยาศาสตร์ |
ประเภทสัตว์ |
|
กวางป่า,
กวางม้า |
Sambar
deer |
Cervus
uniculor |
สัตว์เศรษฐกิจ |
เนื้อทราย |
Hog
deer |
Cervus
porcinus |
สัตว์เศรษฐกิจ |
|
กวางดาว |
Chital
deer |
Axis
axis |
สัตว์เศรษฐกิจ |
กวางรูซ่า |
Rusa
deer |
Cervus
timorensis |
สัตว์เศรษฐกิจ |
|
กวางซีก้า |
Sika
deer |
Cervus
nippon |
สัตว์เศรษฐกิจ |
กวางแดง |
Red
deer |
Cervus
elaphus |
บัญชีไซเตรส |
|
กวางฟอลโล |
Fallow
deer |
Dama
dama |
บัญชีไซเตรส |
ที่มา : Grzimek
(1984)
|
นอกจากนี้ยังมีกวางมัสค์
(Musk deer, Moschus moschiferus) ที่ประเทศจีนสกัดสารที่มีกลิ่นฉุนจากต่อมบริเวณช่องท้องของกวางตัวผู้
ใช้ทำการผลิตหัวน้ำหอม และกวางในเขตหนาวอื่นๆ เช่น กวางวาปิติ (Wapiti
or Elk deer, Cervus canadensis) กวางเรนเดียร์ (Reindeer, Rangifer
tarandas) เป็นต้น |
ตารางที่ 4 ข้อมูลจำเพาะของกวางพันธุ์ต่างๆ
|
พันธุ์กวาง |
น้ำหนัก
(กก.) |
ส่วนสูง
(ซ.ม.) |
ความยาว
(ซ.ม.) |
ระยะอุ้มท้อง
(วัน) |
|
กวางป่า
(อินเดีย) |
150-315 |
120-150 |
170-270 |
240 |
เนื้อทราย |
70-110 |
60-75 |
105-115 |
220-235 |
|
กวางดาว |
75-100 |
75-97 |
110-140 |
210-225 |
กวางรูซ่า |
102 |
110 |
- |
252 |
|
กวางซีก้า |
45-80 |
63-109 |
110-170 |
222-240 |
กวางแดง |
75-340 |
75-150 |
165-265 |
225-262 |
|
กวางฟอลโล |
35-200 |
80-105 |
130-235 |
232-237 |
ที่มา : Grzimek
(1984)
|
กวางป่า
หรือ กวางม้า "กวางไทย" |
|
|
ลักษณะทั่วไป
- ถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชียใต้ ตั้งแต่ อินเดีย ศรีลังกา เนปาล พม่า ภูฎาน
ไทย ลาว เขมร เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย และบางส่วนของจีน
- มีขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้
- สีขาวแกมน้ำตาลเข้ม หางค่อนข้างสั้น แต่ใหญ่ หางยาวประมาณ 26-30 ซ.ม.
ขนหางด้านล่างมีสีขาว เพศเมียมีสีอ่อนกว่า
- บริเวณหัวตาแต่ละข้างจะมีแอ่งน้ำตาขนาดใหญ่ เรียกว่า ต่อมใต้กระบอกตา
ใช้ในการผลิตสารที่มีกลิ่นฉุนสำหรับสื่อสารและบอกอาณาเขต จะขยายใหญ่ช่วงฤดูผสมพันธุ์
- เพศผู้อาจมีน้ำหนักถึง 320 กก. แต่ทั่วไปน้ำหนักเฉลี่ย 250 กก. วัดความยาวจากปลายจมูกถึงโคนหาง
180-200 ซ.ม. ความสูงจากพื้นถึงไหล่ 140-160 ซ.ม.
- เพศเมียอาจมีน้ำหนักถึง 250 กก. เฉลี่ย 155 กก. สูง 120 ซ.ม. |
อุปนิสัย
ชอบอยู่สันโดษ
โดยเฉพาะตัวผู้ ได้ชื่อว่าเป็นกวางที่มีการรวมฝูงน้อยที่สุด รวมฝูงประมาณ
2-4 ตัว และส่วนใหญ่จะไม่ต่อสู้เพื่อคุมฝูงตัวเมีย อาศัยในป่าธรรมชาติทุกภาคของประเทศไทย
ชอบหากินในทุ่งโล่งและชายป่าในเวลากลางคืนและช่วงเช้า เมื่ออากาศร้อนจะหลบซ่อนไปนอนตามพุ่มไม้ชายป่า
และบางครั้งขอบนอนแช่ในปลักเช่นเดียวกับควาย สายพันธุ์ที่พบในไทยเป็นสายพันธุ์ย่อย
ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cervus unicolor equinus (สวัสดิ์, 2527)
กินใบไม้
ประมาณ 66.6% กินหญ้าประมาณ 20.4% และเป็นพืชตามพื้นดินและลูกไม้ประมาณ
13% (Jac Saxton, 1983) และได้ชื่อว่า สามารถปรับพฤติกรรมการกินได้สูงสุด
ทั้งนี้ ขึ้นกับแหล่งอาหารและอาหารที่มี |
|
ลักษณะทั่วไป
- มีขนาดเล็ก ขนสีน้ำตาล หรือสีน้ำตาลแกมแดง บางตัวอาจจะมีจุดสีขาวบริเวณลำตัว
- มีถิ่นกำเนิดในที่ราบลุ่มของประเทศอินเดีย ปากีสถาน พม่า เนปาล อัสสัม
กัมพูชา เวียดนาม และไทย ปัจจุบันประเทศไทยพบยากมากในป่าธรรมชาติ แต่มีการเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์ได้ดีในการเลี้ยงขังตามสวนสัตว์
และฟาร์มเอกชนหลายแห่ง
- ค่อนข้างเจ้าเนื้อ อ้วนเตี้ยคล้ายหมู (Hog)
- เพศผู้เมื่อโตเต็มที่มีความสูงที่หัวไหล่ 70 ซ.ม. หนัก 45-50 กก. เพศเมีย
มีขนาดเล็กกว่า สูง 61 ซ.ม. และหนัก 30 กก.
- เขา มีเฉพาะตัวผู้ เขาเทียนจะเริ่มงอกเมื่ออายุประมาณ 8 เดือน และผลัดเปลี่ยนเขาทุกปี
เขาของเนื้อทรายจะมีข้างละ 3 กิ่ง คล้ายกับเขาของกวางป่า |
อุปนิสัย
โดยธรรมชาติชอบอาศัยอยู่ในป่าโปร่ง
และตามทุ่งหญ้า เนื้อทรายจะตื่นตกใจง่ายคล้ายกับกวางดาว เวลาวิ่งมักจะก้มหัวต่ำและชอบมุด
ไม่ชอบกระโจนหรือกระโดด ถ้าถูกต้อนอยู่ในที่คับแคบ ตัวผุ้ที่มีเขาจะทำร้ายกวางตัวอื่นๆ
ที่อยู่ใกล้
เนื้อทรายสามารถผสมพันธุ์ได้ตลอดทั้งปี
ระยะตั้งท้องประมาณ 8 เดือน โดยปกติตกลูกครั้งละ 1 ตัว เคยพบอยู่บ่อยครั้งเวลามีลูกอ่อน
แม่เนื้อทรายตัวอื่นๆ จะเข้ามาดูแลและแย่งเลี้ยงลูก เนื้อทรายอาจจะผสมพันธุ์กับกวางดาวและละมั่งได้
เนื่องจากเนื้อทรายเป็นกวางที่ชอบมุด
ดังนั้น ในการทำรั้วแปลงหญ้าในส่วนที่ติดดิน ควรก่ออิฐหรือตอกหมุดฝังดินยึดรั้วให้แน่น
เนื้อทรายไม่ควรเลี้ยงปนกับกวางอื่น เคยมีผู้เลี้ยงเนื้อทรายปนกับกวางป่า
ปรากฏว่าพ่อพันธุ์เนื้อทรายจะควบคุมกวางป่าตัวเมียเวลาเป็นสัด ทำให้พ่อกวางป่าไม่สามารถผสมพันธุ์ได้
แม้เนื้อทรายจะตัวเล็กกว่า แต่วงเขาแคบ ทำให้กวางป่าไม่กล้าเข้าผสมพันธุ์กับแม่กวางที่เป็นสัด |
|
|
ลักษณะทั่วไป
- มีขนาดกลาง ลำตัวสีน้ำตาลเหลือง-น้ำตาลเทา เพศเมียสีอ่อนกว่าเพศผู้
- สูงประมาณ 1.1-1.3 เมตร
- สายพันธุ์ชวารูซ่า น้ำหนักโตเต็มที่ เพศผู้ 120-160 กก. เพศเมีย 65-90
กก.
