25590111 1พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิด “ โครงการบูรณาการมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งปี 2558/2559 ” โดยนายชูชาติ กีฬาแปง ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก กล่าวต้อนรับ นายสัตวแพทย์อยุทธ์ หรินทรานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวรายงานฯ ณ หอประชุม องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านกร่าง อ.เมือง จ.พิษณุโลก จากนั้น เดินทางไปเยี่ยมเยียนเกษตรที่ได้รับการช่วยเหลือภัยแล้งเป็นไก่พื้นเมือง มอบเวชภัณฑ์แก่ตัวแทนเกษตรกรและเป็นประธานในพิธีปล่อยปลา สู่บึงระมาน จัดโดยกรมประมง   อ่านรายละเอียด

 

25581218 2พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดงานกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ “ใช้น้ำอย่างรู้คุณค่าปวงประชาถวายพ่อของแผ่นดิน” เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิม พระชนมพรรษา 88 พรรษา วันที่ 2 ธันวาคม 2558 ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์    อ่านรายละเอียด

 

25581009 5"พลเอกฉัตรชัย” เร่งหน่วยงานในสังกัดร่วมบูรณาการมหาดไทยสำรวจความต้องการประชาชนเสนอแผนความต้องการในพื้นที่ เสนอครม.เพิ่มเติม พร้อมเตรียมประชุมลร่วมผู้ว่าฯทั่วประเทศขับเคลื่อน 8 มาตรการบรรเทาภัยแล้ง

          พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่ ครม.มีมติเห็นชอบรายละเอียดแผนงาน งบประมาณในโครงการบูรณาการมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง 2558/59จำนวน 8 มาตรการ 45 โครงการ โดยอนุมัติงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 4,071.3150 ล้านบาทจากกรอบวงเงินที่13 หน่วยงานจะดำเนินการรวมทั้งสิ้น 11,151.8173 ล้านบาท แบ่งเป็นงบประมาณปกติปี พ.ศ. 2559 วงเงิน 6,752.7494 ล้านบาท และงบกลางที่ได้รับอนุมัติแล้วเพื่อจ้างงานชลประทาน 327.7529 ล้านบาท โดยมีกรอบระยะเวลาดำเนินโครงการวันที่ 1 พฤศจิกายน 2558 – 30 เมษายน 2559 นั้น

          ทั้งนี้ 1 ใน 8 มาตรการ คือ การสำรวจความต้องการชุมชนเพื่อจัดทำแผนชุมชน ซึ่งครม.ได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานหลักในการบูรณาการทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่สำรวจความต้องการและจัดทำแผนงาน/โครงการ/กิจกรรม ให้แล้วเสร็จภายใน 30วัน และรวบรวมส่งให้คณะกรรมการอำนวยการบูรณาการแก้ไขปัญหาวิฤกตภัยแล้งปี 2558/59 เพื่อพิจารณานำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาการช่วยเหลือและสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติม

          สำหรับพื้นที่ที่ยังได้รับผลกระทบภัยแล้งโดยเร่งด่วนต่อไป สำหรับพื้นที่เป้าหมายดำเนินการแบ่งเป็น 1) พื้นที่วิกฤตภัยแล้ง คือ พื้นที่การเกษตรในเขตชลประทานลุ่มน้ำเจ้าพระยา 22 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกรุงเทพฯ กำแพงเพชร ฉะเชิงเทรา ชัยนาท ตาก นครนายก นครปฐม นครสวรรค์ นนทบุรี ปทุมธานี พิจิตร พิษณุโลกพระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร สระบุรี สิงห์บุรี สุโขทัย สุพรรณบุรี อ่างทอง อุตรดิตถ์ มีเกษตรกรที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบประมาณ 330,000 ครัวเรือน และ 2) พื้นที่ภัยแล้งทั่วไป 55 จังหวัด

          อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ขับเคลื่อนทั้ง 8 มาตรการเกิดผลชัดเจนและลดผลกระทบภัยแล้งได้ทันต่อสถานการณ์ รวมถึงแจ้งเตือนประชาชนถึงสถานการณ์น้ำโดยเฉพาะในลุ่มเจ้าพระยาที่จะเริ่มทำการเพาะปลูกในวันที่ 1 พ.ย.นี้ กระทรวงเกษตรฯ ร่วมกับกระทรวงมหาดไทยจัดประชุมทางไกลร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศในวันพรุ่งนี้ ( 8 ต.ค.) เพื่อชี้แจงแนวทางการทำงานในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาภัยแล้งในระดับพื้นที่ ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดต้องเป็นกลไกหลักในการดำเนินงาน

 

