ศูนย์วิจัยและพัฒนาการสัตวแพทย์ภาคเหนือ(ตอนบน) จ.ลำปาง

 
หลักในการเก็บตัวอย่างส่งห้องปฏิบัติการ
  1. ตัวอย่างที่ส่งตรวจจะต้องอยู่ในสภาพสดหรือได้จากสัตว์ที่ป่วยหรือเพิ่งตายใหม่ๆ
  2. ควรเก็บตัวอย่างจากสัตว์ซึ่งแสดงอาการป่วยอย่างชัดเจน และแสดงอาการป่วยในระยะต่างๆ กัน รวมทั้งเป็นตัวอย่างที่สามารถบ่งโรคที่สัตว์ป่วยได้
  3. ตัวอย่างสัตว์ป่วยที่ไม่ได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะจะให้ผลการตรวจทางแบคทีเรียและการทดสอบความไวของยาที่ถูกต้อง
  4. การเก็บตัวอย่างต้องทำอย่างระมัดระวังป้องกันการปนเปื้อนจากเชื้อโรคหรือสิ่งสกปรกภายนอก
  5. ภาชนะที่บรรจุตัวอย่างต้องสะอาด แข็งแรง และมีฝาปิดสนิท มิดชิด
  6. เก็บตัวอย่างให้เพียงพอ และเหมาะสมกับข้อบ่งชี้การตรวจวินิฉัยแต่ละชนิด
  7. เขียนหมายเลขตัวอย่างให้ชัดเจน โดยเขียนลำดับหมายเลข (running number) ที่ข้างอุปกรณ์เก็บตัวอย่าง พร้อมทั้งแนบรายละเอียดหมายเลขสัตว์หรือชื่อสัตว์มาพร้อมกับแบบฟอร์มการนำส่งตัวอย่าง
  8. มีรายละเอียดประวัติสัตว์ป่วยที่ครบถ้วน สมบูรณ์ และชัดเจน (อย่างน้อยให้ได้รายละเอียดตามแบบฟอร์มการรับส่งตัวอย่างของศูนย์วิจัยและพัฒนาการสัตวแพทย์)
  9. ผู้ส่งตัวอย่างควรประสานกับเจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการเพื่อให้แน่ใจว่าตัวอย่างจะถึงห้องปฏิบัติการและได้รับการตรวจวิเคราะห์ทันที
การเก็บตัวอย่างเลือด

การเก็บตัวอย่างเลือดสำหรับตรวจค่าโลหิตวิทยา

              เลือดที่ใส่สารกันเลือดแข็งตัวเป็นตัวอย่างสำหรับตรวจหาค่าโลหิตวิทยา โดยนำเลือด (Whole blood) ผสมกับสารกันเลือดแข็งตัวในขนาดที่เหมาะสม สารกันเลือดแข็งตัวที่ใช้ในห้องปฏิบัติการโลหิตวิทยามีหลาย ชนิด แต่ สามารถเลือกใช้ได้ตามชนิดของการทดสอบ ได้แก่