- สายพันธุ์โมลัคกัน น้ำหนักโตเต็มที่ เพศผู้ 80-100 กก. เพศเมีย 50-60
กก.
อุปนิสัย
- ชอบอยู่เป็นฝูง นิสัยค่อนข้างตื่นตกใจง่าย และจะวิ่งหนี สามารถกระโดยได้สูงถึง
2 เมตร โดยเฉพาะพ่อแม่พันธุ์ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ
- ช่วงที่เขาแข็ง จะแสดงอาการดุร้าย หวงตัวเมีย จะไม่ให้ตัวผู้อื่นเข้าใกล้
ไล่ขวิดกันจนกว่าจะยอมแพ้หนีไปเอง บางครั้งขวิดกันจนขาหักอาจตายได้ |
กวางที่จับแยกจากแม่มาเลี้ยงตั้งแต่เล็กอายุไม่เกิน
2 เดือน ค่อนข้างเชื่องและคุ้นเคยกับคนเลี้ยงทั้งเพศผู้และเพศเมีย สามารถปล่อยออกมาเดินเล่นกับคนได้
เมื่อถึงระยะที่เขาแข็งกวางเพศผู้ที่คุ้นเคยกับคนจะดุมาก จะแสดงอาการเดินเข้าหาแบบช้าๆ
ขนที่คอจะตั้งชัน ร่องที่ใต้ตาจะเปิดออก ทำริมฝีปากม้วน ฉี่เป็นวงใส่ตัวเอง
กระทืบเท้าและทุ่มตัวเข้าใส่ พร้อมที่จะขวิดเมื่อคนเข้าใกล้
ลูกกวางที่จับมาเลี้ยงด้วยนมกระบือมุร่าห์
ถ้าจับมาตั้งแต่เล็กอายุไม่เกิน 1 สัปดาห์ ส่วนใหญ่จะดูดขวดนมได้เองและกินเก่งมาก
กวางอายุ 1-2 เดือน สามารถกินได้ถึง 1.2-1.4 ลิตร/ตัว/วัน |
|
ลักษณะทั่วไป
- ขนาดเล็ก มีถิ่นกำเนิดในยุโรป เมดิเตอร์เรเนียน
- โตเต็มที่สูงประมาณ 75-105 ซ.ม. น้ำหนัก 50-80 กก.
- หน้าสั้น ลำตัวสีน้ำตาลจาง-น้ำตาลสนิม มีจุดขาว บางตัวมีสีขาวตลอดลำตัว
ฤดูร้อนลำตัวเป็นสีน้ำตาลมีจุดขาวเห็นเด่นชัด หน้าหนาวลำตัวสีน้ำตาลสนิม-น้ำตาลเทา
มีจุดน้อยสีขาวจางๆ
อุปนิสัย
- ชอบอยู่รวมเป็นฝูง
- ค่อนข้างขี้ขลาด ตื่นเต้นได้ง่ายกว่าพันธุ์อื่น ถ้าเกิดเสียงดังจะวิ่งหนี
หรือกระโดด (คล้ายกระต่าย) ไปก่อน แล้วค่อยๆ เดินกลับมาดูอีกครั้ง แต่ถ้าถึงเวลาให้อาหารก็จะเข้าใกล้คน
ย้ายฝูงได้ง่าย |
กวางเพศผู้
ช่วงที่เขาแข็ง
ถ้าเกิดความเครียด เช่น การไล่ต้อนฝูงเข้าไปอยู่ในที่แคบๆ เพื่อทำเบอร์
หรือ ฉีดยา กวางตัวผู้จะหันไปขวิดกันเอง และหันมาทำร้ายกวางตัวเมียและลูกกวาง
อาจเกิดความเสียหายได้
กวางเพศเมีย
ระยะคลอดลูก
ถ้าเกิดความเครียดจากการไล่ต้อน หรือคนเข้าไปดูลูกเกิดใหม่ จะทำให้แม่กวางไม่ยอมเลี้ยงลูกและทิ้งลูกไปเลย
ต้องจับลูกมาเลี้ยง และส่วนใหญ่จะไม่รอดเนื่องจากลูกกวางอ่อนแอมาก |
ปัญหาและอุปสรรคที่พบในการเลี้ยงกวางฟอลโล
เนื่องจากกวางมีถิ่นกำเนิดในเขตหนาว
ต้องดุแลมากเป็นพิเศษทั้งด้านการให้อาหารข้นที่มีคุณภาพ และอาหารหยาบ
ในช่วงหน้าแล้งที่มีแต่หญ้าแห้ง หญ้าหมัก ต้องหาใบไม้สดเสริมเพราะกวางจะทรุดโทรมง่ายกว่ากวางพันธุ์อื่นๆ
ซึ่งจะมีผลต่อการให้ลูกให้ปีต่อไป
ลูกที่เกิดในฤดูผน
(พฤษภาคม-มิถุนายน) มีความชื้นในอากาศสูง ทำให้ลูกกวางมีสภาพอ่อนแอ และเกิดโรคปอดบวมแทรกซ้อนได้ง่าย
ทำให้เกิดการสูญเสียมาก จึงต้องกำหนดฤดูผสมพันธุ์เพื่อให้ลูกเกิดในช่วงปลายเดือนกันยายน-ต้นพฤศจิกายน |
|
ลักษณะทั่วไป
- มีขนาดค่อนข้างใหญ่ ถิ่นกำเนิดเดิมอยู่ในยุโรป
- ขนาดเมื่อโตเต็มที่ เพศผู้ หนัก 160 กก. เพศเมีย หนัก 90 กก. สูง
1.2-1.5 เมตร
- ลำตัวสีน้ำตาลแดง มีขนยาว หน้ายาว
อุปนิสัย
- ชอบอยู่รวมฝูง ไม่ปะปนกับกวางพันธุ์อื่นๆ
- ค่อนข้างเชื่อง โดยเฉพาะเพศเมีย ไม่ค่อยตื่นตกใจ แต่เพศผู้ยังคงตื่นคนอยู่
- เพศเมียจะเป็นตัวนำฝูงเมื่อมีการไล่ต้อน
- ชอบลงแช่น้ำในเวลากลางวัน |
เพศผู้
ในช่วงที่มีเขาแข็งจะต่อสู้กันเองเพื่อแย่งชิงเพศเมีย
ตัวใดชนะก็จะคุมฝูงและไล่ขวิดตัวผู้อื่นๆ ไม่ให้เข้าใกล้บริเวณที่มีตัวเมียอยู่
โดยจะวิ่งวนไปรอบฝูงตัวเมีย
เพศเมีย
ในช่วงแรกที่นำเข้ามาใหม่ๆ
กวางจะปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ไม่ดีนัก ทำให้ลูกกวางที่เกิดมาอ่อนแอตายเป็นจำนวนมาก
แม่กวางจะหวงลูกและซ่อนลูกไว้ใต้พุ่มไม้ ถ้ามีคนไปรบกวนหรือจับตัวลูกกวาง
แม่จะไม่ยอมรับลูกเลย บางครั้งจะให้หัวตบ กัด เตะ และกันไม่ให้เข้าฝูง
ลูกกวาง
ช่วงระยะหย่านมจะต้องมีการศึกษาระยะที่เหมาะสมในการหย่านม
เนื่องจากลูกกวางเมื่อหย่านมใหม่ๆ จะร้องเรียกแม่อยู่ตลอดเวลาและเดินวนรอบแปลงหญ้าตลอดคืน
ทำให้ลูกกวางเหนื่อยตายได้ |
ปัญหาและอุปสรรคที่พบในการเลี้ยงกวางแดง
เนื่องจากเป็นกวางที่มีถิ่นกำเนิดในเขตหนาว
และตัวใหญ่จึงค่อนข้างหอบง่ายกว่ากวางพันธุ์อื่นๆ เมื่อมีการไล่ต้อนเพื่อย้ายแปลง
ถ้าไม่สามารถย้ายได้ในการไล่ครั้งแรก หรือครั้งที่สอง จะต้องปล่อยให้กวางหยุดพักแล้วจึงไล่ใหม่
ทำให้เสียเวลาในการไล่ต้อน |
|
|
ลักษณะทั่วไป
- มีถิ่นกำเนิดในประเทศญี่ปุ่น จีน เวียดนาม
- มีขนาดกลาง ขนสีเหลืองอมน้ำตาล น้ำหนักเมื่อโตเต็มที่ เพศผู้ 70-110
กก. เพศเมีย 50-60 กก.