ข้อมูลข่าว: http://www.moac.go.th

25581216 1

            พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการบูรณาการแก้ไขปัญหาวิกฤตภัยแล้งปี 2558/59 ว่า สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำ ณ วันที่ 8 พฤศจิกายน 2558 อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง มีปริมาตรน้ำใช้การได้ 19,932 ล้าน ลบ.ม. คิด เป็นร้อยละ 39 โดยปริมาณน้ำใช้การได้ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4,240 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีน้ำไหลลงเขื่อน 15.4 ล้าน ลบ.ม. ขณะที่น้ำระบายออก 15.6 ล้าน ลบ.ม. ที่นำจะนำไปบริหารจัดการเพื่อการอุปโภค บริโภค การรักษาระบบนิเวศน์ไปจนถึงเดือนเมษายน 2559 นอกจากนี้ กรมชลประทานยังได้รายงานถึงความต้องการใช้น้ำในพื้นที่ 6 จังหวัดเหนือเขื่อนเจ้าพระยา 6 ที่พบว่ามีการดึงน้ำไปใช้มากกว่าแผนอยู่ 1.2 ล้านลบ.ม. ได้แก่ จังหวัดตาก กำแพงเพชร อุตรดิตถ์ พิษณุโลก และนครสวรรค์ จึงได้สั่งการให้กรมชลประทานเร่งหาแนวทางแก้ปัญหาสถานการณ์ดังกล่าวโดยเร่งด่วน รวมถึงหาสาเหตุว่าน้ำที่มีการสูบไปใช้นำไปเพื่อประโยชน์อะไร เร่งด่วนหรือไม่อย่างไรด้วย เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำต้นทุนที่มีอยู่เป็นไปตามแผน

            ส่วนการติดตามความคืบหน้ามาตรการช่วยเหลือเกษตรกร 8 มาตรการ ขณะนี้ พบว่า ในมาตรการที่ 1 ซึ่งมี 2 หน่วยงานเกี่ยวข้องดำเนินการ คือ กระทรวงเกษตรฯ ซึ่งได้ทำการสำรวจความต้องการของเกษตรกรในช่วงลดค่าใช้จ่ายด้วยการจัดหาพืชทดแทน การทำปศุสัตว์และทำปุ๋ย เรียบร้อยแล้วทั้ง 22จังหวัดเจ้าพระยา เพื่อเริ่มดำเนินการให้ความช่วยเหลือต่อไป ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ที่ดำเนินการจัดกิจกรรมธงฟ้าดำเนินการแล้วใน 7 จังหวัด 12 ครั้ง ในช่วงเดือน พ.ย.จะทำอีก 75 ครั้ง จากแผนทั้งหมด 400 ครั้ง การจำหน่ายสินค้าเกษตรชุมชน 27 ศูนย์ได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ 1 พ.ย. และการเชื่อมโยงตลาดและจัดการตลาดรองรับผลผลิตของเกษตรกรจะเริ่มดำเนินการ 1 ธ.ค.นี้

             มาตรการที่ 2 การลดปัญหาหนี้สิน เช่น ธ.ก.ส. มีมาตรการออกมาแล้วเช่นกัน อาทิ ปลอดการชำระเงินต้นเป็นเวลา 2 ปี หลังจากนั้นลดอัตราดอกเบี้ยลง 3 ขณะที่กระทรวงเกษตรฯ โดย ส.ป.ก. ก็มีมาตรการลดหรือยกเว้นการเก็บค่าเช่าที่ดินในพื้นที่ ส.ป.ก.เช่นกัน มาตรการที่ 3 การจ้างงานและเพิ่มรายได้เกษตรกร ซึ่งมี 3 หน่วยงานเกี่ยวข้อง ได้แก่กระทรวงเกษตรฯ ดำเนินการจ้างงานของกรมชลประทานแล้ว 525,641 คน งบประมาณ 157 ล้านบาท ขณะที่การจ้างงานโดยกระทรวงแรงงาน ได้ดำเนินการโอนเงินให้จังหวัด 46 จังหวัดแล้วจำนวน 51.2 ล้านบาท กระทรวงมหาดไทยดำเนินการจ้างแรงงานแล้ว 105 ล้าน

             มาตรการที่ 4 ดำเนินการรวบรวมข้อมูลความต้องการของชุมชนโดยกระทรวงมหาดไทย ซึ่งแบ่งเป็น 2 ระยะ ซึ่งในระยะแรกที่จะส่งเสริมเกษตรกรปลูกพืชใช้น้ำน้อยและอาศัยความชื้นที่ได้ลงพื้นที่สำรวจมาตั้งแต่ 3 พ.ย. คาดว่าเกษตรกรและชุมชนจะได้รับอนุมัติโครงการภายในวันที่ 13 ธ.ค. ส่วนระยะที่ 2 จะเป็นการสำรวจกิจกรรมการเกษตรและนอกภาคเกษตรในพื้นที่ทั่วประเทศจะดำเนินการสำรวจให้แล้วเสร็จภายใน 3 ธ.ค.58 เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการอำนวยการเฉพาะกิจฯ พิจาณาก่อนเสนอเข้าครม.เห็นชอบ เพื่อโอนงบประมาณเบิกจ่ายได้แต่ตั้ง ก.พ. 59 เป็นต้นไป