  1. EDTA (Ethylene diamine tatra-acitic acid) สารนี้ มีผลทำให้เลือดไม่แข็งตัวโดยไปรวมเป็นสารประกอบประกอบเชิงซ้อนกับแคลเซียมอิออน (Ca 2+ )
    มักอยู่ในรูปของ disodium salt และ dipotassium salt แต่นิยมใช้ Dipotassium salt มากกว่า เพราะละลายน้ำได้ดี EDTA เป็นสารกันเลือดแข็งตัวที่เหมาะสำหรับ เก็บเลือดเพื่อ ตรวจค่าโลหิตวิทยา เพราะป้องกันการแข็งตัวของเลือดได้อย่างสมบูรณ์ ไม่ทำให้รูปร่างและปริมาตรของเม็ดเลือดเปลี่ยนแปลง รวมทั้งยังสามารถป้องกันการเกาะกลุ่มของเกร็ดเลือด (Surface adhesion) ได้ด้วย เหมาะสำหรับการเก็บเลือดไว้ทดสอบหาอัตราการตกตะกอนของเม็ดเลือดแดง (Erythrocyte Sedimentation Rate; ESR) ค่า Complete Blood Count (CBC) และการนับเกร็ดเลือด ความเข้มข้นที่ใช้คือ EDTA 1-2 มิลลิกรัมต่อ เลือด 1 มิลลิลิตร
    ข้อควรระวัง ถ้าใช้ EDTA ในปริมาณที่มากเกินไป ( มากกว่า 2 มิลลิกรัมต่อ เลือด 1 มิลลิลิตร ) จ ะ ทำให้เม็ดเลือดแดงเหี่ยว ซึ่งจะทำให้ค่าเม็ดเลือดแดงอัดแน่น (Pack cell volume; PCV) ต่ำกว่าความเป็นจริง และมีผลทำให้ค่าดัชนีเม็ดเลือดแดง (Mean corpuscular volume; MCV, Mean corpuscular hemoglobin; MCH และ Mean corpuscular hemoglobin concentration; MCHC) ไม่เป็นไปตามจริงด้วย
  2. Heparin มีฤทธิ์ยับยั้งการแข็งตัวของเลือด โดยรวมตัวเป็นสารประกอบเชิงซ้อนกับ antithombin ซึ่งจะขัดขวาง ปฏิกริยาการสลายตัวของ prothombin ไปเป็น thombin และขัดขวางการเปลี่ยน fibrinogen ให้เป็น fibrin สาร heparin ไม่ทำให้ขนาดของเม็ดเลือดแดง ค่า ESR และค่า PCV เปลี่ยนแปลง เหมาะที่สุดในการเก็บเลือดเพื่อทดสอบความเปราะของเม็ดเลือดแดง (osmotic fragility test) เพราะทำให้เกิดการสลายตัวของเม็ดเลือดแดงหรือทำให้เม็ดเลือดแดงแตก (hemolysis) น้อย อัตราส่วนที่ใช้ คือ heparin 0.1-0.2 มิลลิกรัม (10-20 IU) ต่อเลือด
    1 มิลลิลิตร
    ข้อควรระวัง
    heparin อาจมีผลทำให้เม็ดเลือดขาวเกาะกลุ่มกัน (clumping) จึงไม่เหมาะในการเก็บเลือดสำหรับตรวจค่า CBC
  3. Sodium citrate มีฤทธิ์ยับยั้งการแข็งตัว ของเลือด โดยไปรวมเป็น insoluble กับแคลเซียมอิออน (Calciumcitrate) นิยมใช้เป็นสารประกอบเลือดแข็งตัวสำหรับการให้เลือด (blood transfusion) เพราะไม่เป็นพิษต่อร่างกายและสามารถขับออกทางไตได้อย่างรวดเร็ว สารนี้มักทำให้เซลล์เม็ดเลือดเหี่ยว (crenation) จึงไม่นิยมใช้เก็บเลือดสำหรับตรวจค่าโลหิตวิทยา แต่เหมาะจะใช้เก็บเลือดไว้ทำการทดสอบการแข็งตัวของเลือด (Coagulation test) เช่น PT, PTT, TT, ขนาดที่ใช้คือ Sodium citrate (3.8%) 1 ส่วน ต่อเลือด 9 ส่วน
  4. oxalate salt สามารถยับยั้งการแข็งตัวของเลือด โดยการไปรวมตัวกับแคลเซียม เช่น calcium oxalate ซึ่งไม่ละลายน้ำ ปกติแล้ว นิยม ใช้ oxalate salt สำหรับเป็นสารกันเลือดแข็งตัวในการศึกษาการแข็งตัวของเลือด (coagulation) แต่ไม่นิยมใช้เพื่อการตรวจทางโลหิตวิทยา เพราะทำให้เกิดเม็ดเลือดแดงเหี่ยว (crenation) นิวเคลียสของเม็ดเลือดขาวมีรูปร่างเปลี่ยนไป และเกร็ดเลือดมีรูปร่างผิดปกติ (distortion) จึงมีผลให้ค่า PCV และ differential WBC count ที่ได้ไม่น่าเชื่อถือ ขนาดที่ใช้ คือ oxalate salt 2 มิลลิกรัมต่อ เลือด 1 มิลลิลิตร (สำหรับการเตรียมขวดเก็บตัวอย่างหากจะอบแห้ง ควร อบที่อุณหภูมิ 55 องศาเซลเซียส เพราะการใช้ความร้อนสูงจะทำให้ oxalate เปลี่ยนเป็น carbonate ได้ )