- ประเทศจีน เลี้ยงเพื่อผลิตเขากวางอ่อน เขากวาง มีข้างละ 4 กิ่ง
น้ำหนักเขาอ่อน 0.5-1 กก. ต่อคู่ ในร้ายขายยาจีน (เยาวราช) จำหน่ายเขากวางอ่อนอบแห้ง
ส่วนใหญ่เป็นเขากวางซีก้า
อุปนิสัย
มีความสามารถในการกินอาหารได้หลายชนิด
ทั้งหญ้าและใบไม้ เมื่อโตเต็มที่จะกินหญ้าสดประมาณ 10-15 กก./วัน สามารถรวมฝูงได้ดี
(กวางซีก้าที่มีขายในประเทศไทยเป็นสายพันธุ์เวียดนาม ซึ่งถูกจับมาเลี้ยงแบบขังนานกว่า
100 ปีแล้ว จึงเป็นกวางที่สามารถปรับตัวเข้ากับการเลี้ยงแบบขังคอกได้ดี
4-8 ตารางเมตร/ตัว) |
กวางลูกผสมแซมบ้า-รูซ่า
(Sambar-Rusa Crossbred) |
ลักษณะทั่วไป
เป็นกวางขนาดค่อนข้างใหญ่
เนื่องจากเป็นลูกผสมระหว่างกวางป่าไทยกับกวางรูซ่า ลักษณะคล้ายทั้งกวางแซมบ้าและกวางรูซ่า
อุปนิสัย
ชอบอยู่รวมฝูง
ไม่ปราดเปรียวมากนักเนื่องจากตัวขนาดใหญ่ ถ้าตื่นตกใจจะร้องเสียงดังแล้ววิ่งหนี
ชอบลงนอนแช่ปลักโคลน ช่วงเขาแข็งจะค่อนข้างดุ จะยืนจ้องและใช้เท้ากระทืบพื้นขู่
เช่นเดียวกับตัวเมียเวลาหวงลูก
ลูกกวางที่จับมาเลี้ยงจะเลี้ยงยากเนื่องจากไม่ยอมดูดนมเอง
ต้องบังคับโดยใช้นิ้วแหย่เข้าไปในปาก แล้วป้อนนมเข้าไป และใช้เวลาในการป้อนนมนาน |
พฤติกรรมของกวาง
กวางจัดเป็นสัตว์ประเภท
intermediate selector สามารถกินหญ้าและใบไม้ต่างๆ รวมทั้งยังสามารถแทะเปลือกต้นไม้เป็นอาหารได้
ปริมาณการกินได้ของกวางรูซ่าขึ้นอยู่กับพันธุ์ อายุ ขนาดและเพศ (ตารางที่ 5)
ตารางที่ 5 ปริมาณการกินได้ของกวางรูซ่า (กก.วัตถุแห้ง/ตัว/วัน)
|
ปริมาณการกินอาหาร |
เพศผู้ |
เพศเมีย |
ลูกกวาง
(6 เดือน)
กวางรุ่น (8 เดือน- 1 ปี)
กวางใหญ่ (มากกว่า 1 ปี) |
1.0
1.5
1.7 |
0.8
1.0
1.0-1.4 |
ที่มา : Woodford
and Dunning (1990)
กวางเป็นสัตว์ที่อาศัยในปาธรรมชาติทุกภาคของประเทศไทย
ทั้งป่าต่ำและป่าสูง ชอบหากินในทุ่งโล่งและชายป่าในเวลากลางวันและช่วงเช้า
และเมื่ออากาศร้อนจะขึ้นหลบซ่อนไปนอนตามพุ่มไม้ชายป่า
อาหารที่ใช้เลี้ยงกวาง
| อาหารหยาบ
กวางเป็นสัตว์ที่กินพืชอาหารสัตว์ได้เกือบทุกชนิด เช่น หญ้า ถั่ว พืชอาหารสัตว์ต่างๆ
เช่น หญ้าหมัก ข้าวโพด ข้าวฟ่าง ต้นไมยราบ กระถิน ต้นไม้ใบต่างๆ แต่จะไม่ชอบกินพืชที่มีกลิ่นหรือยาง
เช่น ต้นดอกรัก สะเดา กะเพรา เป็นต้น ควรมีพืชอาหารสัตว์สำรองไว้ให้เพียงพอ
ถ้ากวางได้รับอาหารหยาบที่มีคุณภาพเพียงพอแล้วจะช่วยลดต้นทุนค่าอาหารข้น |
| อาหารข้น
ในช่วงฤดูแล้งที่ขาดแคลนหญ้าสด ช่วงกวางตั้งท้อง ช่วงให้นมลูก และกวางที่ป่วยอ่อนแอ
ควรเสริมอาหารข้น โดยจะใช้อาหารโคนมโปรตีน 16-18% ให้กินวันละ 1% น้ำหนักตัว |
จากการสังเกตพฤติกรรมการกินอาหารของกวาง
ในระยะแรกที่นำมาเลี้ยงกวางจะออกแทะเล็มพืชหญ้าและกินอาหารข้นในตอนเย็นและกลางคืน
ช่วงกลางวันจะอยู่รวมกันเป็นกลุ่มซ่อนตัวใต้ร่มเงาไม้ เนื่องจากกวางยังมีสัญชาติญาณของสัตว์ป่าระวังภัยอยู่
กวางกินหญ้าได้ทุกชนิด แต่ควรระวังหญ้าซิกแนล หากให้กินอย่างเดียวทุกวันอาจะได้รับเชื้อรา
หรือสารพิษ Saponin กวางจะเลือกกินส่วนของใบหญ้า ไม่ชอบกินส่วนก้าน และจะเลือกกินใบไม้หรือวัชพืชบางชนิด
คือ
- ใบไม้ที่กวางกินได้
เช่น ใบมะขามเทศ ใบกก ใบกล้วย ใบพุทรา ใบมะกอกป่า ใบกระถิน ใบขนุน ใบปีบ ใบตะคล้า
ใบไมยรา และใบพืชตระกูลถั่วชนิดต่างๆ
- ใบไม้ที่กวางไม่กิน
เช่น ใบสาบเสือ ใบหนาด ใบคันทา ใบดอกรัก ใบตีนกา ใบยอดอ้อย และใบต้นสบู่
การให้อาหารกวาง
| 1.
การเลี้ยงแบบขังกรง
ตัดพืชอาหารสัตว์มาให้กิน |
|
| |
-
ต้องมีพืชอาหารให้กินอย่างเพียงพอตลอดเวลา |
|
| |
- ควรมีแหล่งพืชอาหารอย่างน้อย
2-3 แหล่ง |
|
| |
- รางอาหารควรยาวพอให้กวางได้กินทุกตัว
ไม่เบียดกัน |
|
| |
- ควรตัดพืชอาหารให้กินหลายๆ
ชนิด และตัดหญ้าสดให้กินทุกวัน |
|
| 2.