             มาตรการที่ 5 ความเข้าใจการใช้น้ำก็จะต้องดำเนินการเรื่องนี้ต่อเนื่องตลอดระยะเวลาปัญหาภัยแล้ง มาตรการที่ 6 การเพิ่มปริมาณต้นทุน ได้แก่ การปฏิบัติการฝนหลวง ในช่วงที่ผ่านมาดำเนินการแล้ว 688 เที่ยวบิน มีฝนตก 50 จังหวัด ส่วนบ่อบาดาลได้เร่งรัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ เร่งดำเนินการสร้างบ่อบาดาล จำนวน 6500 ให้เสร็จก่อน ก.พ.59 ขณะที่การทำฝายเก็บน้ำ ถังเก็บน้ำ ขุดลอกแหล่งน้ำ โดยกระทรวงกลาโหม จะต้องแล้วเสร็จ ก.พ.59

             อย่างไรก็ตาม ได้กำชับทุกหน่วยงานทำงานให้เกิดความรวดเร็ว เป็นไปตามแผนงาน โดยกำหนดนัดหมายการประชุมครั้งถัดไป 15 วันจากนี้ ขณะเดียวกัน ขอให้ทุกหน่วยงานส่งข้อมูลความคืบหน้าการดำเนินงานในทุกมาตรการ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลไปยังผู้ว่าราชการทุกจังหวัดติดตามกำกับดูแล

             ด้านนายสุเทพ น้อยไพโรจน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน รักษาราชการแทนอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ปัจจุบันกรมชลประทานได้ระบายน้ำตามแผนที่กำหนด โดยเขื่อนภูมิพลระบายวันละ 4.4 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนสิริกิติ์ระบายวันละ 8.5 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนแควน้อยระบายวันละ 1.1 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ระบายวันละ 1.6 ล้าน ลบ.ม. เป็นไปตามแผน แต่ปรากฏว่าน้ำไหลผ่านสถานีบางไทร 76 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งถือว่าน้อย โดยจากการตรวจพบว่ามีพื้นที่ตอนบนเขื่อนเจ้าพระยาใช้น้ำเกินแผนไป 14 ล้านลูกบาศก์เมตร/วินาที หรือจำนวน 1.2 ล้านลบ.ม. ดังนั้น การบริหารจัดการหลังจากนี้จะทำหนังสือขอความร่วมมือจากท้องถิ่น เพื่อลดการรับน้ำ หรือรับน้ำเป็นรอบเวร เพื่อทำให้น้ำถึงเขื่อนเจ้าพระยาอยู่ที่ 14 ลูกบาศก์เมตร/วินาที เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปตามแผนให้ได้

             สำหรับพื้นที่ 6 จังหวัดภาคเหนือ ที่มีการใช้น้ำมาก ได้แก่ อุตรดิตถ์ พิษณุโลก และพิจิตร สำหรับตาก กำแพงเพชรและนครสรรค์มีไม่มาก ขณะที่ข้อมูลพื้นที่ปลูกข้าวยังพบว่ามีการปลูกข้าวค่อนข้างมากแต่ต่อเนื่อง โดยพื้นที่ปลูกข้าวนาปีต่อเนื่องปลูกครั้งที่ 2 มีอยู่ประมาณ 1.76 ล้านไร่ มากสุดอยู่ที่จังหวัดสุพรรณบุรี อยุธยา และปทุมธานี ขณะที่พื้นที่ปลูกข้าวนาปีครั้งแรก 1.33 ล้านไร่    อ่านรายละเอียด

 

ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.moac.go.th

25581009 6รมว.เกษตรฯ ลงพื้นที่ จ.กำแพงเพชร ดีเดย์ 1 ต.ค. คิกออฟขับเคลื่อนแปลงใหญ่ มุ่งสู่แนวทางการลดต้นทุนการผลิต พร้อมชี้แจงทำความเข้าใจเกษตรกรถึงสถานการณ์น้ำในลุ่มเจ้าพระยา เตรียมชงงบบรรเทาภัยแล้งเข้าครม.อังคารหน้า

           พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยในโอกาสลงพื้นที่การส่งเสริมการเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่และศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันสำปะหลัง ในพื้นที่ อ.ขานุวรลักษบุรี จ.กำแพงเพชร พร้อมพบปะเกษตรกรกลุ่มผู้ใช้น้ำ เพื่อรับทราบสถานการณ์น้ำ และภัยแล้ง ในพื้นที่ อ.บึงสามัคคี จ.กำแพงเพชร พร้อมด้วยนายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า ปัจจุบันกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินการขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมการเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่ 77 จังหวัด และมีพื้นที่นำร่อง 270 จุด 31 ชนิดสินค้า โดยมีเป้าหมายให้เกษตรกรรายย่อยมีความเข้มแข็ง และสามารถบริหารจัดการการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด สามารถทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง ผลผลิตมีคุณภาพเพิ่มขึ้น เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งการจัดการในรูปแบบแปลงใหญ่ เป็นหนึ่งในมาตรการลดต้นทุนการผลิตทางการเกษตรที่กระทรวงเกษตรฯ กำหนดให้ปี 2559 เป็นปีแห่งการลดต้นทุนการผลิต เพื่อให้ง่ายต่อการจัดการผลผลิตให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งการลงพื้นที่คิกออฟเปิดตัวโครงการแปลงใหญ่อย่างเป็นทางการ ในวันที่ 1 ตุลาคม 2558 เนื่องจากจังหวัดกำแพงเพชรมีปริมาณการผลิตมันสำปะหลังมากเป็นอันดับ 2 ของประเทศรองจากนครราชสีมา และถือเป็นพืชเศรษฐกิจตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดกำแพงเพชร ที่ต้องส่งเสริมและพัฒนาให้มีผลผลิตและคุณภาพสูงขึ้น

          สำหรับการดำเนินโครงการส่งเสริมการเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่ (มันสำปะหลัง) ณ อ.ขาณุวรลักษบุรี จ.กำแพงเพชร มีเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ 680 ราย พื้นที่ดำเนินการ 17,000 ไร่ โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มผลผลิตจาก 3.7 ตัน เป็น 5 ตัน /ไร่ ในเขตน้ำฝนพื้นที่ 1.6 หมื่นไร่ และเพิ่มผลผลิตจาก 4 ตัน เป็น 8 ตัน/ไร่ ด้วยระบบน้ำหยด พื้นที่ 1,000 ไร่ ช่วยลดต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรลงร้อยละ 15 โดยในการดำเนินการนั้นมีกิจกรรมสำคัญในเรื่องระบบน้ำหยดเพื่อเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังแบบเคลื่อนที่ เครื่องสับมันเส้นที่สามารถแปรรูปจากหัวมันสดเป็นมันเส้นสะอาด และเพิ่มมูลค่าของผลผลิตได้ การรับซื้อผลผลิตทั้งหัวมันสดและแปรรูป โดยสหกรณ์การเกษตรปฏิรูปที่ดิน บ่อถ้ำ จำกัด และสหกรณ์การเกษตรขาณุวรลักษบุรี จำกัด และมีกระบวนการถ่ายทอดการเรียนรู้ของศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ของนายชัยรัตน์ ภู่พันธ์ เกษตรกร ใน อ.ขาณุวรลักษบุรี จ.กำแพงเพชร โดยการปลูกมันสำปะหลังโดยใช้ระบบน้ำหยด เพื่อถ่ายทอดความรู้ให้กับเกษตรกรอีกด้วย

           พลเอกฉัตรชัย กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ส่วนการลงพื้นที่ อ.บึงสามัคคีนั้น นอกจากรับฟังสภาพปัญหาจากกลุ่มผู้ใช้น้ำเพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหาร่วมกันแล้ว ยังถือโอกาสชี้แจงทำความเข้าใจกับเกษตรกรถึงปริมาณน้ำใน 4 เขื่อนหลักของลุ่มเจ้าพระยา เพราะน้อยกว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งจากปริมาณน้ำในอ่างปัจจุบันคาดว่า ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน จะมีน้ำใช้การได้เพื่อจัดสรรน้ำในลุ่มเจ้าพระยาประมาณ 3,600 ล้านลูกบาศก์เมตร ที่ต้องใช้บริหารจัดการเพื่อรักษาระบบนิเวศน์ เพื่อการอุปโภค-บริโภค ไปจนถึงประมาณเดือนเมษายนปีหน้าให้เพียงพอให้ได้ รวมถึงได้ชี้แจงมาตรการให้ความช่วยเหลือของรัฐบาลซึ่งประกอบด้วย 8 มาตรการหลัก 52 กิจกรรม อาทิ มาตรการชะลอหรือขยายระยะเวลาชำระหนี้ที่เกษตรกรมีภาระหนี้กับสถาบันการเงิน การจ้างงานภายใต้โครงการของกรมชลประทาน เป็นต้น เพื่อบรรเทาผลกระทบจากภัยแล้งที่จะเกิดขึ้น ซึ่งคาดว่าจะนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาได้ทั้งหมดในวันอังคารหน้า 

 

ข้อมูลข่าว: http://www.moac.go.th