ข้อระวังใน การ ใช้สารกันเลือดแข็งตัว การเจาะเลือด การเก็บรักษา และการนำส่งตัวอย่าง

  1. ก่อนการเก็บตัวอย่างเลือดควรปล่อยให้แอลกอฮอล์ที่ใช้ฆ่าเชื้อบริเวณผิวหนังที่จะเจาะเลือดแห้งก่อ เพื่อป้องกันเม็ดเลือดแดงเหี่ยว และเลือดถูกเจือจางจากการปนเปื้อนแอลกอฮอล์
  2. การเจาะเลือดจากบริเวณที่บวมหรือมีเลือดคั่ง อาจทำให้เลือดเจือจางหรือเข้มข้นกว่าความเป็นจริงได้
  3. การใช้กระบอกฉีดยาและอุปกรณ์ที่ไม่แห้งสนิทจะทาให้เม็ดเลือดแดงแตก (hemolysis)
  4. การไม่ผสมเลือดกับสารป้องกันเลือดแข็งตัวให้เข้ากันดี อาจทำให้เลือดแข็งตัวบางส่วน (partial cloted) เมื่อนำมาตรวจจะทำให้ได้ผลไม่ถูกต้อง
  5. อุปกรณ์ที่ใช้เจาะเลือดต้องปลอดเชื้อเท่านั้น
  6. การถ่ายเลือดใส่หลอดเก็บเลือด โดยใช้แรงดันมากเกินไป หรือไม่ถอดเข็มออกจะทำให้เม็ดเลือดแดงแตก
  7. การเจาะเลือดในสัตว์ที่ไม่สงบ (exitement) อาจทำให้ผลการตรวจคลาดเคลื่อนได้ เนื่องจาก physiologic variation effect
  8. ควรเลือกชนิดของสารกันเลือดแข็งตัวให้เหมาะสมกับสิ่งที่ศึกษา และใช้ อัตราส่วนที่เหมาะสมกับ ปริมาณ เลือด
  9. ควรส่งตัวอย่างเลือดไปยังห้องปฏิบัติการทันที ขณะนำส่งควรแช่เย็น
  10. หากไม่สามารถส่งตัวอย่างถึงห้องปฏิบัติการได้ทันทีควรแช่เย็นที่อุณภูมิ 2-8 องศาเซลเซียส การตรวจค่าโลหิตวิทยา ควรนำส่งตรวจภายใน 6-8 ชั่วโมง และแช่เย็นขณะนำส่ง ตัวอย่างเลือดที่เก็บำว้นานเกินไปหรือเก็บไว้ที่อุณหภูมิสูงจะทำให้เม็ดเลือดทุกชนิดค่อยๆเสื่อมสลาย (autolysis) เม็ดเลือดแดงแตก
    เกิด vacuole ใน cytoplasm ของเม็ดเลือดขาว ในการเก็บตัวอย่างเพื่อทำหารทำฟิล์มเลือดและนับเกร็ดเลือด ควรทำการตรวจภายใน 2-4 ชั่วโมง