เลี้ยงแบบปล่อยแปลงหญ้า |
|
| |
-
ควรมีแปลงหญ้าหมุนเวียนอย่างเพียงพอ (ไม่ควรน้อยกว่า 3 แปลง) |
|
| |
- ควรปลูกหญ้าไว้อย่างน้อย
2 ชนิด (ชนิดละแปลง) |
|
ในช่วงฤดูผสมพันธุ์
กวางตัวผุ้จะมีเขาที่แข็งเต็มที่ คอใหญ่ ไหล่หนาสีขนเข้มขึ้น และลูกอัณฑะจะมีขนาดใหญ่ทำให้มีน้ำเชื้ออสุจิมากจึงเป็นช่วงที่เหมาะสมในการผสมพันธุ์
พฤติกรรมของกวางจะทำเสียงขู่ เขาขวิดต้นไม้ ชนรั้ว ต่อสู้คน ต่อมใต้ตาเปิด
ตาขวาง ชอบเล่นน้ำ และชอบฉี่รดรอบตัวเองให้มีกลิ่นติดตัวเพื่อเรียกความสนใจจากตัวเมีย
และจะทำริมฝีปากม้วนคล้ายแพะ กวางบางพันธุ์จะเปลี่ยนสีขนในฤดูกาลผสมพันธุ์
เช่น กวางซีก้า จะเปลี่ยนสีขนเป็นสีน้ำตาลหมดทั้งตัว กวางรูซ่ามักจะตามไล่ตัวเมียที่เป็นสัด
แต่ถ้าเป็นกวางป่าตัวเมียจะเข้ามาหาตัวผู้ อัตราส่วนการคุมผูงผสมพันธุ์
ตัวผู้ : ตัวเมีย เท่ากับ 1:20-30 อายุที่เหมาะสมในการผสมพันธุ์ของกวางรูซ่าตัวผู้
อายุ 2 ปี น้ำหนัก 70 กก. ตัวเมีย อายุ 18 เดือน น้ำหนัก 45 กก. จะทำให้ความสมบูรณ์พันธุ์ต่ำลงด้วย
นอกจากนี้อาหารที่มีคุณภาพดีมีผลต่ออัตราการตั้งท้องสูงถึง 95% ถ้ากวางได้รับอาหารคุณภาพต่ำโอกาสการตั้งท้องเพียง
55% อายุที่เหมาะสมในการผสมพันธุ์ของกวางฟอลโล 16 เดือน ซึ่งมีน้ำหนักตัว
30 กก.
ฤดูกาลผสมพันธุ์ของกวางรูซ่าโดยปกติจะอยู่ในช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม
แต่จากการศึกษาข้อมูลการเกิดของลูกกวางพันธุ์ต่างๆ พบว่า ลูกกวางพันธุ์รูซ่าเกิดขึ้นตลอดปี
ซึ่งหมายถึงกวางรูซ่าสามารถผสมพันธุ์ได้ตลอดทั้งปีเช่นเดียวกับกวางพันธุ์พื้นเมืองของไทย
ที่มีลูกเกิดตลอดปี ขณะที่กวางแดงและกวางฟอลโลเป็นกวางพันธุ์ยุโรปที่มีฤดูผสมพันธุ์ค่อนข้างสูงมาก
(highly season patterns of reproduction) ระหว่างเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน
และจะคลอดลูกในเดือน มิถุนายน-สิงหาคม ทั้งนี้อาจเนื่องจากความยาวของแสง
(photoperoid) มีอิทธิพลต่อการผสมพันธุ์ของกวางแดงและกวางฟอลโล (Asher
และคณะ, 1991) กวางส่วนใหญ่มักคลอดลูกเพียงตัวเดียว แต่กวางมูส และกวางน้ำจีน
(Chinese Water Deer) ที่ให้ลูกแฝด
กวางม้า
เนื้อทราย กวางรูซ่า และกวางแดง สามารถผสมข้ามพันธุ์กันได้เนื่องจากอยู่ในตระกูล
Cervus เดียวกัน |
| สภาพพื้นที่ในการเลี้ยงกวาง |
|
| -
พื้นที่ในการเลี้ยงกวางควรเป็นที่ดอน หรือหากเป็นพื้นราบไม่ควรมีน้ำขังแฉะจนเป็นโคลนตม |
| - ลักษณะแปลงที่ปล่อยเลี้ยงกวางควรเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า
และมีแปลงไม่น้อยกว่า 3 แปลง เพื่อแยกเลี้ยงกวางระยะอุ้มท้องกับแม่เลี้ยงลูก
กวางหย่านม และกวางที่โตเต็มที่ |
| -
ควรมีทางวิ่ง (race way) ระหว่างทุกแปลงสำหรับใช้ต้อนกวาง |
| - ควรมีต้นไม้ใหญ่ในแปลง
หรือที่ให้ร่มเงาและไว้หลบซ่อนระวังภัย เนื่องจากกวางเป็นสัตว์ที่ตกใจง่าย
เมื่อตกใจจะกระโจนไปตามแนวรั้ว ชนบาดเจ็บ |
| -
ควรเลี้ยงกวางให้ห่างจากฟาร์มแกะและสุกรอย่างน้อย 1 กิโลเมตร เนื่องจากอาจจะติดเชื้อโรค
Malignant catarrh จากแกะ และอาจะติดเชื้อโรคปากและเท้าเปื่อยจากสุกรได้ |
| - ถ้าเป็นไปได้ควรนำตัวอย่างดินส่งตรวจเชื้อมงคล่อพิษ
และเชื้อแอนแทรกซ์ |
| -
การล้อมรั้วกวาง ขอบล่างให้ติดพื้นดิน และใช้เส้นรั้วลวดหนามขึงติดกับพื้นดินป้องกันสุนัขเข้ามาทำร้าย
กวางรูซ่าควรมีรั้วรอบนอกสูงไม่น้อยกว่า 1.9 เมตร และใช้รั้วที่มีความยืดหยุ่นได้ดี
ป้องกันกวางได้รับบาดเจ็บจากการวิ่งชนกระแทก |
| - หากเลี้ยงกวางจำนวนมากควรมีคอกคัดกวาง
(deer yard) และมีซองบังคับตัวกวาง (deer crush) เพื่อสะดวกในการจัดการ
เช่น คัดกวางสำหรับแบ่งฝูง ชั่งน้ำหนัก ตัดเขา หรือทำวัคซีน |
| -
แม่กวางก่อนและหลังคลอด ควรแยกเลี้ยงในแปลงที่มีร่มเงาหรือมีไม้สูงเพื่อใช้เป็นที่หลบคลอดลูก |

ทางวิ่ง (race way) ใช้สำหรับต้อนกวาง |

รั้วกวาง แบบ tight lock |
|

ซองบังคับตัวกวาง deer curck สำหรับตัดเขา/ฉีดยา |
ความหนาแน่นในการเลี้ยงกวาง
แบบขังกรง
กวางอุ้มท้องใกล้คลอดและเลี้ยงลูกใช้พื้นที่ 100 ตรม. ขนาดอื่นใช้พื้นที่ 50
ตรม.
แบบปล่อยแปลง
(stocking rate) ขึ้นอยู่กับคุณภาพของแปลงหญ้า ถ้าคุณภาพดีสามารถเลี้ยงกวางรูซ่า
2-3 ตัว/ไร่ กวางฟอลโล 2-4 ตัว/ไร่ กวางแดง 1 ตัว/ไร่ เมื่อเปรียบเทียบพื้นที่ใช้แปลงหญ้าเลี้ยงโค
1 ตัว เท่ากับเลี้ยงกวางฟอลโลได้ 8 ตัว หรือกวางแดง 3 ตัว หรือคิดตามปริมาณความต้องการอาหาร
(วัตถุแห้ง)
ตัวอย่าง ถ้าหากเลี้ยงแม่กวาง
5 ตัว พ่อพันธุ์ 1 ตัว จะต้องใช้หญ้าสดกี่กิโลกรัม?
| |
แม่กวาง
5 ตัว กินอาหารตัวละ 1.0 กก. รวมกิน |
5
กก./วัน |
| |
พ่อกวาง
1 ตัว กินอาหารตัวละ 1.7 กก. รวมกิน |
1.7 กก./วัน |
| |
รวมกินอาหาร
(วัตถุแห้ง) |
|
| |
(หญ้าสด
มีวัตถุแห้งประมาณ 25%) |
|
| |
จะต้องตัดหญ้าสดให้กินวันละ
(6.7x100)/25= |
26.8 กก./วัน |
สมรรถภาพการเจริญเติบโตของกวางรูซ่า
หากมีการจัดการให้อาหารคุณภาพแตกต่างกัน
จะทำให้กวางมีน้ำหนักตัว 70 กก. ที่อายุต่างกันได้ กล่าวคือ ถ้าให้หญ้าคุณภาพดีผสมพืชตระกูลถั่วหรือเสริมอาหารข้น
จะทำให้กวางมีน้ำหนักตัว 70 กก. เมื่ออายุ 1 ปี แต่ถ้าให้อาหารหยาบเพียงอย่างเดียวอาจจะใช้เวลานานอายุถึง
2 ปี
Chardonnet (1993)
รายงานสมรรถภาพการเจริญเติบโตของกวางรูซ่า มีน้ำหนักแรกเกิด เฉลี่ย 4 กก. (เพศผู้
4.5 กก. เพศเมีย 3.5 กก.) น้ำหนักหย่านมอายุ 4 เดือน เฉลี่ย 30 กก. อัตราการเจริญเติบโตก่อนหย่านมเฉลี่ย
200 กรัม/วัน น้ำหนักเมื่ออายุ 15 เดือน (เพศผู้ 55 กก. เพศเมีย 45 กก.) เฉลี่ย
50 กก. อัตราการเจริญเติบโตหลังหย่านม (4-15 เดือน) เฉลี่ย 60 กรัม/วัน
กวางรูซ่า มีอัตราการเลี้ยงรอดและมีการเจริญเติบโตดี
และปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี ขณะที่กวางฟอลโล มีอัตราการตายแรกเกิดสูง
ทั้งนี้เนื่องจากพ่อแม่พันธุ์ไม่สามารถปรับตัวเข้าสภาพแวดล้อมการเลี้ยงขังในแปลงที่จำกัดและเปิดโล่ง
ทำให้สัตว์เกิดความเครียด ทำให้อัตราการเลี้ยงลูกรอดต่ำมาก
การผลิตเนื้อกวาง
(venison) |
จากการศึกษาซากกวางรูซ่าที่ศูนย์วิจัยฯ
หนองกวาง พบว่า น้ำหนักก่อนฆ่าเฉลี่ย 56 กก. มีเปอร์เซ็นต์ซาก 62.1% เปอร์เซ็นต์เนื้อแดง
กระดูก และไขมัน เท่ากับ 78.4, 20.3 และ 1.3% ตามลำดับ
ประเทศนิวซีแลนด์จะนำกวางส่งโรงฆ่า
เมื่อกวางมีอายุ 15-18 เดือน เพราะถ้าเลี้ยงต่อไปกวางจะสะสมไขมัน ประสิทธิภาพการใช้อาหารลดลง
ทำให้เปลืองค่าอาหาร และคุณภาพของเนื้อกวางจะเริ่มเหนียวถ้ามีอายุ 3 ปีขึ้นไป
กวางฟอลโลจะส่งโรงฆ่าเมื่ออายุ 12-15 เดือน น้ำหนักตัว 45-50 กก. และจะได้น้ำหนักซาก
25.30 กก. (Yerex และ Spiers, 1990) กวางจะมีเปอร์เซ็นต์ซาก 55-60% (ตารางที่
6) และซากกวางหลังชำแหละ ได้เนื้อแดง 70-75% (ตารางที่ 7) ขณะที่สัตว์อื่นๆ
มีเนื้อแดงเพียง 45-60% ทั้งนี้ เนื่องจากกวางมีสัญชาติญาณในการระวังภัยสูงมักหนีตลอดเวลา
จึงทำให้มีมัดกล้ามเนื้อที่ขาหลังมากเป็นพิเศษไขมันต่ำ และเนื้อแดงมีสีคล้ำมาก
เนื่องจากมีปริมาณธาตุเหล็กที่สูงกว่าเนื้อสัตว์อื่นๆ (Drew และ Hogg, 1990)
ตารางที่ 6 น้ำหนักซากและเปอร์เซ็นต์ซากของกวางเมื่ออายุต่างๆ
|
พันธุ์กวาง |
|
อายุ
1 ปี |
อายุ
2 ปี |
โตเต็มวัย |
|
รูซ่า
|
น้ำหนักซาก
(กก.)
เปอร์เซ็นต์ซาก (%) |
50.0
61.7 |
-
- |
-
- |
|
ฟอลโล
|
น้ำหนักซาก
(กก.)
เปอร์เซ็นต์ซาก (%) |
24.5
55.0 |
30.6
55.0 |
-
- |
|
กวางแดง |
น้ำหนักซาก
(กก.)
เปอร์เซ็นต์ซาก (%) |
54.9
57.9 |
76.0
56.4 |
112.0
57.1 |
ที่มา : Drew และ
Hogg (1990)
| เนื้อกวางมีไขมันปริมาณค่อนข้างต่ำและมีไขมันประเภทอิ่มตัว
(ที่เป็นสาเหตุไขมันอุดตันในเส้นเลือดสูง) อยู่น้อยมาก ขณะเดียวกันกรดไขมันในเนื้อกวางเป็น
essential fatty acid มีอยู่ในปริมาณค่อนข้างสูง ซึ่งเป็นกรดไขมันที่จำเป็นที่ร่างกายมนุษย์ไม่สามารถสังเคราะห์ขึ้นมาใช้ได้เอง |
ตารางที่ 7 ส่วนประกอบของซากกวาง
|
พันธุ์กวาง |
อาย
ุ (ปี) |
น้ำหนัก
(กก.) |
เนื้อแดง
(%) |
ไขมัน
(%) |
กระดูก
(%) |
เนื้อแดง
ไขมัน |
เนื้อแดง
กระดูก |
|
ฟอลโล |
2 |
40 |
73.9 |
9.1 |
13.6 |
8.1 |
5.4 |
|
กวางแดง |
2 |
60 |
72.7 |
7.0 |
20.3 |
10.4 |
3.6 |
ที่มา : Gregson และ Purchas
(1985)
ตารางที่ 8 คุณค่าทางโภชนะของเนื้อกวางเปรียบเทียบกับเนื้อสัตว์ชนิดอื่นๆ
|
เนื้อสัตว์ |
โปรตีน
(g/100g) |
พลังงาน
cal/100g |
แคลเซี่ยม
mg/100g |
ฟอสฟอรัส
mg/100g |
ไทอามีน
mg/100 g |
ไรโบเฟลวิน
mg/100g |
ไนอาซีน
mg/100g |
| เนื้อโค |
18.5 |
263 |
11 |
171 |
0.08 |
0.16 |
4.4 |
| เนื้อแกะ |
16.5 |
263 |
10 |
147 |
0.15 |
0.20 |
4.8 |
| เนื้อสกุร |
15.7 |
308 |
9 |
175 |
0.76 |
0.18 |
4.1 |
| เนื้อกวาง |
21.6 |
126 |
10 |
249 |
0.23 |
0.48 |
6.3 |
ที่มา : Drew และ
Hogg (1990)
การผลิตเขากวางอ่อน
(valvet antler) |
ลักษณะของเขากวาง
กวางตัวผู้จะเริ่มสร้างเขาเมื่ออายุประมาณ
1 ปี จากปุ่มส่วนหน้าของกะโหลกศรีษะ เป็นอวัยวะที่เจริญมาจากส่วนของเนื้อเยื่อชั้นนอก
(epidermis) โดยงอกติดกะโหลกด้านหน้า (frontal bone) แต่ไม่ได้เป็นส่วนของกะโหลกศรีษะ
เขามีลักษณะตัน ไม่กลวงเหมือนเขาโค แพะ แกะ ในช่วงที่เขาอ่อน (valvet) จะมีเลือดมาหล่อเลี้ยงและอุดรมด้วยเนื้อเยื่อ
vascular ซึ่งประกอบด้วยฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน และแร่ธาตุแคลเซี่ยม โดยเฉพาะส่วนปลายเขามีแร่ธาตุซีลิเนี่ยมอยู่จำนวนมาก
ตัวลำเขาของกวางป่ายาว 70-80 ซ.ม.