การเก็บตัวอย่างเลือดสำหรับตรวจหาพยาธิในเลือด

              เจาะเลือดจากสัตว์ป่วยที่เส้นเลือดปลายหูหรือหาง ทำฟิล์มเลือดบางบนสไลด์ที่สะอาดโบกในอากาศให้แห้งทันที ถ้าไม่สามารถทำฟิล์มเลือดได้ทันทีให้เก็บเลือดไว้ในหลอดที่มีสารกันเลือดแข็งตัว (EDTA) 1 -2 มิลลิกรัมต่อ เลือด 1 มิลลิลิตร ในการตรวจหาพยาธิในเลือดควรส่งทั้งเลือดใช้สารกันเลือดแข็งตัวและทำฟิล์มเลือดบางส่งตรวจ กรณีสัตว์ตาย หลังสัตว์ตายปรสิตในเลือดจะถูกทำลายโดยกระบวนการ autolysis ซึ่งจะเร็วหรือช้าขึ้นกับอุณหภูมิภายนอก ตามปกติปาราสิตจะหายไปจากเลือดและอวัยวะต่างๆ ภายใน 24 ชั่วโมงหรือเร็วกว่านี้ในกรณีที่อากาศร้อนมาก ดังนั้นการเก็บตัวอย่างเพื่อชันสูตรหาปาราสิตควรเก็บภายใน 24 ชั่วโมงหลังสัตว์ตาย

การเก็บตัวอย่างซีรั่ม

การเก็บตัวอย่างซีรั่มเพื่อวิเคราะห์ค่าทางชีวเคมี

              ซีรั่มหมายถึงส่วนที่เป็นของเหลวของเลือดที่ไม่มีไฟบริโนเจนเพราะหายไปในกระบวนการแข้งตัวของเลือด การเก็บซีรั่มทำได้โดยเจาะเลือดใส่หลอดแก้วทิ้งให้เลือดแข็งตัวและเกิดการแยกชั้นตะกอนเม็ดเลือดที่อุณหภูมิห้องประมาณ 30-60 นาทีไม่ควรแช่เย็นเลือดทันทีหลังการเจาะเก็บเลือดเพราะจะทำให้เลือดไม่แยกชั้นและทำให้เม็ดเลือดแดงแตกได้ ควรแยกซีรั่มออกให้เร็วที่สุดเพราะหากทิ้งไว้นานเกินไปจะทำให้ค่าชีวเคมีต่างๆ เปลี่ยนแปลงไปเช่น การวิเคราะห์น้ำตาลในเลือดถ้าเจาะเลือดทิ้งไว้นานเกินไปจะเกิดกระบวนการ glycolysis ของเซลเม็ดเลือดแดงและจะมีการใช้น้ำตาลให้หมดลงไปเรื่อย ๆ ทำให้น้ำตาลที่ตรวจวัดได้ต่ำกว่าความเป็นจริง ที่อุณหภูมิห้องกระบวนการ glycolysis ทำให้น้ำตาลในซีรั่มลดลง 5 มิลลิกรัมต่อเลือด 100 ซีซี ต่อหนึ่งชั่วโมงและที่อุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียสน้ำตาลในซีรั่มลดลง 1-3 มิลลิกรัมต่อเลือด 100 ซีซี ต่อหนึ่งชั่วโมง ดังนั้นการเก็บตัวอย่างเลือดไว้ตรวจ ถ้าเป็น whole blood ควรวิเคราะห์ภายในครึ่งชั่วโมงหรือใส่สารยับยั้งเอนไซม์ เช่น ฟลูออไรด์ หรือปั่นแยกเลือดทันที