เขากวางแต่ละข้างจะมี
3 กิ่ง กิ่งแรกเรียก กิ่งรับหมา (brow tine) จะชี้ไปด้านหน้า ตัวลำเขาจริงจะชี้ไปด้านหลัง
รอยต่อระหว่างกิ่งรับหมาและลำเขาจริงจะมีลักษณะคล้ายรูปตัวยู ก้ำกึ่งรูปตัววี
ปลายของลำเขาจริงจะแตกแขนงออกเป็น 2 กิ่ง โดยที่กิ่งด้านหน้าจะยาวกว่ากิ่งด้านหลัง
ลักษณะภายนอกของเขาอ่อนมีหนังหุ้มขนสั้นละเอียดคล้ายกำมะหยี่
เขากวางอ่อนเมื่อเวลาผ่านไป
2-3 เดือน จะแปรสภาพเป็นเขาแข็ง (antler) มีลักษณะคล้ายหินปูนสีขาว เขากวางจะแก่เต็มที่และแข็งแรงในช่วงฤดูผสมพันธุ์
(พฤษภาคม-กรกฎาคม) และเขาจะหลุดในเดือนกันยายน ซึ่งกวางจะสามารถผลัดเขาได้และสร้าขึ้นมาใหม่ทุกปี
กวางจึงจัดอยู่ในตระกูล Cervidae ในขณะที่เขาของแพะแกะ (horn) ไม่สามารถผลัดเขาและสร้างขึ้นมาใหม่ได้เหมือนเขากวาง
กวางป่าจะมีการผลัดเขาทุกปีในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน
ภายหลังจากเขาหลุด 7 วัน กวางจะสร้างเนื้อขึ้นมาหุ้มบริเวณที่เขาหลุด จากนั้นอีกประมาณ
21 วัน จะเริ่มงอกเขาใหม่ การเจริญเติบโตของเขากวางจะมีการเปลี่ยนแปลงในลักษณะที่เพิ่มขึ้นทั้งขนาดและความยาว
จนกระทั่งกวางมีอายุ 9-10 ปี ความยาวของเขากวางจะลดลงแต่มีขนาดใหญ่ขึ้น (สวัสดิ์,
2527) ขณะที่สนั่นและคณะ (2539) รายงานว่า เขากวางอ่อนของกวางป่าอายุเฉลี่ย
6 ปี มีน้ำหนักสดข้างละ 820-1,640 กรัม ยาว 41-63 ซ.ม. เส้นรอบวง 11.5-17.2
ซ.ม.
จากการศึกษาการสร้างเขากวางของกวางรูซ่าทีเลี้ยงในศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์หนองกวาง
พบว่า กวางรูซ่าเริ่มงอกเขาแรก (เขาเทียน) เมื่ออายุ 234 วัน เขามีความยาวสูงสุดเฉลี่ย
10.21 ซ.ม. (7.0-17.5) เส้นรอบวงเขาเฉลี่ย 7.13 ซ.ม. (5.5-10.5 ซ.ม.) และสลัดเขาแรกทิ้งเมื่ออายุ
418 วัน หลังจากสลัดเขาแรกทิ้ง 24.11 วัน จึงเริ่มสร้างเขาสองเมื่ออายุ 653.43
วัน น้ำหนักเขากวางอ่อนในแต่ละปี (ตารางที่ 9)
ตารางที่ 9 ผลการศึกษาน้ำหนักของเขากวางอ่อนรูซ่า
|
อายุกวาง |
ก่อนอบ |
หลังอบ |
%
น้ำหนักแห้ง |
|
2
ปี
3 ปี
4 ปี |
355.34
495.0
690.18 |
162.28
185.75
267.41 |
45.63
37.53
38.74 |
ที่มา : Yerex และ
Spiers (1990)
|
| เริ่มตัดครั้งแรกเมื่อกวางอายุได้
3 ปี หลังจากนั้นจะตัดได้ทุกปีๆ ละครั้ง เมื่อกวางมีน้ำหนักมากขึ้นน้ำหนักเขาจะเพิ่มขึ้นด้วย
เขากวางอ่อนที่ได้คุณภาพและเหมาะสมจะตัด คือเขาอ่อนที่มีอายุประมาณ
65-70 วัน นับจากวันที่เขาแก่หลุดออกไป หรือเมื่อเห็นว่าลำเขาจริงเริ่มแยกออกเป็น
2 กิ่ง ยาวออกมาไม่เกิน 2 นิ้ว |
|
ขั้นตอนการตัด
| 1.
ควรทำงานในช่วงเช้าตรู่ หรือช่วงที่อากาศเย็น |
| 2. ต้อนกวางเข้าอาคารจัดการ
ให้กวางเข้าไปอยู่ในซองบังคับตัวไว้ไม่ให้ดิ้น |
| 3.
ใช้เลื่อยสำหรับตัวเขากวางโดยเฉพาะ เมื่อทาน้ำยาฆ่าเชื้อที่มีดและที่เขากวางแล้ว
ใช้เลื่อยตัดในบริเวณที่สูงขึ้นมาจากโคนเขาประมาณ 2 นิ้ว ขั้นตอนนี้ใช้เวลาประมาณ
2-3 นาที เขาอ่อนที่ตัดแล้วให้วางโดยเอาด้านโคนขึ้น เพื่อกักเลือดให้อยู่ในเขาไม่ไหลทิ้ง |
| 4.
ทายาห้ามเลือดที่รอยตัด หรือใช้ผงชูรสใส่แทน แล้วทายาหรือพ่นยาป้องกันและฆ่าตัวอ่อนของแมลงวัน
(เนกาซัน) ให้ทั่วก่อนปล่อยกวางกลับเข้าแปลง เลือดจะแข็งตัวและแผลจะแห้งภายใน
5-10 นาที ช่วงนี้ปล่อยให้กวางอยู่อย่างสงบ |
| 5.
เขากวางอ่อนที่ตัดมาแล้วควรเก็บไว้ในช่องแช่แข็ง ก่อนนำส่งไปอบแห้งต่อไป
ซึ่งการแช่แข็งสามารถยืดอายุการจัดเก็บเขากวางอ่อนได้นานถึง 3-4 เดือน |
การอบเขากวางอ่อน
|
| ก่อนอบแห้ง
ให้ผ้าสะอาดชุบน้ำเช็ดถูเขาเพื่อล้างไขมันด้านนอก จากนั้นใช้น้ำเดือดเทราดหลายๆ
ครั้ง เพื่อให้เขาอ่อนคงรูป และบริเวณที่ตัดจะถูกลวกจนกระทั่งเป็นสีเนื้อสุก
ซึ่งจะเป็นการปิดกั้นไม่ให้เลือดในเขาไหลออกมาได้ง่าย รวมทั้งเป็นการฆ่าเชื้อโรคด้วย
จากนั้นจำไปผึ่งลมให้แห้ง เรียงเขากวางลงในตะแกรง โดยหันด้านโคนเขาขึ้น
ไม่ให้เลือกไหลออกจากเขาเพราะจะเสียคุณค่า เนื่องจากถือว่าเลือดที่มีอยู่ในเขาอ่อนมีประโยชน์ในทางยา
ตู้หนึ่งอบได้ประมาณ 10 เขา อบที่อุณหภูมิ 60-65 องศาเซลเซียส
เป็นเวลาประมาณ 2-4 วัน ขึ้นกับขนาดของเขา ถ้าเขาที่เล็กกว่าแห้งก่อน
สามารถเปิดตู้หยิบออกมาก่อนได้ |
|
การจัดการอาหารช่วงระยะการสร้างเขา
| หากกวางได้รับปริมาณอาหารไม่เพียงพอ
หรือทำให้กวางเกิดความเครียดจากสาเหตุต่างๆ จะมีผลทำให้ผลผลิตเขาต่ำลง
การเสริมอาหารข้นที่มีคุณภาพดีเพื่อต้องการเพิ่มผลผลเขานั้นให้ผลไม่แตกต่างกับการให้กวางได้กินอาหารพืชหญ้าคุณภาพดีในปริมาณเพียงพอกับความต้องการ
ดังนั้น ในช่วงระยะการสร้างเขาจึงควรมีปริมาณอาหารที่เพียงพอวางให้กินอย่างเต็มที่
อย่าจำกัดอาหารและไม่จำเป็นจ้องเสริมอาหารข้น |
ระยะเวลาการตัดเขา
| ระยะเวลาในการตัดเขาเป็นช่วงเวลาที่สำคัญมาก
และมีข้อจำกัดเวลาในการตัดเขา คือ จะต้องตัดเขาในระยะเวลาที่เหมาะสม
เมื่อเขามี 50-60 วัน หากตัดเขาเร็วก่อนเวลาเกินไป จะทำให้ได้ผลผลิตน้ำหนักของเขาน้อยลง
(เงินจะน้อยลงไปด้วย) แต่ถ้าตัดเขาช้าเกินไปทำให้คุณภาพของเขาที่ได้ด้อยลง
ดังนั้น จึงต้องคอมตรวจดูลักษณะเขาทุก 2-3 วัน ว่าตัวใดถึงเวลาตัดเขาหรือไม่
โดยปกติกวางที่โตเต็มที่เขาจะงอกยาวเฉลี่ยวันละ 1 ซ.ม. หรือคิดเป็นน้ำหนักเขาเพิ่มวันละ
50 กรัม ในกวางแต่ละตัวจะมีเวลาที่เหมาะสมในการตัดต่างกันไป ซึ่งจะต่างกันไปตามอายุของกวาง
(Yerex และ Spiers, 1990) |
ตารางที่ 10 ระยะการตัดเขากวางรูซ่าและน้ำหนักเขาที่ได้
|
อายุกวาง
(ปี) |
อายุเขาที่ตัด
(วัน) |
น้ำหนักเขากวางรูซ่า
(กก.) |
น้ำหนักเขากวางแดง
(กก.) |
|
2
3
4
5 |
55
58
61
60 |
1.01
1.60
1.93
2.17 |
1.44
2.05
2.60
2.90 |
ที่มา : Yerex และ
Spiers (1990)
ส่วนประกอบทางเคมีของเขากวาง
| เขากวางเมื่ออบแห้งจะมีน้ำหนักประมาณ
35% ของน้ำหนักสด และเขาที่อบแห้งจะต้องมีความชื้นไม่เกิน 15% คุณค่าทางโภชนะของเขาประกอบด้วย
โปรตีน 47%, แร่ธาตุ 33%, ไขมัน 3% และความชื้น 12% ผลผลิตน้ำหนักของเขาและคุณภาพแตกต่างกันไปตามสายพันธุ์และอายุกวาง
คุณภาพของเขาแบ่งเป็นเกรด โดยเขากวางคุณภาพดีจะมีความยาวของลำเขาไม่น้อยกว่า
40 ซ.ม. ขนาดเส้นรอบวงลำเขาไม่น้อยกว่า 18 ซ.ม. ราคาการจำหน่ายเขาแบ่งตามสรรพคุณเป็น
3 ส่วน ส่วนปลายยอดเขาอ่อนมีราคาแพงที่สุด เนื่องจากมีคุณค่าทางโภชนะมากกว่าส่วนอื่น
ส่วนกลางใช้รักษาโรคไขข้อ และส่วนโคนใช้รักษาในผู้ชราที่ขาดแร่ธาตุแคลเซียม |
สรรพคุณของเขากวางอ่อน
| Kong
และ But (1985) รายงานว่าเขากวางอ่อนมีสรรพคุณใช้เป็นยารักษาโรคโลหิตจาง
ไขข้ออักเสบ และกามตายด้าน ขณะที่ Yoon (1989) ได้รายงานว่าเขากวางอ่อนใช้เป็นยาบำรุงสุขภาพ
และสามารถป้องกันรักษาโรคในเด็กเล็กได้หลายโรค สำหรับในประเทศไทยผู้ที่นิยมบริโภคเขากวางอ่อนได้แก่
ชาวจีนสูงอายุ ส่วนใหญ่จะหาซื้อรับประทานเฉพาะช่วงฤดูอากาศหนาวเย็น เพื่อต้องการบำรุงสุขภาพทำให้ร่างกายอบอุ่น
โดยทำการตุ๋นหรือดองเหล้าโรงร่วมกับสมุนไพรจีน (ฮวยซัว เก๋ากี้ และปั๊กคี้)
คนที่เป็นความด้นโลหิตสูงไม่ควรรับประทาน นอกจากนี้มีรายงานว่าในเขากวางอ่อนมีฮอร์โมน
Insulin-link Growth Factor (IGF1) |
กวางที่มีอายุระหว่าง
12-15 เดือน มักจะป่วยได้ง่ายกว่ากวางที่มีอายุเต็มวัย แต่โดยทั่วไปแล้วหากเลี้ยงกวางจำนวนไม่หนาแน่นเกินไปจะไม่ค่อยพบมีการติดเชื้อโรค
โรคที่พบในกวาง คือ
| |
1.
โรคกวางที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย |
|
| |
-
วัณโรค เกิดจากเชื้อ Mycobacterium bovis ที่บริเวณปอดและต่อมน้ำเหลืองในช่องอกและที่เต้านม
กวางมีร่างกายซูบผอม กินอาหารลดลง ระบบทางเดินหายใจผิดปกติ หายใจขัด
ไอ |
| |
-
ท้องเสีย เกิดจากเชื้อ Salmonella spp. พบว่าส่วนมากเป็นสาเหตุการตาย |
| |
2.
โรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส |
|
| |
-
โรคปากและเท้าเปื่อย อาการเริ่มแรกกวางมีน้ำลายฟูมปากและมีตุ่มใสเล็กๆ
เกิดขึ้นภายในปาก บริเวณกีบเท้า มีอาการขาเจ็บ เดินกระเผลกและไม่กินอาหาร |
| |
3.