ข้อควรระวังในการเก็บตัวอย่างซีรั่มวิเคราะห์ค่าทางชีวเคมี

  1. ระวังการแตกของเม็ดเลือดแดง เนื่องจากสารบางชนิดมีในเม็ดเลือดแดงมากกว่าซีรั่ม เมื่อเม็ดเลือดแดงแตกสารนั้นจะออกมาปะปนในซีรั่ม ทำให้การวิเคราะห์สารนั้น
    จากซีรั่มได้ค่าสูงกว่าความเป็นจริง เช่น โปแตสเซียมมีในเม็ดเลือดมากกว่าในซีรั่ม 22 เท่า เอนไซม์ Glutamic Oxalacetic transminase (GOT ) มีในเม็ดเลือดแดงมากกว่าในซีรั่ม 20 เท่า แมกนีเซียมมีในเม็ดเลือดแดงมากกว่าในซีรั่ม 2 เท่า นอกจากนี้เอนไซม์ Lactic dehydrogenase, acif phosphatase และ เหล็ก มีในเม็ดเลือดแดงมากกว่าในซีรั่มหลายเท่า เป็นต้น นอกจากนี้สีแดงที่เกิดจากเม็ดเลือดแดงแตกจะรบกวนการวิเคราะห์ทาง Spectrophotometry ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ที่อาศัยการวัดความเข้มข้นแสง รวมทั้งรบกวนปฏิกิริยาเคมีบางชนิด เช่น ยับยังปฏิกิริยา Diazotization ในการวิเคราะห์หาบิลิรูบิน
  2. ในการเจาะเลือดเพื่อวิเคราะห์แร่ธาตุแคลเซียมไม่ควรใช้หลอดพลาสติก เพราะพลาสติกบางชนิดจะดูดแคลเซียมไว้ ทำให้ค่าลดลงถึงวันละ 1 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ส่วนการวิเคราะห์หาฟลูออไรด์ต้องเจาะเลือดใส่หลอดพลาสติกไม่ควรใส่หลอดแก้วเพราะฟลูออไรด์จะเกาะผิวแก้วทำให้ค่าลดลงได้
  3. การวิเคราะห์สมรรถภาพของตับ เช่นการวิเคราะห์บิลิรูบิน วอย่างต้องไม่ให้โดนแสงแดดเพราะบิลิรูบินจะสลายตัวได้ง่าย
  4. ประสิทธิภาพของเอนไซม์อาจสูญเสียไปได้ไม่ว่าที่อุณหภูมิใด จึงต้องรับทำการวิเคราะห์ หรือนำซีรั่มแช่แข็งเก็บไว้ ซีรั่มแช่แข็งทำให้เอนไซม์บางตัวคงสภาพอยู่ได้หลายสัปดาห์
  5. เครื่องแก้วเครื่องใช้อื่นๆ ที่นำมาใช้วิเคราะห์เอนไซม์ต้องสะอาด ไม่มีผลซักฟอก หรือน้ำยาล้างชนิดอื่นตกค้าง รพวกนี้ทำให้ Ph ของเอนไซม์เปลี่ยนไปและยับยั้งการทำงานของเอนไซม์บางตัว

การเก็บตัวอย่างซีรั่มสำหรับตรวจวินิจฉัยโรค

              ตัวอย่างซีรั่มที่ดี ควรเป็นตัวอย่างที่ไม่มีเม็ดเลือดแดงแตก แช่เย็นที่อุณหภูมิประมาณ 4 องศาเซลเซียส รีบนำส่งห้องปฏิบัติการ หากไม่สามารถส่งห้องปฏิบัติการได้ทันทีควรเก็บซีรั่มไว้ที่ -20 องศาเซลเซียส ตัวอย่างที่ส่งตรวจต้องระบุชื่อสัตว์ หรือเลขประจำตัวสัตว์ให้ชัดเจน ไม่หลอกหลุด ภาชนะที่เก็บตัวอย่างต้องปิดแน่น มิดชิด