โรคพยาธิ พบน้อยในกวาง แต่ในการเลี้ยงเป็นฟาร์มควรจะมีการถ่ายพยาธิด้วย |
| |
-
กวางป่วย มีอาการหงอยซึม แยกออกจากฝูง ไม่หนีเมื่อเข้าใกล้ มักถูกตัวอื่นทำร้าย
หัวและหูห้อยตก |
| |
- อาการป่วยเนื่องจากพยาธิ
กวางจะซูบผอม โตช้า ผิวหนังหยาบกร้าน ไอบ่อย |
| |
- อาการป่วยจากโรคเลปโตสไปโรซีส
เบื่ออาหาร มีฝ้าในปาก น้ำลาย น้ำมูกไหล หายใจลำบาก ลิ้นบวม |
| |
-
หากกวางป่วย ควรแยกออกจากฝูง และปรึกษาสัตวแพทย์ |
| |
- ควรแยกกวางที่ได้มาใหม่
กักไว้สักระยะหนึ่ง (ประมาณ 1 เดือน) ตรวจดูอาการ |
| |
- ควรให้อาหารที่มีคุณค่า
ทำวัคซีน และถ่ายพยาธิ |
| |
- รักษาความสะอาดในโรงเรือน
รางอาหารและน้ำ |
| |
- อย่าให้กวางถูกขังในคอกที่อับชื้นและสกปรกโดยเฉพาะในตอนกลางคืน |
| |
- แหล่งน้ำต้องสะอาดเพื่อป้องกันตัวกลางของพยาธิใบไม้ในตับ |
| |
- ทำการทดสอบวัณโรค
(Tuberculin Test) ปีละครั้ง |
จากการพิจารณาความคุ้มทุนในการทำฟาร์มกวางขนาด
10 แม่ เลี้ยงในพื้นที่ 5 ไร่ ใช้แรงงานในครอบครัว ผลิตลูกกวางขนาดหย่านม เพื่อจำหน่ายพันธุ์
และตัดเขากวางอ่อนจากพ่อพันธุ์ มีค่าใช้จ่าย ดังนี้
| |
ต้นทุนคงที่ |
|
| |
-
ค่าพันธุ์ พ่อ 1 ตัว แม่ 10 ตัว ราคาตัวละ 20,000 บาท เป็นเงิน 220,000
บาท |
|
| |
-
ค่ารั้วความยาว 600 เมตรๆ ละ 300 บาท (รวมเสา) เป็นเงิน 180,000 บาท
|
|
| |
ต้นทุนผันแปร |
|
| |
ค่าอาหาร |
|
| |
-
อาหารข้น พ่อแม่พันธุ์ กิน 0.5 กก./ตัว/วัน (อาหารข้นราคา กก.ละ 8 บาท
ให้กิน 365 วัน 11 ตัว) เป็นเงิน 16,060 บาท |
|
| |
-
อาหารหยาบ กิน 1 กก./ตัว/วัน (วัตถุแห้ง) (อาหารหยาบราคา กก.ละ 1.0 บาท
ให้กิน 365 วัน 11 ตัว) เป็นเงิน 4,015 บาท |
|
| |
รวมค่าอาหาร
(ปีแรก) เป็นเงิน 20,075 บาท
รวมต้นทุนค่าใช้จ่าย (ปีแรก) เป็นเงิน 420,075
บาท |
|
| |
-
อาหารข้นสำหรับลูกกวาง กิน 0.2 กก./ตัว/วัน (อาหารข้น กก.ละ 9 บาท ให้กิน
120 วัน 10 ตัว) เป็นเงิน 2,160 บาท
ปีถัดไป ใช้จ่ายเฉพาะค่าอาหารปีละ (20,075+2,160) เป็นเงิน
22,235 บาท |
|
| |
รายได้
จากการจำหน่ายผลผลิต (เริ่มรับในปีที่ 2) |
|
| |
-
จำหน่ายลูกกวางหย่านมปีละ 6 ตัวๆ ละ 18,000 บาท เป็นเงิน 108,000 บาท
|
|
| |
-
จำหน่ายเขากวางเฉลี่ย 1 กก.ๆ ละ 5,000 บาท เป็นเงิน 5,000 บาท |
|
| |
รวมรายรับทั้งหมด
เป็นเงิน 113,000 บาท |
|
| |
ผลตอบแทนที่ได้รับ
เป็นรายปี |
|
|
ปีที่ |
ต้นทุน |
รายได้ |
|
1
2
3
4
5
6 |
420,075
22,235
22,235
22,235
22,235
|
-
113,000
113,000
113,000
113,000
113,000 |
|
รวม |
531,250 |
565,000 |
ผลการเลี้ยงจะได้ต้นทุนคืนเมื่อเข้าสู่ปีที่
6 ดังนั้นผู้ที่คิดจะทำฟาร์มเลี้ยงกวางเป็นอาชีพจะต้องมีเงินลงทุนระยะยาว แต่สามารถลดต้นทุนการผลิตโดยหาลูกกวางที่เกิดในประเทศ
ใช้วัสดุพื้นบ้านในการกั้นคอก และจัดหาวัสดุเหลือใช้จากการเกษตรเลี้ยงกวาง
นอกจากนี้ต้องมั่นใจว่าจะมีตลาดรองรับที่สามารถขายลูกกวางได้ดีโดยราคาจำหน่ายพันธุ์ประมาณตัวละ
20,000-25,000 บาท หรือจำหน่ายเป็นเนื้อกวางชำแหละราคา กก.ละ 300-500 บาท หรือเขากวางอ่อน
กก.ละ 8,000-10,000 บาท
ดังนั้น การทำฟาร์มเลี้ยงกวางโดยผลิตเขากวางอ่อน
เนื้อกวาง และผลิตภัณฑ์จากหนังกวาง สามารถกระทำได้โดยเฉพาะกวางพันธุ์รูซ่า
ซึ่งนำมาเลี้ยงขยายพันธุ์ให้ลูกกวางได้ตลอดทั้งปี ลูกกวางมีอัตราการเจริญเติบโตและมีอัตราการเลี้ยงรอดสูง
สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี ขณะที่กวางแดงและกวางฟอลโลซึ่งเป็นกวางพันธุ์จากยุโรปมีฤดูกาลผสมพันธุ์มีอัตราการเกิดลูกต่ำ
โดยเฉพาะกวางฟอลโลมัอัตราการตายแรกเกิดสูง และอัตราการเลี้ยงลูกรอดต่ำ นอกจากนี้ยังมีกวางซีก้าที่นิยมเลี้ยงเพื่อผลิตเขากวางอ่อน
| 1.
การทำฟาร์มกวางอาจยังเป็นเรื่องที่ยุ่งยากในการจัดหากวางพ่อ-แม่พันธุ์
เนื่องจากกวางรูซ่าที่มีขนาดเล็กกว่ากวางม้า ทำให้ได้ผลผลิตเนื้อและเขาน้อยลงไปด้วย
ถ้าเป็นไปได้ควรใช้กวางม้าที่มีขนาดรูปร่างใหญ่กว่าเป็นพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ใช้กวางรูซ่าที่เกิดในประเทศ
ผลิตเป็นลูกผสมกวางม้า-รูซ่า |
2.
ปัจจัยทางด้านตลาด ยังขาดการสำรวจปริมาณความต้องการของตลาดที่แท้จริงของตลาดภายในประเทศ
การขยายตลาดของกลุ่มผู้บริโภคเขากวางยังจำกัดเนื่องจากมีราคาแพง ประกอบกับปัญหาทางด้านเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ตกต่ำ
ปัญหาคนว่งงาน ต้องประหยัด่าใช้จ่ายต่างๆ และยังไม่มีการยืนยันที่แนชัดทางการแพทย์หรือจากองค์การอาหารและยาในการรับรองสรรพคุณ
เขากวางอ่อนที่มีความเชื่อว่าเป็นยาอายุวัฒนะ หรือเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ
รวมทั้งคุณภาพของผลผลิตที่สามารถส่งไปจำหน่ายยังตลาดต่างประเทศ เนื่องจากกรรมวิธีการแปรรูปและการเก็บรักษายุ่งยาก
นอกจากนี้ยังมีข้อจำกัดในเรื่องโรคปากและเท้าเปื่อย เช่นเดียวกัยผลผลิตจากโคและสุกร
ทั้งนี้เพื่อสามารถผลักดันอาชีพการเลี้ยงกวางให้เป็นสัตว์เศรษฐกิจได้อย่างแท้จริง |
ราคาจำหน่ายพันธุ์กวางของกรมปศุสัตว์
| กวางรูซ่า
กวางแดง และกวางฟอลโล ทั้งเพศผู้และเพศเมีย คิดราคาตามน้ำหนักในวันจำหน่าย
ราคากิโลกรัมละ 250 บาท บวกค่าสายพันธุ์อีกตัวละ 6,000 บาท |
ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่
1. กลุ่มงานเล็ก กองบำรุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์ ถนนพญาไท เขตราชเทวี กทม.
10400 โทร.0-2653-4453
2. ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี ตู้ ปณ.9 อ.เมือง
จ.ราชบุรี 70000 โทร.0-3226-1090, 0-1437-9280
3. สหกรณ์กวางแห่งประเทศไทย ศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์เนื้อสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
วิทยาเขตกำแพงแสน จ.นครปฐม 73140 โทร.0-3435-1905 |