การเก็บตัวอย่างอุจจาระ
  1. เพื่อการเพาะเชื้อ ควรเก็บจากระยะต้นๆ ของอาการความผิดปกติของลำไส้หรือการเป็นโรคอย่างเฉียบพลัน ซึ่งจะพบแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุได้จำนวนมาก โดยใส่ในขวดปากกว้างหรือถุงพลาสติก แช่เย็นและรีบนำส่งห้องปฏิบัติการ
  2. การเก็บอุจจารเพื่อตรวจทางปรสิต ควรล้วงออกมาจากส่วนท้ายของทวารหนักจะได้อุจจาระที่สด หรือเก็บอุจจาระที่ถ่ายใหม่ๆ โดยเก็บอุจจาระส่วนที่อยู่ด้านบน และต้องระวังไม่ให้ดินหรือสิ่งอื่นปนเปื้อน ตัวอย่างที่นำมาตรวจวิเคราะห์ ควรเก็บจากสัตว์หลายตัวในฝูงที่เกิดโรค อุจจาระที่เก็บไม่ควรทิ้งไว้นานเกิน 6 ชั่วโมง เพราะระยะต่างๆของพยาธิในอุจจาระจะเปลี่ยนแปลงทำให้ยากต่อการตรวจ ในการส่งตัวอย่างควรมัดปากถุงให้แน่น เขียนหมายเลขตัวอย่างให้ชัดเจน และแช่เย็นทันที หรืออาจใส่ใน 10 % ฟอร์มาลิน ในปริมาณที่เท่ากับอุจจาระ อุจจาระของสัตว์กินเนื้อควรเก็บประมาณเท่าหัวแม่มือ (ประมาณ 10 กรัม) แต่ในสัตว์เคี้ยวเอื้องควรเก็บให้มากกว่าประมาณ 2 เท่า และสัตว์ปีกใช้ไม้สำลีสอดเก็บตัวอย่างที่ทวารหนัก แล้วแช่ในหลอดทดลองที่มีน้ำเกลือ 0.85 % หรือเก็บอุจจาระที่เพิ่งถ่ายใหม่ๆ บริเวณผิวด้านบนของอุจจาระ ระวังอย่าให้ดินหรือสิ่งอื่นปนเปื้อน
การเก็บตัวอย่างน้ำนม

              ต้องเก็บด้วยเทคนิคปลอดเชื้อ โดยทำความสะอาดเต้านมให้ทั่วด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อเช็ดให้แห้งด้วยผ้าขนหนู (ห้ามใช้ช้ำ) ใช้ 70 % alcohol เช็ดถูแรงๆ โดยเริ่มทำความสะอาดจากเต้านมที่อยู่ไกลก่อน และให้เก็บน้ำนมจากเต้านมที่อยู่ใกล้ก่อน ภาชนะที่ใช้ต้องผ่านการอบฆ่าเชื้อที่ถูกต้อง ก่อนใช้ภาชนะรองรับตัวอย่างควรรีดนมทิ้ง 2-3 ครั้ง ในการเก็บน้ำนมเพื่อตรวจหาเชื้อที่เป็นสาเหตุของโรคเต้านมอักเสบใช้น้ำนมประมาณ 2-3 มิลลิลิตร แช่เย็นหรือแช่แข็ง การวิเคราะห์หาส่วนประกอบของน้ำนมและเซลล์โซมาติก ใช้ตัวอย่างน้ำนม 30 มิลลิลิตร แช่เย็นห้ามแช่แข็ง

การเก็บตัวอย่างอวัยวะ

  1. การเก็บตัวอย่างอวัยวะตรวจทางจุลพยาธิวิทยา ชิ้นเนื้อหรืออวัยวะที่ส่งตรวจควรมีทั้งบริเวณที่ปกติและผิดปกติ เพื่อสามารถเปรียบเทียบได้ ควรตัดชิ้นเนื้อหนาประมาณ 0.5–1 เซนติเมตร และไม่ควรมีขนาดใหญ่เกินไปแช่ใน10 % ฟอร์มาลิน (ฟอร์มาลิน 1 ส่วน ผสมกับน้ำกลั่น 9 ส่วน) โดยปริมาตรที่ใช้เป็น 10 เท่าของชิ้นเนื้อ ไม่ต้องแช่เย็น และต้องเป็นตัวอย่างที่ไม่เน่า ระบุประวัติสัตว์ป่วยที่ชัดเจน ครบถ้วน
  2. การเก็บตัวอย่างอวัยวะตรวจทางจุลชีววิทยา (เพาะเชื้อแบคทีเรีย) ชิ้นเนื้อหรืออวัยวะที่ส่งตรวจเป็นอวัยวะภายใน (หัวใจ ปอด ตับ ม้าม ไต ลำไส้ ฯลฯ ) หรืออวัยวะที่มีรอยโรค อวัยวะที่ส่งตรวจไม่ควรมีขนาดใหญ่เกินไป ควรมีขนาดไม่น้อยกว่า 1 นิ้ว แช่เย็นรีบนำส่งห้องปฏิบัติการ หากไม่สามารถนำส่งห้องปฏิบัติการได้ทันทีควรแช่แข็ง ตัวอย่างที่ส่งตรวจหาเชื้อห้ามแช่ฟอร์มาลิน และบรรจุอวัยวะ 1 ถุงต่อ 1 ชนิดตัวอย่าง ห้ามใส่รวมกันในถุงเดียว ระบุประวัติสัตว์ป่วยที่ชัดเจน ครบถ้วน ในการเก็บตัวอย่างต้องระวังการปนเปื้อนเชื้อจากบริเวณข้างเคียง และเก็บด้วยเทคนิคปลอดเชื้อ

การเก็บตัวอย่างน้ำมูก เมือก และ หนอง สำหรับตรวจทางจุลชีววิทยา

              ใช้ไม้พันสำลีอบฆ่าเชื้อป้ายเก็บตัวอย่างจากแหล่งที่มีรอยโรค เช่น ลำคอ จมูก หรือแผลหลุม โดยระวังไม่ให้ไม้พันสำลีอบฆ่าเชื้อแห้งเกินไป เพราะจะทำให้เชื้อตาย จึงควรเก็บใน transport media ที่สามารถรักษาสภาพเชื้อให้คงทน ในระยะเวลาที่เหมาะสม ในการเก็บตัวอย่างต้องระวังการปนเปื้อนเชื้อจากบริเวณข้างเคียง และเก็บด้วยเทคนิคปลอดเชื้อเสมอ

การเก็บตัวอย่างจากบาดแผลสำหรับตรวจทางจุลชีววิทยา

           บาดแผลเปิด ควรระวังการปนเปื้อนแบคทีเรียที่ผิวหนังหรือในอากาศ ควรชะล้างผิวหน้าบาดแผลด้วยน้ำอุ่นหรือน้ำเกลือที่ปราศจากเชื้อ ( normal saline) ก่อนเก็บหนองที่อยู่ลึกลงไป ใส่ใน transport media แช่เย็นและรีบนำส่งห้องปฏิบัติการ
           บาดแผลปิดหรือฝีโพรงหนอง เก็บตัวอย่างโดยทำความสะอาดผิวหนังด้านนอกด้วยวิธีปลอดเชื้อแล้วเจาะดูดเอาตัวอย่างออกมาหรือสามารถเก็บตัวอย่างจากการเปิดผ่าและใช้สำลีพันไม้ปลอดเชื้อป้ายเก็บตัวอย่าง ตัวอย่างที่ได้สามารถเพาะลงในอาหารเลี้ยงเชื้อได้ทันที หรือใส่ใน transport media แช่เย็นและรีบนำส่งห้องปฏิบัติการทันที

การเก็บตัวอย่างปัสสาวะสำหรับตรวจทางจุลชีววิทยา

              ควรเก็บด้วยวิธีปลอดเชื้อและเก็บปัสสาวะในช่วงกลางของการถ่ายปัสสาวะ โดยใช้ขวดปากกว้างเก็บตัวอย่างประมาณ 10-15 มิลลิลิตร นำส่งห้องปฏิบัติการให้เร็วที่สุด ไม่ควรเกิน 2 ชั่วโมง หากไม่สามารถนำส่งห้องปฏิบัติการได้ทันที ควรเก็บที่อุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส และรีบนำส่งห้องปฏิบัติการ
 
พัฒนาเว็บไซต์โดย ศูนย์วิจัยและพัฒนาการสัตวแพทย์ภาคเหนือ(ตอนบน) จ.ลำปาง
    054-221-476, 054-226-978, 054-268-634    vrd_np@dld.go.th, vrd_np@hotmail.com, vrd_np@yahoo.com